บทที่ 20 โอสถแยกิญญา
อย่างไรก็ตามผมก็ยังรู้สึกหวาดกลัวอยู่ในใจ แต่ตอนนี้ก็คงต้องปรับตัวไปตามสถานการณ์เจอคนก็พูดภาษาคนเจอผีก็พูดภาษาผี
“ในเมื่อพิษของพี่ชายคุณยังไม่หายในเร็ววันนี้ ทำไมไม่อยู่ที่บ้านฉันต่ออีกสักพักล่ะ” ก่อนที่ผมจะทันได้พูดออกไป เสี่ยวหงก็พูดในสิ่งที่ผมคิดออกมาซะก่อน
ในเมื่อเธอก็มีความคิดแบบนี้งั้นก็ง่ายแล้วดูเหมือนเธอจะไม่ได้้าทำร้ายผมกับต้าเหว่ย ก็ขออาศัยอยู่ที่นี่เป็ที่พักพิงชั่วคราวก่อนแล้วกัน
“ฉันจะไปนอนก่อนนะ ถ้ามีอะไรค่อยเรียกฉัน” เสี่ยวหงเห็นผมพยักหน้าแล้วก็เริ่มหาวอีกครั้ง เธอเหมือนจะนอนไม่พออยู่ตลอดเวลา ผมรู้สึกแปลกใจอยู่ในใจแต่ก็ไม่ได้พูดออกไป ปล่อยให้เธอเดินเข้าห้องไป
“ฉะ… ฉันอยู่ทะ…ที่ไหนเนี่ย” จู่ ๆ ก็มีเสียงคุ้นหูดังขึ้นมาจากด้านหลัง ผมดีใจจนแทบคลั่ง ถึงแม้ต้าเหว่ยจะพูดไม่ค่อยชัดเท่าไหร่แต่ก็ถือว่าฟื้นคืนความสามารถในการพูดแล้ว
“มันซับซ้อนมาก เดี๋ยวฉันจะเล่าให้ฟัง” เื่นี้ดูเหมือนจะง่ายมาก แต่พอจะพูดความคิดกลับกระจัดกระจายไปหมดยิ่งไปกว่านั้น ยังมีรายละเอียดบางอย่างที่ผมอยากจะบอกต้าเหว่ย แต่ตอนนี้สมองของเขาคงยังสับสนอยู่ ผมจะไปพูดอะไรได้ล่ะ
ต้าเหว่ยได้ยินแบบนั้นก็พยักหน้า แล้วก็เอียงหัวหลับไปอีกครั้ง ผมพูดอะไรไม่ออกได้แต่ตบไหล่เขาแล้วถอนหายใจ ถ้าผมเป็เหมือนเขาได้ก็คงดีอย่างน้อยตอนนี้เขาก็นอนทั้งวัน นอกจากนอนก็คือนอน ไม่ต้องมานั่งกังวลเื่มากมายขนาดนี้
หลังจากอยู่บ้านเสี่ยวหงมาหลายวันเธอให้ผมกินยาเม็ดทุกวัน ขาของผมก็ดีขึ้นเกือบจะหายแล้วนอกจากวิ่งะโแล้วการลุกขึ้นเดินได้ก็ปกติดี
ผมคิดว่านั่นคงเป็่เวลาที่สบายที่สุดของผมในเมืองสือฟาง ผมไม่ต้องนั่งคิดทั้งวันว่าจะหนีออกไปได้ยังไง แล้วก็ไม่ต้องกังวลว่าวินาทีต่อไปจะตายหรือเปล่า
จนกระทั่งวันนี้มีแขกไม่ได้รับเชิญมาที่บ้านเสี่ยวหง ประมาณตีสี่ตีห้า ผมถูกเสียงเคาะประตูปลุกคนข้างนอกดูเหมือนจะใจเย็นมาก เคาะอยู่ตลอดแต่เสี่ยวหงกลับไม่มีทีท่าจะไปเปิดประตูเลย
ผมลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เคาะนานขนาดนี้ มีเื่ด่วนหรือเปล่านะ พอคิดจะลุกไปเปิดประตู เสียงของเสี่ยวหงก็ดังมาจากห้องด้านในอย่างเอื่อย ๆ
“คุณจะไปเปิดประตูเหรอ ผีน่ะไม่เคาะประตูหรอก” ผมใ คำพูดของเสี่ยวหงเตือนผมใช่แล้วผีไม่เคาะประตูหรอก มีแต่คนเท่านั้นที่จะเคาะประตู เป็คุณยายหวังหรือลุงอวี้กันนะ
