บทที่ 1 คำนับฟ้าดินกับไอดอลวีรบุรุษ
“เชิญทุกท่านชมทางนี้ค่ะ ตรงนี้คือสุสานของโม่จิ่วเยี่ย แม่ทัพผู้เลื่องชื่อในประวัติศาสตร์”
ไกด์สาวสะบัดธงเล็ก ๆ ในมือ และเดินนำนักท่องเที่ยวตรงไปยังทางเข้าสุสานใต้ดิน
ไม่รู้เป็เพราะอะไร เมื่อมาถึงที่นี่ เฮ่อจือหร่านพลันรู้สึกถึงบรรยากาศเคร่งขรึมและเงียบสงบอย่างบอกไม่ถูก ในฐานะแพทย์ทหาร เธอไม่ใช่สายติ่ง แต่เธอเพียงสดุดีผู้กล้าและวีรบุรุษเท่านั้น
โม่จิ่วเยี่ยผู้เป็เ้าของสุสานแห่งนี้คือหนึ่งในวีรบุรุษที่เธอชื่นชม
เขาเป็แม่ทัพผู้เก่งกล้าแห่งราชวงศ์ต้าซุ่น และเป็ผู้นำทัพกำราบศัตรูจากต่างแดนจนแพ้ราบคาบมานับครั้งไม่ถ้วน
ทว่าวีรบุรุษเช่นเขาก็ยังถูกจักรพรรดิหวาดระแวง เพียงเพราะเขามีอำนาจสูงกลบนาย*[1] นำไปสู่การปลดออกจากตำแหน่งและเนรเทศออกจากเมือง
เฮ่อจือหร่านฟังไกด์สาวเล่าเื่อย่างใจจดใจจ่อพร้อมกับทอดถอนใจ
คงพูดได้ว่าโชคชะตาของวีรบุรุษผู้นี้ช่างน่าเศร้า หากโม่จิ่วเยี่ยอายุยืนยาวกว่านี้ รอจนกระทั่งจักรพรรดิองค์ใหม่ขึ้นครองราชย์ คำพิพากษาคงพลิกกลับ ทว่าโชคชะตากลับเล่นตลก ทำให้เขาเสียชีวิตระหว่างการเนรเทศ…
ระหว่างที่เฮ่อจือหร่านกำลังจมปลักอยู่กับความคิดตัวเอง เธอก็รู้สึกได้ถึงการสั่นไหวอย่างรุนแรงใต้เท้าและตามมาด้วยเสียงะโโหวกเหวกโวยวาย
“แผ่นดินไหว!”
ด้วยความสามารถของเฮ่อจือหร่าน เธอสามารถหนีเอาตัวรอดจากภัยพิบัติในครั้งนี้ได้อย่างง่ายดาย ทว่าเพียงเพื่อช่วยเหลือชีวิตของประชาชน เธอจึงต้องติดอยู่ที่นี่ตลอดกาล…
ก่อนที่สติจะดับวูบ เฮ่อจือหร่านคลี่ยิ้ม “อย่างน้อยก็ได้นอนหลับเคียงคู่วีรบุรุษ”
……
ราชวงศ์ต้าชุน
จวนฮู่กั๋วกงประดับประดาด้วยผ้าและโคมไฟสดใสสวยงาม มีเสียงเพลงบรรเลงอึกทึกครึกโครม
“หนึ่งคำนับฟ้าดิน!”
ตามเสียงร้องยืดยาวเฮ่อจือหร่านรู้สึกราวกับตนเองเป็หุ่นเชิดถูกบังคับให้เข้าพิธีก็ไม่ปาน
“สองคำนับบิดามารดา!”
“สามคำนับซึ่งกันและกัน!”
