บทที่ 17
แม่ทัพโรคจิต
“ คนผู้นั้นต้องสติผิดเพี้ยนไปแล้วแน่เลย!!! อยู่อยู่ก็เหมือนดมกลิ่นข้า!!! ” ซูฉีเดินบ่นพึมพำพลางกับใช้มือทั้งสองลูบคลำร่างกายของตนอย่างขนลุก
ก่อนหน้านี้รู้สึกว่าตนเองนั้นโดนแทะโลมด้วยวาจาของแม่ทัพบ้าผู้นั้นเข้าให้ ขนทั่วทั้งกายลุกเป็เกลียว ยังนึกถึงรอยยิ้มบนใบหน้าอันน่าประหลาดของชายผู้นั้นได้อยู่เลย
นางเดินหลีกหนีมาด้านหลังร้านเพราะอยากจะออกห่างจากคนโรคจิตผู้นั้น
“ คุณหนูเ้าค่ะพูดเสียงดังไม่ได้นะเ้าคะ ด้านนอกยังมีกองทัพทหารเกราะดำอยู่อีกเป็จำนวนมาก ” ลี่ถังส่งเสียงเตือนอย่างแ่
วาจาที่พูดออกไปอาจจะเป็ผลร้ายกับตนเองได้ เพราะด้านนอกยังมีกองทัพทหารเกราะดำอยู่อีกเป็จำนวนมาก
ราตรีนี้แขกสำคัญของร้านสุราแห่งนี้ก็คงจะเป็แม่ทัพใหญ่หวง หารู้ไม่การที่เขามาเพียงคนเดียวทำให้คนทั่วทั้งร้านได้รับผลกระทบ
ผู้คนมากมายต่างเกรงกลัวกองทัพทหารเกราะดำ แม้จะเป็อันธพาลที่เหี้ยมโหดขนาดไหนภายในเมืองแห่งนี้ เมื่อได้ยินชื่อของกองทัพทหารเกราะดำย่อมต้องหวาดเกรงจนอยากจะวิ่งหนีออกไปจากสถานที่แห่งนี้
ซูฉีบ่นพึมพำออกมาจนลืมนึกไป ว่าเ้าคนพวกนั้นยังคงอยู่ด้านนอก นางเม้มปากของตนเองกลับเข้าไปพลางรีบวิ่งเข้าห้องทำงานของตนเองไป
ซูฉีกลับมานั่งทำบัญชีภายในร้านต่อ ในขณะที่นั่งทำบัญชี ‘ ผู้ใดจะคาดคิดหวงเจียวลู่จะเป็คนโรคจิตอย่างที่พวกชาวเมืองหลวงพูดกัน ’
‘ แม้ว่าหน้าตาจะหล่อเหลา แต่ว่านิสัยนั้นควรออกห่าง ’
ซูฉีรู้ได้ทันควันคนผู้นั้นอันตรายเกินไป นางควรจะออกห่างมันเอาไว้เพราะว่าถ้าเกิดว่าเขาไปยุ่งวุ่นวายอาจจะได้รับผลกระทบจากสิ่งที่เกิดขึ้น
‘ หวงเจียวลู่อยู่ในามาั้แ่ยังเยาว์ตอนนี้ได้รับตำแหน่งใหญ่ในอายุเพียงแค่นี้ถือว่าเกินไปมาก ’
‘ แสดงว่าตัวละครนี้จะต้องมีจุดประสงค์บางอย่าง และก็น่าจะมีภูมิหลังที่ไม่ธรรมดานักเขียนน่าจะบรรยายเอาไว้แล้วแต่ยังไม่ถึงบทที่ให้นักอ่านได้อ่าน ’ ซูฉีคิดแบบนั้น
หลังจากนั่งคิดเื่ของคนผู้นั้นสักพัก ศีรษะของนางส่ายไปมาพยายามเรียกเร้นสติ ‘ ไม่ๆมันไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเราเลยสักนิด ตอนนี้เพียงแค่ออกจากเมืองแห่งนี้ได้ ’
นางพยายามคิดในด้านดี มองถึงความสัมพันธ์แล้วนางกับคนผู้นั้นไม่ได้ผูกพันอะไรกัน เพราะแบบนั้นก็ไม่น่าจะมีเหตุผลที่คนผู้นั้นยุ่งเกี่ยวกับนาง
ยามนี้มุ่งมั่นในการเก็บเงินและรีบออกจากเมืองแห่งนี้ให้เร็วที่สุดดีกว่า ทว่าซูฉีนั้นลืมความจริงข้อหนึ่งไปว่าอันที่จริงแล้วใบหน้าของนางงดงามไม่แพ้ผู้ใด
…
ณ ที่นั่งพิเศษภายในโรงสุรา
ในสถานที่แห่งนี้เป็ห้องเล็กๆแห่งหนึ่งภายในโรงสุราที่มีเพียงแห่งเดียวภายในเมือง หวงเจียวลู่โดนต้อนรับอย่างดี ห้องนี้ถูกแยกออกจากคนด้านนอก เขาจึงนั่งดื่มสุราได้อย่างสบายใจโดยที่ไม่จำเป็จะต้องกังวลว่าผู้ใดมากวน
บุรุษสวมใส่ชุดขนสัตว์สีดำยกสุราขึ้นมาดื่มด้วยท่าทางสุขุม ข้างกายมีขุนพลเอกนามสือหยางยืนขนาบข้าง
หวงเจียวลู่หันมองผู้ติดตามของตน “ เื่ที่ให้ไปสืบมาเป็อย่างไรบ้างกองลาดตระเวนของเราพบเจอพวกมันบ้างหรือไม่”
“ บริเวณรอบๆเมืองแห่งนี้ไม่พบเจอผู้ใดขอรับ ดูเหมือนว่าพวกชนเผ่าพวกนั้นจะล่าถอยไปถึงดินแดนของตนเองแล้ว”
“ ท่านแม่ทัพตอนนี้ภายในเมืองแห่งนี้กำลังฟื้นตัว พวกเราเองก็ไม่สามารถปักหลักที่เมืองแห่งนี้ได้นานนัก ”
“ เมืองอื่นๆก็จำเป็จะต้องได้รับการปกป้อง พวกเราควรสร้างข่าวว่าพวกเราอยู่ที่สถานที่แห่งนี้แล้วไปป้องกันเมืองอื่นแทน ” สือหยางเสนอความคิดเห็น
คนผู้นี้กล่าวเสนอความคิดเห็นออกมา สำหรับกองกำลังเกราะดำหน้าที่ของพวกเขานั้นหนักหนากว่าทหารธรรมดาทั่วไป
เพราะว่าชายแดนแห่งนี้มีาการโจมตีอย่างไม่หยุดหย่อน พวกเขาจึงต้องใช้กองทัพของตนเองปกป้องหลายเมือง
ถ้าเกิดว่ามาจดจ่ออยู่ที่เมืองแห่งนี้ แล้วมีศัตรูอีกฝ่ายหนึ่งโจมตีที่อีกเมืองหนึ่ง พวกเขาจะไม่สามารถป้องกันได้
สือหยางผู้นี้จึงออกความเห็นว่าตอนนี้ควรปล่อยข่าวว่ากองทัพก็ดำดูแลเมืองแห่งนี้ จากนั้นก็ทำการเคลื่อนพลไปตั้งหลักที่เมืองอื่นเพื่อปกป้องต่อไป
ภายในความคิดของมันแล้วเมืองแห่งนี้โดนโจมตีไปหนึ่งครั้งชื่อเสียงของกองทัพเกราะดำคงจะปกป้องเมืองแห่งนี้ได้อีกหลายเดือน
หวงเจียวลู่ดื่มสุราอย่างช้าแววตานั้นครุ่นคิดบางอย่าง “ ไม่ๆ ไม่ต้องหรอกไม่จำเป็ขนาดนั้น ”
“ พวกเราจะปักหลักอยู่ที่เมืองแห่งนี้เนี่ย ในตอนนี้เมืองแห่งนี้กำลังฟื้นฟูถ้าเกิดพวกมันย้อนกลับมาอีกก็คงจะย่ำแย่ ”
“ ชนเผ่าโดนโจมตีอย่างหนักพวกมันโดนสังหารไปมากมาย ในตอนนี้คงล่าถอยไปพักฟื้นกำลังพลของตน”
“ ส่วนดินแดนต้าเหอก็คงจะไม่รุกรานดินแดนฝั่งตะวันออกของดินแดนต้าิของพวกเราใน่นี้ ”
“ ใน่นี้คงจะไม่มีาไปอีกสักพักถือว่าเป็การดี ” หวงเจียวลู่คาดการณ์แตกต่างจากผู้ติดตามของตนที่อยู่ด้านข้าง
สือหยางไม่ตอบอะไรกลับไป คนผู้นี้ยอมรับในคำตัดสินของผู้เป็นาย
ผ่านไปครู่หนึ่งเสียงของสือหยางดังขึ้นอีกครั้ง “ ท่านแม่ทัพขอรับ…”
“ ว่าอย่างไร? วันนี้เ้าดูทำหน้าบึ้งตึงมากกว่าทุกวันนะมีอะไรอย่างงั้นรึ? ” มันสังเกตได้สักพักแล้วผู้ติดตามของตนแสดงใบหน้าบึ้งตึงมากกว่าทุกวัน
