เสียงโวยวายดังขึ้นมาจากบริเวณด้านหน้าร้านคาเฟยหลิง เหล่าลูกค้าทั้งหลายต่างมายืนมองดูความวุ่นวายและการปะทะคารมกัน
“คุณหนูเ้าคะ คือว่า” เหมยซานอึกอักที่ต้องเอ่ยออกไป
ไป๋ฮวากล่าวว่า ตนเองมิใช่เ้าของกิจการอันยิ่งใหญ่มิจำเป็ต้องเอ่ยเรียกว่า นายหญิง หรือมิใช่คนที่มีอายุมากมายทั้งในแง่ของประสบการณ์และความสามารถจึงมิต้องเรียกว่าเถ้าแก่ นางเป็เพียงคุณหนูคนหนึ่งเท่านั้น เรียกนางว่าคุณหนูนั้นจึงถือว่าดีที่สุด เหล่าข้ารับใช้ในร้านคาเฟยหลิง จึงเรียกนางว่าคุณหนูเสมอมา มิได้เรียกดังเช่นเ้าของกิจการคนอื่น ๆ
“อันใดกัน” ไป๋ฮวาเงยหน้าขึ้นมาจากกาน้ำชาที่กำลังถือเพื่อนำไปยังโต๊ะของลูกค้า
“เรียนคุณหนูออกไปด้านหน้าร้านสักครู่เถิดเ้าค่ะ”
“อืม ไปกัน ข้าก็อยากรู้ ว่ามีอันใดกันพี่เหมยซานของข้า จึงทำสีหน้าใเช่นนี้” ไป๋ฮวายังคงเอ่ยยออกมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม มิได้คาดคิดเลยว่า จะต้องพบเจอกับเหตุการณ์ใด
เหมยซานคือข้ารับใช้คนสนิทของไป๋ฮวาั้แ่อยู่ในคฤหาสน์ตระกูลไป๋ ในวันที่นางตัดสินใจเดินออกมา เหมยซานที่มีสัญญาซื้อขายอยู่กับนาง จึงเป็เพียงผู้เดียวที่ขอตามมารับใช้นาง
“ท่านพ่อ ท่านแม่” ไป๋ฮวาอุทานออกมาเบาๆ เมื่อสังเกตเห็นว่าบุคคลที่ยืนอยู่หน้ากิจการคือผู้ใดในตอนนี้
“เ้ายังจำได้บิดามารดาตนเองได้อยู่ เช่นนั้นคงจำได้สินะว่าเ้าใช้แซ่อันใดอยู่” ไม่รอช้า นายท่านไป๋ก็เอ่ยออกมาทันที
ในคราแรกที่เห็นด้วยความคิดลึกๆ ภายในจิตใจ ไป๋ฮวายังคงคาดหวังว่าบิดาตนเองจะเข้าใจและมาร่วมยินดีกับตนเองในวันนี้
แต่หลังจากที่นางได้ฟังประโยคเมื่อครู่แล้ว จึงเข้าใจว่าการปลูกต้นไม้ใช้เวลาสิบปี แต่พัฒนาคนใช้เวลาร้อยปีเป็เช่นใด
“เ้าค่ะ ท่านพ่อ ท่านแม่ มีธุระอันใดกับลูกหรือเ้าคะ” ไป๋ฮวาคารวะบิดามารดาตามมารยาทและเอ่ยถามออกไป
“ข้าจะไม่พูดอ้อมค้อมละกันนะ” นายท่านไป๋เอ่ยออกมา แม้สายตาก็มิได้มองมายังบุตรสาวคนนี้
“เ้าค่ะ” ไป๋ฮวาขานรับออกไป
ผู้คนในร้านและนอกร้าน เมื่อเห็นถึงความบันเทิง จึงพากันมามุงดูเหตุการณ์เช่นเคย ความบันเทิงที่ว่า ก็คือนายท่านไป๋และบุตรสาวของเขานั้นเอง
“เ้าสามารถกลับคฤหาสน์ตระกูลไป๋ได้แล้ว ข้าอนุญาต” นายท่านไป๋เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เบา คล้ายกับการพูดลอยๆ มิได้ใส่ใจมากนัก ที่ทำให้คนฟังต้องไตร่ตรองหลายขั้น