“ส่งตัวเข้าห้องหอ…”
เฮ่อจือหร่านรู้สึกวิงเวียนศีรษะ ทว่าอาการดังกล่าวไม่ได้เป็อุปสรรคต่อการรับรู้ความทรงจำของเ้าของร่างเดิมทั้งหมด
นางไม่สนใจเสียงแสดงความยินดีและคำอวยพรมงคลของเหล่าฉี่ผอ*[2] ตอนนี้เฮ่อจือหร่านจมอยู่ในห้วงความคิดของตนเอง เมื่อจัดระเบียบความทรงจำเหล่านี้แล้วก็ต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งนั่นคือ
นางทะลุมิติมา
กลายเป็ภรรยาของไอดอลวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ในใจนาง โม่จิ่วเยี่ย...
เ้าของร่างเดิมมีชื่อแซ่เดียวกับนาง เป็บุตรสาวคนโตของเฮ่อเยวียนิเสนาบดีกรมพระคลังในขณะนั้น ซึ่งหมั้นหมายกับโม่จิ่วเยี่ยมาั้แ่เด็ก
ตระกูลโม่สืบทอดความจงรักภักดีจากรุ่นสู่รุ่น ลูกหลานชายทุกคนต่างเสียสละชีวิตเพื่อแผ่นดิน จนกระทั่งตอนนี้เหลือโม่จิ่วเยี่ยเพียงผู้เดียว
ห้าปีก่อน พี่ชายคนสุดท้ายของโม่จิ่วเยี่ยสิ้นชีพท่ามกลางสมรภูมิรบ ตอนนั้นโม่จิ่วเยี่ยซึ่งอายุเพียงสิบหกปีถูกแต่งตั้งเป็ผู้นำให้การนำทัพออกศึก ขณะเดียวกันก็ต้องดูแลจวนฮู่กั๋วกงที่เต็มไปด้วยแม่ม่ายสามีตายจากา
ตอนนี้โม่จิ่วเยี่ยกลับมาพร้อมชัยชนะ ฤกษ์ยามของพิธีมงคลจึงถูกคัดเลือกด้วยความช่วยเหลือจากฮูหยินผู้เฒ่าแห่งตระกูลโม่
เดิมทีเ้าของร่างเดิม้ายกเลิกการแต่งงาน เพราะนางไม่อยากกลายเป็ม่ายเหมือนสตรีในจวนฮู่กั๋วกงคนอื่น
สุดท้ายบุรุษตระกูลโม่ทุกคนล้วนสิ้นชีพท่ามกลางาั้แ่ยังหนุ่ม
ด้วยเหตุนี้ เ้าของร่างเดิมจึงอาละวาดหัวฟัดหัวเหวี่ยง ทว่าก็ไร้ประโยชน์ เพราะบิดาของนางเป็คนซื่อสัตย์และซื่อตรง ไม่ว่าจะอย่างไรเฮ่อเยวียนิก็ไม่ยินยอมยกเลิกงานแต่งครั้งนี้
เพื่อให้เ้าของร่างเดิมแต่งงานเข้าจวนฮู่กั๋วกงอย่างราบรื่น เฮ่อเยวียนิกับภรรยาจำใจวางยาลูกสาว โดยหวังว่าเมื่อข้าวสารเปลี่ยนเป็ข้าวสุก บุตรสาวของตนจะยอมก้มหน้ารับชะตากรรมนี้
แต่ไม่รู้ว่าพวกเขาความคุมปริมาณยาถูกต้องหรือไม่ จึงทำให้เ้าของร่างเสียชีวิตในเกี้ยวเ้าสาว ทำให้เฮ่อจือหร่านโผล่มาอยู่ที่นี่
ทว่าสิ่งที่ทำให้เฮ่อจือหร่านรู้สึกสับสนเล็กน้อยคือจากประวัติศาสตร์ที่นางรู้ นับั้แ่โม่จิ่วเยี่ยถูกเนรเทศก็ไม่มีผู้ใดกล่าวถึงเื่เขาตบแต่งภรรยา หรือว่าเ้าของร่างเดิมเสียชีวิตในเกี้ยวเ้าสาวระหว่างทาง จึงไม่มีบันทึกเกี่ยวกับชีวิตสมรสของโม่จิ่วเยี่ยไว้
ขณะนางกำลังครุ่นคิดอย่างเพลิดเพลิน เสียงโกลาหลด้านนอกห้องหอก็ยิ่งดังขึ้นเรื่อย ๆ
เฉี่ยวอวี้ สาวใช้ซึ่งเป็สินเดิมที่ติดตามเฮ่อจือหร่านมาแตะแขนผู้เป็นายเบา ๆ “คุณหนู ท่านกั๋วกงมาแล้วเ้าค่ะ”
เฮ่อจือหร่านตอบรับ “อืม”
คนกลุ่มหนึ่งห้อมล้อมโม่จิ่วเยี่ยในชุดแต่งงานสีแดงสดเข้ามายังห้องหอ
“ท่านกั๋วกง เปิดผ้าคลุมหน้าเถอะ! มิฉะนั้นจะเสียฤกษ์ได้” ฉี่ผอยิ้มแย้มส่งคันชั่ง*[3]ผูกด้วยผ้าแดงให้ชายหนุ่ม
“น้องเก้า เร็วเข้าสิ ทุกคนรอเห็นน้องสะใภ้เก้าอยู่นะ!”
