“ไปซื้อกาแฟ ร้านนั้นกับผมหน่อย”
“แล้วทำไมผู้จัดการไม่ไปเองล่ะครับ” เด็กหนุ่มยืนนิ่งถามด้วยความสงสัยไม่ได้ตั้งใจกวนประสาทแม้แต่น้อย หากแต่ท่าทางนั้นยากปฏิเสธ
“ผม...” ผู้จัดการมาดเข้มพยายามนึกหาเหตุผลที่พอจะฟังขึ้น
“ผมอยากซื้อมาฝาก คนอื่นด้วย ไปคนเดียวถือไม่หมด” ภีมพลยังคงขมวดคิ้วแปลกใจมองตรงไปยังนัยน์ตาของผู้จัดการ
“งั้นผมพูดตามตรงเลยแล้วกัน คุณเคยบอกว่าเป็นเพื่อนของเจ้าของร้าน ผมอาจจะได้ส่วนลดบ้างถ้าไปในนามคุณ ผมหวังว่าคุณคงเข้าใจ แล้วเลิกมองหน้าผมแบบนั้น ไปกันได้แล้ว” ผู้จัดการลุกขึ้นจากเก้าอี้พลางคว้ากุญแจรถหรูยี่ห้อแพง ก่อนที่ชายหนุ่มจะเข้าไปห้าม
“เอากุญแจรถผู้จัดการเก็บไว้เถอะครับ ขืนขับรถผู้จัดการไปในช่วงพักเที่ยงแบบนี้ ได้กลับมาอีกทีบ่ายสามแน่นอน”
“แล้วจะไปยังไง” เขาถามภีมพล ก่อนที่คนเจ้าเล่ห์จะกวักมือเรียกผู้จัดการให้เดินตามมายังรถมอเตอร์ไซด์คู่ใจของเขา พลางหันไปหยิบหมวกกันน็อกของรถคันข้างๆ มายื่นให้ผู้จัดการหนุ่ม
“เป็นพยานให้ผมด้วยนะว่าไม่ได้ขโมย แค่ยืมใช้ชั่วคราว” ภีมพลหันไปบอกผู้จัดการหนุ่ม พายุถึงกับหลุดยิ้มออกมา หากแต่พยายามหันไปทางอื่นไม่ให้เขาเห็น เพราะอาจเสียการปกครองได้
“กลิ่นใช้ได้เลย” เขาดมไปครั้งหนึ่งก่อนจะปัดไปมา จำใจยอมสวมลงศีรษะตัวเอง
“โห! ผู้จัดการเคยสวมหมวกกันน็อกไหมครับ ใครสวมแบบนั้น มานี่” ภีมพลเอื้อมมามาปรับสายรัดและขยับให้เข้าที่ พายุรู้สึกแปลกประหลาดใจเล็กน้อย ที่มีเด็กน้อยหน้าตาดีมาบริการถึงพริกถึงขิงอย่างนี้ ดวงตากลมประสานกันครู่หนึ่งก่อนที่ต่างฝ่ายต่างแยกย้าย ไปนั่งในที่ของตัวเองอย่างฉับพลันโดยพร้อมเพียง แบบไม่ต้องนัดหมาย ต่างฝ่ายต่างเกร็งไปตามๆ กัน เวลานั้นพายุสัมผัสถึงความผิดปกติ จากจังหวะการเต้นของหัวใจตัวเอง ปฏิเสธไม่ได้ว่าเด็กหนุ่มน่าตาดีทำให้เขารู้สึกปั่นป่วนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในรอบหลายปี
“ผู้จัดการขยับเข้ามาอีกก็ได้นะครับ นั่งไกลแบบนั้นเดี๋ยวก็หล่นพอดี หล่นแล้วผมไม่ตามไปเก็บนะครับ” พายุกัดฟันหมั้นไส้เบาๆ ก่อนที่รถมอเตอร์ไซด์คันใหญ่จะแล่นออกไป
“เบาหน่อยไหม” พายุเกาะบ่าของลูกน้อง พลางนั่งตัวแข็งทื่อในขณะที่ชายหนุ่มโชว์สกิลบิดหน้าตั้งเพื่อฝ่าการจราจรที่คับคั่งในช่วงเวลาเที่ยงวัน
“ผู้จัดการเคยนั่งมอเตอร์ไซด์ไหม อย่านั่งตัวแข็งแบบนั้นสิ ผมบังคับรถไม่ถนัด”
“แล้วจะให้ผมนั่งยังไง” เขาตะโกนถามด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว
“ก็นั่งธรรมดา ทำตัวสบายๆ เหมือนนั่งรถยนต์” พายุพยายามปรับท่านั่งช้าๆ เพื่อผ่อนคลายตามที่ภีมพลสั่ง หากแต่ไม่นานนักเขาต้องกลับมาทำตัวแข็งทื่อเหมือนเดิมด้วยเพราความเร็วที่ชายหนุ่มพยายามเร่งทำเวลา
“ภีมพล คุณเบาหน่อยก็ได้ ไม่ต้องรีบขนาดนั้น ผมเป็นผู้จัดการนะ คุณอย่าลืมสิ เข้างานช้านิดหน่อย ผมไม่ว่าหรอก” เพียงคำพูดของผู้จัดการสะกิดเขาเท่านั้น ชายหนุ่มจึงผ่อนคันเร่งลง พายุพ่นลมหายจากออกจนสุดเช่นเดียวกัน
“อย่าฝันว่าผมจะขึ้นมอเตอร์ไซด์ของคุณอีก” เขาพูดลอยๆ ออกมา ด้วยเพราะหัวใจเกือบวาย