“จริงหรือเ้าค่ะ เหตุใดเล่าเ้าค่ะ” ไป๋ฮวายามนี้ ลืมความขุ่นข้องหมองใจไปสิ้น
“มิใช่ว่าเ้า้าที่จะออกมาเพื่อพิสูจน์หรอกหรือว่าเ้าสามารถดำเนินกิจการได้ เช่นนั้นก็กลับบ้านเสีย ส่วนกิจการข้าจะให้พ่อบ้านไป๋มาดูแล” การกระทำของนายท่านไป๋ช่างปรากฏชัดให้เห็นง่ายดาย
เมื่อได้ยินประโยคเมื่อครู่ กอปรกับคำอธิบายของบิดาแล้ว ก็แทบทรุดลงไปทันที ดีที่เหมยซานยืนอยู่ข้างๆ จึงเข้ามาพยุงตัวคุณหนูของตนเองได้ทัน
หากผู้ใดที่ได้ฟังและคิดได้ทัน จักเข้าใจว่าประโยคก่อนหน้าและตอนนี้ เกี่ยวข้องกันเช่นไร นั้นหมายความว่า เพราะนางเป็เ้าของกิจการคาเฟยหลิงที่ผู้คนให้ความสนใจและมีกำไรมาก บิดาจึงคิดจะถือครองไปเช่นนี้
“ท่านพ่อ กล่าวว่าเช่นไรนะเ้าคะ ข้าฟังมิเข้าใจ” ไป๋ฮวาพยายามจะคิดว่าสิ่งที่ได้นางได้ยินและนำมาตีความหมายอาจจะผิดเพี้ยนไป
“เ้าหูหนวกหรือไร พ่อบ้านไป๋อธิบายให้นางเข้าใจเสีย ข้ามิอยากเสียเวลามากนัก” นายท่านไป๋ที่เห็นสายตาของชาวบ้านที่มองมาที่ตนเองดั่งกับว่าตนเองคือมารร้ายนั้น ก็ให้รู้สึกขุ่นข้องหมองใจไปกว่าเดิม
"ขอรับนายท่าน เรียนคุณหนูไป๋ ที่นายท่านและฮูหยินเดินทางมาในวันนี้ เหตุผลหลักสองประการด้วยกัน ประการแรกคือ้ามาแสดงความยินดีกับคุณหนูที่สามารถสร้างกิจการและมีลูกค้ามากมายเพียงนี้ได้ขอรับ ส่วนประการที่สอง เอ่อ…"
"อันใดเ้าค่ะท่านพ่อบ้านไป๋" เมื่อเห็นว่าพ่อบ้านไป๋มีท่าทางอึกอัก นางจึงถามออกไป
“ชักช้าอยู่ใย รีบเอ่ยออกไปเสีย” นายท่านไป๋ที่เห็นว่าพ่อบ้านไป๋ทำท่าทีหวานอมขมกลืนเช่นนั้น ก็ทนมิไหวเอเอ่ยออกมา
“นายท่าน้าเชิญคุณหนูกลับตระกูลขอรับ ด้วยเป็ห่วงว่าคุณหนูเป็เพียงคุณหนูในห้องหอ หากต้องดูแลกิจการเพียงผู้เดียวนานๆ ไปจะมีคนมิหวังดี แล้วจะดูแลมิได้ จึงจะเข้ามาดูแลให้ขอรับ”
เอ่ยจบพ่อบ้านไป๋ถึงกับก้มหน้าลง เพื่อที่จะมิได้เห็นสายตาของคุณหนูไป๋และสายตาของชาวบ้านรอบๆ ขเ้างที่มองมาอย่างเหยียดแคลน
ส่วนไป๋ฮวานั้น เมื่อได้รับฟังทุกอย่าง ๆ แจ่มแจ้งถึงเพียงนี้ภายในใจก็หมดหวังเสียแล้ว
“ท่านพ่อ…”
หยางคงที่ทนฟังมิได้อีกต่อไปจึงลงมาจากห้องทำงาน หลังจากที่กำลังนั่งแทะเมล็ดแตงโมและชมการแสดงเมื่อครู่อยู่้า ความจริง หากตระกูลไป๋มาดี เขาก็คิดจะยืมมือตระกูลไป่มาช่วยดูแลกิจการอยู่หรอก
แต่จากเหตุการณ์เมื่อครู่แล้ว การที่สตรีจะขึ้นมาเป็ใหญ่หรือหาเลี้ยงตัวเองได้นั้น ช่างยากเย็นเสียจริงสำหรับคนบนโลกใบนี้