“ใช่ ๆ น้องเก้า อย่ามัวแต่เขินอายอยู่เลย…”
โม่จิ่วเยี่ยถือคันชั่งมาหยุดด้านหน้าเฮ่อจือหร่านซึ่งถูกรายล้อมด้วยพี่สะใภ้ทั้งหลาย เขาชะงักฝีเท้าลงท่ามกลางสายตาของคนทั้งหมด ก่อนค่อย ๆ เปิดผ้าคลุมหน้าของเฮ่อจือหร่านขึ้น
เฮ่อจือหร่านมองไปยังคนตรงหน้าโดยสัญชาตญาณ
ชายตรงหน้านางสูงประมาณหนึ่งร้อยแปดสิบห้าเิเ อกผายไหล่ผึ่ง รูปร่างกำยำล่ำสัน
องคาพยพงดงามราวรูปประติมากรรม มีความคล้ายคลึงกับภาพวาดที่เห็นก่อนหน้านี้ตรงสุลานของเขา
ใบหน้าเคร่งขรึมและสายตาคมกริบของเขาทำให้ผู้คนรู้สึกถึงแรงกดดัน ทว่าในใจของเฮ่อจือหร่านกลับคิดว่าไอดอลของนางก็ควรจะเป็เช่นนี้
ขณะหญิงสาวกำลังงุนงง โม่จิ่วเยี่ยเอ่ยขึ้นเสียงเ็า
“มองพอหรือยัง?”
เฮ่อจือหร่านจึงตระหนักได้ว่าเมื่อครู่สติของนางหลุดลอยไปไกล เมื่อสบมองกับดวงตาอันลึกล้ำนั้น เฮ่อจือหร่านพูดโพล่งออกมา
“อืม ข้ามองพอแล้ว หน้าตาท่านก็นับว่าทั่วไป”
ไม่ใช่ว่านางไม่ให้เกียรติวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ แต่ด้วยอยู่ท่ามกลางคนเป็จำนวนมาก อีกทั้งบุรุษผู้นี้ยังพูดจาไม่ไว้หน้านางอีก นางจึงไม่จำเป็ต้องเสแสร้งประจบประแจง
เมื่อเห็นความตึงเครียดของคู่แต่งงานใหม่ พี่สะใภ้หกอย่างเติ้งเสวี่ยรีบปรี่เข้ามาคลี่คลายสถานการณ์
“น้องเก้า น้องสะใภ้เก้า อย่าชักช้าจนเสียเลิกฤกษ์ยามเลย รีบดื่มน้ำชาแล้วพักผ่อนเถอะ”
พี่สะใภ้สามเฝิงฉุยเหลี่ยนก้าวเข้ามา พลางเอ่ยว่า “ใช่ ๆ ๆ พวกเ้าต้องรีบมีลูกเยอะ ๆ เพื่อสืบทอดสกุลโม่ของเรา”
เมื่อฟังคำพูดของเหล่าพี่สะใภ้ ต่อให้เฮ่อจือหร่านจะมีจิติญญาของหญิงสาวสมัยใหม่ก็ยังอดหน้าแดงไม่ได้
ชาติที่แล้วนางใช้ชีวิตสาวโสดมาถึงยี่สิบสี่ปี ทั้งหัวใจคิดเพียงเื่ทำงานรับใช้แผ่นดินเกิดเท่านั้น ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมีวันได้เจอสถานการณ์น่ากระอักกระอ่วนเช่นนี้
เฮ่อจือหร่านก้มหน้างุดเพื่อไม่ให้คนอื่นสังเกตว่าตนเองกำลังหน้าแดง ทว่าท่าทางของนางชวนทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิด
พี่สะใภ้สี่เซียวฉิงเอ๋อร์จับมือเฮ่อจือหร่าน “น้องสะใภ้เก้าไม่ต้องอาย อีกหน่อยเ้าสนิทกับเหล่าพี่สะใภ้ก็จะชินไปเอง เพราะพวกนางชอบพูดล้อเล่นแบบนี้เป็ประจำ”
เฮ่อจือหร่านพยายามอธิบาย “ข้าไม่ได้อาย”
ครั้นเหล่าพี่สะใภ้คนอื่น ๆ กำลังจะพูดอะไรบางอย่าง ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากข้างนอก
“ท่านกั๋วกง ฝ่าาทรงมีรับสั่งให้ท่านเข้าวังขอรับ”
เมื่อได้ยินดังนั้นเฮ่อจือหร่านก็ต้องใใหญ่
ยิ่งเห็นว่าโม่จิ่วเยี่ยหันหลังเดินออกไป เธอจึงรีบจับมือสาวใช้ข้างกายมาถามว่า
“เฉี่ยวอวี้ ปีอะไรแล้ว”
เฉี่ยวอวี้งุนงงอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบด้วยความฉงน “คุณหนูใหญ่ ท่านลืมวันแต่งงานของตัวเองหรือเ้าคะ รัชศกซุ่นหยวนปีที่สิบเก้า วันที่แปดเดือนเจ็ดเ้าค่ะ!”
“แย่แล้ว!”
แผ่นหลังของโม่จิ่วเยี่ยกำลังเดินจากไป ปฏิกิริยาแรกของเฮ่อจือหร่านคือ อย่างไรนางก็ทะลุมิติมาแล้ว ฉะนั้นต้องพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้ไอดอลของนางมีชีวิตรอด
เฮ่อจือหร่านลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่คำนึงถึงร่างกายที่ยังอ่อนแอและสายตาสงสัยของเหล่าพี่สะใภ้ นางจับยกชายกระโปรงแล้ววิ่งตามออกไป
หากนางยังจำไม่ผิด วันนี้โม่จิ่วเยี่ยจะถูกองค์จักรพรรดิเรียกเข้าวังกลางดึก และตั้งข้อหาบุกรุกเข้าไปในเขตพระราชฐาน และลงโทษด้วยการโบยหนึ่งร้อยไม้
วันรุ่งขึ้นโม่จิ่วเยี่ยจะถูกกล่าวหาว่าร่วมมือกับศัตรูก่อฏ ก่อนเนรเทศออกจากจวนฮู่กั๋วกง
[1] อำนาจสูงกลบนาย ขุนนางที่มีอำนาจความสามารถจนทำให้เ้าแผ่นดินเกิดความระแวง
[2] เหล่าฉี่ผอ ผู้หญิงที่ติดตามและดูแลช่วยเหลือเ้าสาวในพิธีแต่งงาน
[3] คันชั่งคือไม้ที่ใช้เปิดผ้าคลุมหน้าเ้าสาว ซึ่งคันชั่งเปรียบเหมือนั ผ้าคลุมหน้าเ้าสาวเปรียบเหมือนหงส์ เพราะฉะนั้นการใช้คันชั่งเปิดผ้าคลุมหน้าเ้าสาวมีความหมายว่า ัเลือกหงส์