เกมชีวิตลิขิตตาย [นิยายแปล]

    บทที่ 57 ราคาของการปกปิดความลับ

    “นาย! ยังกล้าทำตัวหยิ่งยโสแบบนี้อีกหรือไง คิดว่าตนเองเป็นกัปตันได้แน่แล้วสินะ!”

            ความอวดดี ความวู่วาม และความเย่อหยิ่งของเขาช่างเป็นภาพสะท้อนของวัยรุ่นบางคนได้ดี

            แต่ในแววตาของเขากลับเหมือนมีการส่งสัญญาณอะไรบางอย่างให้ผม

            นี่คือการแสดงงั้นเหรอ หรือว่าจิตของผมเองก็แตกออกเป็นสอง ผมกลับอยากให้เจ้าหนุ่มลูกเศรษฐีคนนี้เป็นแค่คนโง่ที่อวดดีเท่านั้นแต่น่าเสียดายที่เขาก็มีประโยชน์ต่อสถานการณ์นี้ไม่น้อย

            ถ้าไม่มีการล้อเล่นหรือคำพูดเย้าหยอกใดๆ และเราต้องเริ่มต้นการสืบสวนและเล่นเกมนี้อย่างจริงจังเหมือนการเล่นขายของผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรนั้น ผมรู้ดี

            นั่นจะยิ่งทำให้คอของพวกเราถูกเปิดเผยให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้นในสายตาของเหล่าฆาตกร

            พรึ่บ ทันใดนั้นผู้คนรอบข้างเริ่มถอยห่างจากเฉียนตัวตัวอย่างเห็นได้ชัด เหมือนไม่มีใครอยากจะข้องเกี่ยวกับเขาอีกต่อไป

            หวังเฉียงและคนอื่นๆ แสดงสีหน้าผ่อนคลายออกมา รวมถึงหลิวเนี่ยนที่เริ่มพูดจาได้อย่างเปิดเผยมากขึ้น

            “จะเผชิญหน้ากันตรงๆ ก็ดีนะ ยิ่งเร็วยิ่งดีฉันไม่อยากถูกหมาบ้ากัดสวนกลับหรอก”

            เหอะ ทั้งคู่ก็เป็นคุณชายเหมือนกันแต่เรื่องฝีปากนั้นเฉียนตัวตัวยังตามหลังอยู่ไม่น้อย

            ปากของเขาเหมือนจะหยาบคายและเสียดแทง บิดเบือนความหมายของคนอื่นแต่เพราะแบบนั้นเอง เขาถึงไม่รู้สึกเกรงใจใคร พิจารณาคำพูดของเขาอย่างลึกซึ้ง เราอาจเจอข้อมูลสำคัญที่ซ่อนอยู่

            แม้จะเดินอยู่บนเส้นทางที่บิดเบี้ยวแต่ภายในจิตใจของเฉียนตัวตัวกลับไม่บิดเบี้ยวตาม

            “พูดได้ดีจริงๆ แต่เสียดายที่นายยังไม่สามารถอธิบายข้อสงสัยของตนเองได้กัปตัน บางทีนายอาจไม่รู้เลยว่าใครคือผู้โหยหวนและคนที่นายเพิ่งฆ่าไปบางทีอาจไม่ใช่ผู้โดยสารด้วยซ้ำ…”

            “ฮะ...”

            คำพูดของซางจื้อหย่วน ผสานกับการแสดงของหญิงสาวเจ้าเล่ห์ช่างเป็นการหลอกลวงที่ทรงพลัง น่าเหลือเชื่อว่าคนสองคนที่เหมือนจะไม่มีความเกี่ยวข้องกันกลับร่วมมือกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ

            ถ้าจะเรียกพวกเขาว่า “คู่รักจอมเจ้าเล่ห์” ก็คงเหมาะสมดี ฮึ

            เล่นประสานเสียงกันแบบนี้ คิดว่าผมจะยอมให้หลอกกันง่ายๆ งั้นเหรอ

            “อาเมน นั่นคงไม่ใช่สิ่งที่พวกเราต้องการให้เกิดขึ้น”