ดูเหมือนว่าจะมีเื่บางอย่างภายในใจของตนเองที่ไม่สามารถพูดออกมาได้
“ ท่านแม่ทัพเองก็น่าจะรู้แล้วนี่ขอรับตอนนี้เมืองหลวงเป็อย่างไร? ขุนนางภายในราชสำนักมองเห็นว่าอำนาจของท่านกำลังเพิ่มพูนมากมายขึ้น”
“ พวกมันคิดจะทำกับท่านแบบนั้นอีกครั้งนึง ในครั้งนี้เกรงว่าพวกมันคงจะจัดเตรียมแผนเพื่อที่กำจัดท่านอยู่ ” ผู้ติดตามคนสนิทเอ่ยเตือนด้วยความกังวล
หวงเจียวลู่ใบหน้าฉายความเ็าขึ้นมาทันควัน หยิบถั่วบนโต๊ะที่เป็กับแกล้มสุราขึ้นมาหนึ่งเม็ด “ ครั้งในอดีต ข้าโดนเนรเทศมาอยู่ที่สถานที่แห่งนี้ ก็เพราะว่าพวกขุนนางพวกนั้น ”
“ พวกมันเกรงกลัวว่าข้าจะแย่งบัลลังก์ขององค์รัชทายาท เพราะแบบนั้นจึงเป่าหูฝ่าาทรงข้ามาอยู่ที่ชายแดนที่ห่างไกลเช่นนี้ั้แ่อายุสิบสี่ปี”
“ ข้าไม่เคยใช้ชื่อเสียงหรืออำนาจของตระกูลมาเกื้อหนุนข้าแม้แต่น้อย ยามนี้ข้าอยู่ภายในชายแดนแห่งนี้ปกป้องชีวิตของพวกมันเอาไว้และปกป้องดินแดนต้าิแห่งนี้ พวกมันยังคิดจะกำจัดข้า ” ยามเริ่มพูดน้ำเสียงเริ่มดูหนักแน่นไปเรื่อยๆ หวงเจียวลู่กัดฟันแน่นแววตาฉายความโกรธแค้นในเื่ราวอดีต
แล้วอำนาจของแม่ทัพหนุ่มผู้นี้มีมากเกินไป แม้ว่าจะเป็แม่ทัพอยู่ชายแดนแต่อำนาจของเขากับมีมากมายท่วมท้น
กองทัพเกราะดำเกรียงไกรผู้คนกล่าวว่าเพียงกองทัพเดียวก็เหยียบย่ำเมืองหลวงได้สบายๆ
พวกขุนนางเกรงกลัวอำนาจของตนเองจะหายไปตอนนี้กำลังวางแผนกำจัดแม่ทัพหนุ่มผู้นี้ให้ตายอยู่ที่ชายแดนไม่อาจหวนกลับ
หวงเจียวลู่เริ่มออกแรงบีบถั่วเม็ดนั้นมากขึ้น ก่อนที่ถั่วเม็ดเล็กๆที่อยู่ภายในมือมันจะแตกออก “ เ้าไม่จำเป็จะต้องกังวลเกี่ยวกับเื่นี้ ถ้าพวกมันคิดจะเปิดาจริงๆกองทัพของข้าจะตัดหัวพวกมันทุกคนและเสียบประจานบนกำแพงเมืองหลวง ”
แววตาของหวงเจียวลู่ทรงพลังเปี่ยมล้นความแค้น บ่งบอกว่าคำพูดของเขาไม่เกินความเป็จริง ตราบใดที่ขุนนางพวกนั้นยังไม่หันกระบี่มาหาเขาเขาก็ไม่ลงมือกับพวกมัน แต่เมื่อไหร่ที่พวกมันหันกระบี่มาเขาจะเสียบหัวพวกมันประจานอยู่บนกำแพงเมืองหลวง
“ จริงสิคนงานของโรงสุราเมื่อครู่สตรีผู้นั้นเ้าลองไปสืบให้ข้าหน่อยว่านางเป็ผู้ใด ” หวงเจียวลู่หลุดออกจากความแค้นหันไปมอบหมายงานสำคัญ
“ รับคำสั่งท่านแม่ทัพ ” สือหยางตอบกลับอย่างรวดเร็ว
อันที่จริงแล้วในใจของมันก็รู้สึกประหลาดใจอยู่ไม่น้อย เเม่ทัพของมันไม่เคยสนใจสตรีผู้ใดเลยเหตุใดในยามนี้จึงให้ไปสอบถามข้อมูลของสตรีน้อยผู้หนึ่ง
จบบท