“อะ แอร่ม ขอประทานอภัยขอรับนายท่าน มิใช่ว่าคุณหนูไป๋ฮวาออกมาจากตระกูลแล้วหรือขอรับ” หยางคงเอ่ยออกมา
เมื่อมีแขกมาใหม่ทุกคนต่างหันไปให้ความสนใจกับหยางคงทันที ยิ่งเจอประโยคเมื่อครู่เข้าไปใครๆ ก็อยากยื่นจมูกเข้ามาทั้งนั้น
“จะออกได้เช่นไร นางยังมีชื่อในผังของตระกูลไป๋ เช่นไรนางก็คือคนตระกูลไป๋” ฮูหยินไป๋เอ่ยออกมา
ด้วยเพราะยังรักและห่วงใยในตัวบุตรสาวตนเองเสมอ แม้ตนเองจะแย้งปากออกมามิได้ จึงมิได้ใส่ใจในความขัดแย้งอันใดระหว่างบิดาและบุตรสาว อีกทั้งนายท่านไป๋ก็ยังมิได้มีคำสั่งลบรายชื่อบุตรสาวออกจากผังตระกูลไป๋จริงๆ
“เป็เช่นนั้นสินะขอรับ เช่นนั้นก็เชิญคุณหนูกลับตระกูลได้เลยขอรับ ส่วนร้านคาเฟยหลิง ข้าจะจะดูแลต่อเอง มิรบกวนคุณหนูแล้ว”
หยางคงเอ่ยจบก็ก็ส่งยิ้มการค้าไปยังคุณหนูไป๋ฮซาในทันที ทำเอาเหมยซานและไป๋ฮวาที่มิได้รับรู้แผนการภายในหัวของหยางคงถึงกับนิ่งเงียบไป เมื่อจู่ๆ ตนเองก็โดนไล่เสียอย่างนั้น
“บังอาจเสียจริง เ้าเป็ใคร ก็แค่พ่อค้าต่างแดน บังอาจมายึดกิจการของบุตรสาวข้า ตระกูลไป๋ได้เยี่ยงไร” นายท่านไป๋ที่ยังคงคิดว่าเป็กิจการของบุตรสาวตนเองก็ตวาดออกมาอย่างเกรี้ยวกราด
ยิ่งหันไปมองบุตรสาวตัวโง่งมของตนเองที่ทำได้เพียงยืนเงียบๆ ให้แล้ว ก็ยิ่งรู้สึกหงุดหงิดมากกว่าเดิม ยิ่งเพิ่มความมั่นใจให้ตนเองว่า การให้สตรีเป็ใหญ่ช่างเป็ความคิดที่โง่งมและไร้สาระจริงๆ แจ่มชัดมากยิ่งขึ้น
“โอ๊ะ โอ๊ะ โอ๊ะ เข้าใจอะไรผิดไปกระมัง กิจการของตระกูลไป๋อันใดกัน ท่านมีหลักฐานอันใดหรือขอรับ” หยางคงที่ยังรักษารอยยิ้มการค้าไว้ได้ยังคงเอ่ยออกมาอย่างมิได้หวาดหวั่นในคำพูดนั้น
“ก็…ก็บุตรสาวข้าเช่นไรเล่า” นายท่านไป๋เริ่มรู้สึกผิดปกติในคำพูดของหยางคง เรียกได้ว่ากว่าจะเติบโตมาในเส้นทางค้าขายได้เช่นนี้ ย่อมต้องผ่านร้อนผ่านมาหนาวมามากมายพอควร แต่ด้วยความมั่นใจจากเสียงเล่าลือเล่าอ้างของชาวบ้านและจากการส่งคนไปสืบมา จึงยังพอจะเถียงออกไปได้
“เช่นนั้นรบกวนคุณหนูไป๋อธิบายหน่อยเถิดขอรับ ข้าชักอยากจะรู้เสียแล้วสิ ว่าร้านนี้เป็ของผู้ใดกันแน่” หยางคงเอ่ยออกมาอีกรอบ ครานี้ ถึงกับโยนบทบบาทไปให้คนที่กำลังรู้สึกเสียใจ
หลังจากนี้ขออนุญาตลงอ่านล่วงหน้าติดเหรียญนะเ้าคะ และครบ 7 วันจะกลับมาเปิดอ่านฟรีและติดถาวร หลังจากนั้น 7 เช่นเ้าค่ะ ขอบคุณที่จะยังติดตามต่อไปนะเ้าค่ะ ติชมได้น่า