            ชายชราก้มศีรษะลง ราวกับกำลังอธิษฐานต่ออากาศหวังให้ทุกสิ่งที่เกิดตรงหน้านี้ย้อนกลับเป็นไปในทางที่ดีท่าทางแบบนั้นทำให้ใครหลายคนรู้สึกสะเทือนใจ

            ข้อดีของการสร้างภาพก็คือ การพูดคำหวานๆเพียงเล็กน้อยก็เพียงพอจะปลุกเร้าผู้คนทำให้พวกเขามองข้ามความจริงที่ซ่อนอยู่ภายใต้คำพูดธรรมดาเหล่านั้น

            ถึงแม้ผู้คนจะถูกปิดหูปิดตา แต่ก็ยังมีบางคนที่แสวงหาความจริงอยู่คนที่เข้าใจแก่นแท้ที่ซ่อนอยู่

            เช่นเดียวกับดาบแห่งความจริงและดาบแห่งการแก้แค้นมันเหมือนกับพรที่เราทั้งสองฝ่ายได้รับ

            ความจริงอยู่ในมือของผู้ที่ยึดมั่นในความยุติธรรมเพียงไม่กี่คนเท่านั้นผู้คนรอบข้าง เช่น ผู้โดยสาร แอร์โฮสเตส เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย แม้แต่กัปตันก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะรู้ความจริง

            ส่วนฝ่ายผู้โหยหวน พวกเขาถูกตีตราว่าชั่วร้าย มืดมนต้องซ่อนตัวเพื่อเล่นเกมนี้ ก่อให้เกิดความโกรธแค้นตั้งแต่ต้น

            “พวกผู้โหยหวนอาจไม่ใช่ความชั่วร้ายเสมอไปนะ ทุกคนผมไม่ได้เข้าข้างพวกเขาหรอก แต่บางทีเราอาจเป็นเพียงคู่แข่งกันผมไม่เคยมองว่าพวกเขาทำอะไรผิดตั้งแต่แรกเลย”

            ความยุติธรรมและความชั่วร้ายบางครั้งผมเองก็ใช้มุมมองที่อคติในการมองเรื่องพวกนี้

            แต่พอมองย้อนกลับไป เมื่อเห็นผู้หญิงที่เคยตะโกนโวยวาย เมื่อเห็นศพของข้าราชการเสฉวนที่บิดเบี้ยวจนจำไม่ได้เมื่อเห็นพวกค้ามนุษย์ทั้งสองค่อยๆ ตายไปทีละคน ผมกลับรู้สึกว่าตนเองยังคงนิ่งอยู่

            จนกระทั่งได้เห็นเซี่ยหลิงจากไปจากโลกนี้อย่างสมบูรณ์ผมถึงได้ตระหนักว่าเธอได้รับการปลดปล่อยแล้ว

            แต่สำหรับผมกลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความบ้าคลั่ง!

            “บอกฉันที บอกฉันทีว่าเธอจะได้ไปสวรรค์ใช่ไหม คุณพ่อ? ต่อให้นี่เป็นแค่หน้าที่ชั่วคราวของคุณเราก็ต้องการช่องทางให้เราได้ปลดปล่อยบาปของตนเองใช่ไหมต้องการพิสูจน์ต่อพระเจ้าว่าเราเคยพยายามเป็นคนดีอยู่บ้างใช่ไหม”

            ผมรู้ดีว่าคนที่มองมาทุกคนคงคิดว่าผมเป็นบ้าไปแล้วแน่ๆก็เล่นแสดงตัวว่าเป็นกัปตันแท้ๆ แต่ดันหันมาเข้าข้างฝ่ายผู้โหยหวน ใครมองก็ต้องเห็นว่าจุดยืนของผมมันแปลกๆ

            แต่ผมก็รู้ดีว่ามีคนหนึ่งที่ไม่มีวันสงสัยในตัวผมมากนัก

            ชายผู้เปื้อนบาปอยู่เต็มมือ แต่ยังคงมองมาด้วยสายตาที่แน่วแน่นั่นคือทหารคนนั้น

            “คือว่า...”