ผมรู้สึกร้อนใจ ถ้าถูกจับได้ไม่ว่าใครคนนั้นคือใครในสองคนนี้ก็ไม่มีทางรอดแล้ว ตอนนี้ เสี่ยวหงก็เดินออกมาจากห้องด้านใน เธอไม่ร้อนรนอะไรมองมาที่ผมแวบหนึ่ง แล้วพูดว่า
“กลัวอะไรประตูของฉัน ถ้าไม่ใช่ฉันไปเปิดเองต่อให้ทุบจนแตกก็เข้ามาไม่ได้หรอก” ได้ยินแบบนี้ผมก็ค่อย ๆ ผ่อนคลายความระแวดระวังลงอย่างเงียบ ๆ ในเมื่อเข้ามาไม่ได้ แล้วผมจะกลัวอะไรอีก
จากนั้น เสี่ยวหงก็หยิบขวดหยกขาวใบหนึ่งออกมาจากอก เปิดจุกออก แล้วโยนยาเม็ดให้ผมกับต้าเหว่ยคนละเม็ด
“นี่คือโอสถแยกิญญา กินเข้าไปแล้วิญญาจะแยกออกจากร่างกาย แต่ภายในสิบชั่วโมงต้องกลับเข้าร่างกายให้ได้ไม่งั้นก็ตายแน่ พวกนายกินเถอะ กินแล้วยายหวังจะได้ไม่สงสัยพวกนาย” เสี่ยวหงพูดไปพลางพาพวกเราไปที่ลานเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ตรงกลางมีโอ่งใบใหญ่มาก
ผมกับต้าเหว่ยมองหน้ากันแวบหนึ่งสิบชั่วโมงก็พอแล้วด้วยสติปัญญาของเสี่ยวหงเธอต้องไล่ยายหวังไปได้แน่ ดังนั้นผมจึงพยักหน้าให้ต้าเหว่ย แล้วกินยานั่นเข้าไป เพิ่งกลืนลงไปก็รู้สึกตัวเบาหวิว เกือบจะโปร่งใสแม้แต่แสงอาทิตย์ที่ส่องผ่านหมอกควันชั้นแล้วชั้นเล่าก็ยังรู้สึกแผดเผาจนแสบ
“ไปซ่อนในโอ่งนั่น อย่าส่งเสียง” เสี่ยวหงทำหน้าเคร่งเครียดผมจึงรีบลากต้าเหว่ยไปทำตาม ในโอ่งนั้นเย็นเฉียบจนสุดขีดถ้าเป็ยามปกติ ผมคงทนไม่ไหวแน่ แต่พอเป็ิญญามาอยู่ตรงนี้กลับรู้สึกสบายไปทั้งตัว
แอบมองออกไปข้างนอกแวบหนึ่ง เสี่ยวหงกำลังลากร่างของผมกับต้าเหว่ย ก่อนโยนไปที่ข้างต้นไม้ต้นหนึ่ง ผมมองอย่างเดียวก็รู้สึกเจ็บแล้ว บ่นในใจว่าเธอไม่รู้จักใช้แรงเบา ๆ บ้างเลย
จากนั้นเธอก็เดินเข้าไปในบ้านด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไม่นานผมก็ได้ยินเสียงเปิดประตู
“นายว่าผู้หญิงคนนี้จะไว้ใจได้ไหม” ต้าเหว่ยนั่งยอง ๆ อยู่ในโอ่งด้วยใบหน้าเศร้าหมอง ผมเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะถามเขาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “เป็อะไรของนาย” ต้าเหว่ยมีอาการชัดเจนว่าใเล็กน้อยจากนั้นก็ตบอกแล้วพูดอย่างจริงจังว่า
“แน่นอนว่าเป็พี่น้องกันอยู่แล้ว”
“งั้นก็ได้ตอนที่นายหมดสติ นายเรียกฉันว่าพ่อทุกวันฉันบอกให้หยุดนายก็ไม่ยอม” ผมพูดเหลวไหลอย่างจริงจัง ต้าเหว่ยด่าผมว่าไม่รู้จักอาย ทันใดนั้นเสียงฝีเท้าเบา ๆ ก็ดังเข้ามาในหูของผม ผมหยุดเสียงด่าที่ยืดยาวของต้าเหว่ย สัญชาตญาณของผมบอกว่าคนที่มาไม่ใช่คนดีแน่ ๆ
เสียงฝีเท้านั้นใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ หัวใจของผมก็เต้นจนเกือบจะหลุดออกมาทางคอ จากนั้นผมก็เห็นดวงตาอำมหิตของยายหวังมองไปรอบ ๆ ในโอ่ง หลายครั้งที่นางสบตากับผม แต่นางกลับเหมือนมองไม่เห็นผม
หลังจากที่นางมองอย่างไม่ยอมแพ้หลายรอบ นางก็เดินจากไปอย่างไม่เต็มใจ ผมได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักของเสี่ยวหงว่า
“เป็ยังไงบ้าง ฉันบอกแล้วว่าพวกเขาถูกฉันฆ่าตายไปนานแล้ว ตอนนี้อยู่ในที่เลี้ยงผีของฉัน” ที่เลี้ยงผี ผมชะงักไปครู่หนึ่ง ที่เลี้ยงผีที่เสี่ยวหงพูดถึงคืออะไรกัน ต่อมา ยายหวังก็ส่งเสียงฮึดฮัดแล้วพูดอย่างเหนือกว่าว่า
“จะเป็การดีที่สุดถ้าสิ่งที่เธอพูดเป็ความจริง ไม่อย่างนั้น…”
“ไม่อย่างนั้นจะทำยังไง หนอนกู่พิษของแกถูกฆ่าตายหมดแล้ว ยังคิดจะทำอะไรฉันอีกเหรอ ยายแก่ดูสภาพตัวเองที่แก่เฒ่าซะเถอะ แกว่าถ้าเราสองคนต่อสู้กันลุงอวี้จะช่วยใคร” เสี่ยวหงพูดอย่างคล่องแคล่วว่องไว โดยไม่มีความโกรธเกรี้ยวเลยแม้แต่น้อย กลับมีแต่ความเยาะเย้ยเต็มไปหมด
“แก” ยายหวังกลับถูกคำพูดของเสี่ยวหงทำให้โกรธจนเกือบจะหายใจไม่ออก แม้แต่คำพูดก็พูดไม่ออก เสี่ยวหงกลับไม่สนใจเลย ดูเหมือนจะรำคาญที่จะขวางยายหวัง
“แกดูเสร็จแล้วก็ควรจะไปได้แล้ว ลานเล็ก ๆ ของพวกเราไม่มีที่ให้แกนั่งหรอกนะ” ผมคิดในใจว่าปากของเสี่ยวหงนี่มีมันยาพิษชัด ๆ ไม่ยอมแพ้ เหมือนกับครูประจำชั้นของผมเมื่อก่อนเลย
หลังจากที่ยายหวังไปแล้ว เสี่ยวหงก็บอกผมว่า ยายหวังมองเห็นได้แค่ิญญาของคนตาย ส่วนิญญาของคนเป็นั้นนางมองไม่เห็น ก็ต้องขอบคุณความฉลาดของเสี่ยวหง ที่ใช้จุดอ่อนของยายหวังนี่แหละ
ผมไม่กล้าจินตนาการเลยว่าด้วยวิธีการของนาง จะทำอะไรที่โหดร้ายทารุณกับผมและต้าเหว่ยได้บ้าง เสี่ยวหงได้ยินผมพูดแบบนี้ ก็กลอกตาเหมือนจะดูถูกยายหวังนั่นมาก
“ยายแก่มีอะไรน่ากลัวล่ะ ตอนนี้ตัวอ่อนไหมทองของแกก็ตายหมดแล้ว แมงมุมตัวใหญ่นั่นก็เป็สิ่งมีชีวิตที่ไม่มีสมองด้วย คิดถึงเมื่อก่อนนี้…” พูดถึงตรงนี้ เสี่ยวหงก็หยุดพูดทันที ส่ายหัวอย่างไม่เต็มใจ
“คิดถึงเมื่อก่อนอะไรล่ะ” ผมถามต่อแต่เสี่ยวหงกลับไล่ผมไปว่าเด็กอย่างผมไม่จำเป็ต้องรู้เื่พวกนี้ ผมงงงวย เด็กงั้นเหรอเห็นได้ชัดว่าเสี่ยวหงดูอ่อนกว่าผมตั้งหนึ่งรอบ แล้วทำไมผมกลายเป็เด็กไปได้
แต่ผมก็ไม่ได้สอบถามอะไรลึกลงไปในประเด็นนี้ แต่เปลี่ยนหัวข้อไปที่สถานที่ที่เสี่ยวหงพูดถึงก่อนหน้านี้แทน
“ที่เลี้ยงผีคืออะไร”