            ชายชราเหมือนจะลังเลเป็นครั้งแรก แต่เขาไม่ได้แสดงท่าทีตื่นตระหนกกลับพยายามทำให้ตนเองดูอึดอัดแทน

            “เด็กน้อย เรื่องนี้มีแต่นายเท่านั้นที่ตอบได้ พระเจ้าเคยกล่าวว่าแสงสว่างจะนำทางเราไป...”

            “แสงบ้าบออะไรของลุงกัน! หุบปากไปเลย”

            ผมกล่าวอย่างหนักแน่น จ้องเขม็งด้วยสายตาร้อนแรงราวกับเปลวไฟที่จุดขึ้น ใครที่ต้องมองสบตาผมตอนนี้คงไม่มีทางรู้สึกสบายใจเป็นแน่

            “แก แกกล้าดียังไงมาด่าพระเจ้า! พระเจ้าของฉัน”

            เขาพยายามทำท่ามหากางเขน สวดอ้อนวอนด้วยท่าทางอ่อนน้อมค้อมตัวลงเล็กน้อย

            ราวกับว่าท่าทางนี้จะทำให้เขาดูถ่อมตัวและเป็นผู้ศรัทธาที่แท้จริง

            “พระเจ้า? แน่นอนว่าผมนับถือพระองค์เพราะผมไม่ปฏิเสธความจริงใดๆ และผมก็เชื่อว่าบางคนสามารถมองเห็นพระเจ้าในโลกนี้ได้แต่คนนั้นไม่ใช่คุณ!”

            ผมส่ายศีรษะ ตอนนี้เมื่อเราต้องเปิดโปงความลับที่เซี่ยหลิงทิ้งไว้มันคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกพบอะไรบางอย่างเอาเป็นว่าผมจะใช้สมมติฐานในใจนั้นเพื่อพิสูจน์ดีกว่า

            หากเงื่อนไขที่ซ่อนอยู่ยังคงมีอยู่นี่อาจเป็นโอกาสครั้งเดียวที่ผมจะเสี่ยงเดิมพันกับโชคชะตา

            “คุณลุง ผมเห็นชัดว่าคุณคือปีศาจ คำพูดของคุณแต่ละคำเป็นเหมือนยาพิษในจอกเหล้าที่คอยผลักคนที่เชื่อฟังคุณให้ดำดิ่งลงสู่หุบเหวที่ไม่อาจกลับมาได้อีก”

            ผมเองก็เริ่มพูดจาเกินจริงขึ้นมาเหมือนกัน กอดร่างที่เย็นลงเรื่อยๆของคนที่อยู่ไม่ไกลราวกับว่าผมเริ่มหลงใหลในความรู้สึกแปลกๆของการถูกเย้าแหย่โดยนักนิติเวชหญิง

            “ถ้าคนพวกนั้นที่คุณผลักลงไปในหุบเหว สามารถกลับมาได้อีกครั้งก็คงดีไม่น้อย”

            แต่ผมรู้ดีว่านั่นเป็นไปไม่ได้

            เวลายังคงเดินต่อไป แก๊สลึกลับยังคงแผ่กระจายและเวลานับถอยหลังสู่การหลับใหลครั้งต่อไปก็กำลังใกล้เข้ามา

            มือของพวกเราทุกคน ต่างก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงการเปื้อนเลือดได้

            “...”

            ชายชราตกอยู่ในความเงียบ แต่ในดวงตาของเขากลับไม่สงบสักนิด

            สำหรับผมแล้ว ผมไม่ได้สนใจว่าเขาจะคิดอะไรอยู่

            “ตอนนี้ให้ผมตอบคำถามพวกคุณเองว่าทำไมผมถึงยืนกรานที่จะไม่เปิดเผยความลับนี้ถึงแม้มันจะไม่เกี่ยวข้องกับเบาะแสของเกมนี้ แต่มันอาจเกี่ยวข้องกับจุดเริ่มต้นของเที่ยวบินโหยหวนนี้ก็เป็นได้”

            “ถ้าบอกว่าแม้แต่เซี่ยหลิงเองก็อาจไม่ใช่คนขององค์กรนั้นล่ะ”

            ผมคาดเดาโดยผสานกับข้อมูลที่ได้รับมาจากโลกแห่งความเป็นจริง

            ในฐานะที่ยืนอยู่ในมุมมองแบบพระเจ้าผมได้ข้อมูลจากแฟลชไดรฟ์ลึกลับนั้น เห็นได้ถึงความลับและเบื้องหลังมากมาย ขณะที่คนอื่นๆกลับได้เพียงข้อมูลผิวเผิ่น

            ชีวิตก็เหมือนละคร แต่ละคนต่างยืนอยู่ในมุมของตนเอง คนอื่นๆเป็นแค่ตัวประกอบ ข้อมูลที่พวกเขามีจึงเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม

            และการจะดึงข้อมูลจากปากของพวกเขาโดยไม่เปิดเผยความลับของตนเองนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

            “นายหมายความว่า คนที่ชื่ออะไรนะ สตาร์โครว์หรือเปล่า จริงๆแล้วอาจเป็นคนอื่น และอาจอยู่ท่ามกลางพวกเราที่นี่งั้นเหรอ”

            ปฏิกิริยาของหลิวเนี่ยนเร็วที่สุดถึงขั้นที่ว่ามากกว่าหวังเฉียงที่อยู่ข้างๆ แต่คนอื่นๆ กลับมีอาการสงบ ค่อยๆตามไม่ทันกับจังหวะที่เริ่มดำเนินไปอย่างว่องไว

            ราวกับว่าตัวตนของผู้โหยหวนหรือว่าใครโกหกในแต่ละช่วงของเกมนั้นไม่สำคัญอีกต่อไป

            สิ่งที่ทุกคนสนใจคือทำไมเราถึงมาอยู่บนเครื่องบินลำนี้ตั้งแต่แรกต่างหาก

            “ใช่แล้ว คิดไวเหมือนกันนะเนี่ย”

            ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา จับโฟกัสไปยังใบหน้าของซางจื้อหย่วนที่กำลังยิ้มอย่างภาคภูมิใจผมมีลางสังหรณ์ว่าเขาคงจะหัวเราะไม่ออกในไม่ช้า

            เมื่อปัดนิ้วไปยังไฟล์แปลกๆ นั้นพื้นหลังของโทรศัพท์ทั้งเครื่องก่อนที่จะเปิดขึ้นมาจะเปลี่ยนเป็นแสงและเงาที่สอดประสานกันเหมือนกับกระแสน้ำวนของปีศาจ

            เสียง ติ๊ดๆ! ดังขึ้นอย่างแสบแก้วหู ก้องกังวานไปทั่วในหัวของพวกเราและใบหน้าของซางจื้อหย่วนก็ซีดเผือดทันที

            คาดไม่ถึงล่ะสิ แค่ปล่อยมือก็มีความเสี่ยงมหาศาลเช่นนี้

            ผมยอมทุ่มหมดตัวเพื่อพิสูจน์ว่าทฤษฎีของซางจื้อหย่วนนั้นผิดจริงๆ

            “ฝ่ายที่ชนะเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับแผน Xที่ได้จากเกมนี้ หากไม่มีการกดยกเลิกภายในสิบวินาทีเครื่องบินจะเข้าสู่โหมดทำลายตนเองโดยอัตโนมัติ”


     

    คล้ายกับเรื่องเกมชีวิตลิขิตตาย [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน