ร้านสุราหนานชุน...
สุราหอมเป็ที่หนึ่งรสเลิศเป็ที่หนึ่ง ชื่อเสียงยังเป็ที่หนึ่ง ต้องร้านสุราหนานชุนแห่งเจียงซู
"เถ้าแก่หนาน สุราเลิศรสกาหนึ่งเอาใหญ่ๆ เลยนะ"
"ใหญ่กว่าเ้าเมืองหนานจิงรึ"
"หึๆใหญ่กว่านั้นคงผู้ว่าการมณฑลแล้ว"
"มณฑลไหน?"
"เ้าไม่ใช่คนที่นี่รึก็มณฑลเจียงซูอย่างไรเล่า!"
คนฟังโต๊ะข้างๆ มุมปากกระตุกได้กลิ่นคาวปลาโชยมาอ่อนๆ พอเหลือบมองก็เห็นสองบุรุษหนุ่มหน้าตาโดดเด่นหนึ่งนั่งหน้าอมทุกข์ อีกหนึ่งตาบอดรินสุราไม่หกสักหยด โดยรวมแล้วช่างเป็ภาพที่หาความลงตัวไม่เจอจริงๆ
เฉิงอิ้นรินสุราให้อาจวูหนึ่งจอก
"เ้ามองไม่เห็นไม่ใช่หรือเหตุใดทำทุกสิ่งได้ราวตาเห็น" เอ่ยจบก็ยกจอกสุราดื่มไปอึกใหญ่จากนั้นคว่ำจอกลงบนโต๊ะ "ข้าพนันกับเ้า เดิมพันด้วยค่าสุรากานี้"
"เงื่อนไขเล่า"
"อยู่ในใจข้าแล้ว"
กาสุราในมือเฉิงอิ้นยกค้าง"อยู่ในใจเ้าแล้วข้าจะรู้หรือ"
"เอาน่าถึงอย่างไรค่าสุราและอาหารมื้อนี้ก็ให้เ้าจัดการแล้วกัน ข้าจะชนะหรือแพ้เ้าก็ต้องจ่ายอยู่ดี"
เฉิงอิ้นวางกาสุราดังตึง"เหตุผลอันใดของเ้า เช่นนั้นจะพนันเพื่อ?"
นั่นสินะ เขาจะพนันเพื่ออะไรกันถึงอย่างนั้นก็เดิมพันไปทั้งชีวิตแล้ว "มารดาข้าเพิ่งเสียไปได้แค่สองวันศพท่านยังนอนอยู่บนเตียง โลงศพสักใบ ที่ดินสักที่ยังไม่มีให้ข้าเผาไม่เท่ากับอกตัญญูหรือ"
เฉิงอิ้นไม่เอ่ยตอบสิ่งใดหยิบจอกสุราขึ้นมา เตรียมรินให้อาจวูอีกจอก ส่วนอาจวูมองนิ่ง ลุ้นในใจว่าคนตาบอดจะรินลงก้นจอกหรือไม่
"ข้าตาบอดไม่ได้โง่"พูดจบเฉิงอิ้นก็จับพลิกจอกขึ้นรินให้อีกฝ่าย "เชิญ"
อาจวูเค้นเสียฮึในลำคอ
พลันเฉิงอิ้นกระจ่างบางอย่าง"นี่หรือเงื่อนไขการพนันของเ้า ให้ข้ารินสุราพลาดหรือไร"
"..." ไม่ตอบ
"ข้าชนะใช่หรือไม่"
"เ้าก็ต้องจ่ายอยู่ดี ...ข้าถามจริงๆสรุปแล้วเ้าตาบอดจริงหรือไม่"
เหตุใดถึงอยากรู้นัก!ครานี้เป็เฉิงอิ้นรินสุราอีกจอกแล้วยกขึ้นดื่มเองจากนั้นจึงเอ่ยอย่างเชื่องช้าแต่แฝงนัยทุกประโยค"ตาข้าจะมองเห็นหรือไม่เกี่ยวอะไรกับเ้า หากข้าอยากเห็นก็เห็นไม่อยากเห็นก็ไม่จำเป็ต้องมอง มีแค่สองอย่างเหตุใดต้องเป็ทุกข์ไปเสียกับทุกเื่บางอย่างตามองไม่เห็นยังดีกว่าอีกไม่ใช่รึ"
อาจวูตบโต๊ะดังปัง!สุราในจอกกระเพื่อมสั่นเป็คลื่นน้อยๆโต๊ะตรงข้ามถึงกับรีบลุกไปจ่ายค่าสุราให้เถ้าแก่หนานเกรงว่าหากรั้งอยู่นานจะกินอย่างอื่นแทนสุรา
"คำตอบเ้ายืดยาวข้าฟังไม่ทันอะไรคือทุกข์ไม่ทุกข์ มีคนอย่างพวกเ้าที่เข้าใจรึ ชีวิตเป็เช่นไร ลำบากยังไงหากไม่เจอกับตัวพูดดีไปก็เหมือนโอ้อวด เช่นนั้นอย่าพูดให้อายผู้อื่นดีกว่า"อาจวูเองก็ไม่ยอมเช่นกัน เขาเจอเื่ลำบากมามากหากต้องฟังคนที่ทั้งชีวิตอยู่อย่างสุขสบาย เอ่ยปากว่าเข้าใจยิ่งคิดยิ่งรู้สึกว่าดูถูกกันเห็นๆ
...เช้าตรู่วันนี้เขาเดินทางไปหาชายตกปลาทางทิศตะวันตกตามคำที่เคยรับปากคุณหนูผู้นั้นไว้ทั้งที่รู้ดีแก่ใจว่าทิศนั้นหามีทะเลสาบหรือแหล่งน้ำไม่เื่เช่นนี้ล้อกันเล่นหรือ
แต่พอไปถึงกลับเจอชายวัยกลางคนผู้หนึ่งนั่งตกปลาบนตั่งไม้ ดูไปแล้วขาของชายผู้นี้พิการทั้งสองข้างด้วยด้านข้างยังมีรถเก้าอี้กับไม้เท้าจึงเดินเข้าไปหาและเห็นว่าใบหน้าตรงหางคิ้วมีรอยแผลเป็ตัดผ่านรูปลักษณะเด่นแบบนี้เป็โจรไม่ได้นะท่าน เขาจึงเอ่ยถาม 'ใช่คนที่ข้าต้องพบหรือไม่'
ชายตกปลาไม่พูดอะไร เพียงยื่นเบ็ดตกปลาให้เขาหนึ่งคันจากนั้นชี้มือไปที่ตั่งไม้ว่างๆ ด้านข้าง ให้เขานั่งตกปลารึ? พอมองยังแหล่งน้ำก็ถึงกับอึ้งนี่ไม่ใช่แอ่งน้ำที่เกิดจากหิมะละลายแล้วไหลลงสู่ที่ต่ำหรือไรแล้วปลาจะงอกมาจากที่ใดเล่าท่าน
ยามนั้นจิตใจเขาอ่อนแออย่างที่สุดชายตกปลาจึงเล่าเื่ราวของเด็กหญิงผู้หนึ่งให้ฟังดูจากคำพูดที่ใช้ใครก็มองออกว่าชายตกปลาเกลียดชังเด็กคนนี้มากแต่แววตากลับแสดงให้เห็นอีกอย่าง ทั้งชื่นชม นับถือ รักและเอ็นดูบนโลกยังมีคนเช่นนี้อยู่อีกหรือ
'ครั้งหนึ่ง ข้าพบนางกำลังนั่งตกปลาจึงถามไปว่า เหตุใดจึงยังหย่อนเบ็ดลงไป ทั้งที่รู้ว่าไม่มีทางตกได้ปลาสักตัวเ้ารู้หรือไม่ว่านางตอบข้าว่าอย่างไร'
'...'
'นางบอกกับข้าว่า นางไม่เหมือนข้าที่นางตกไม่ใช่ปลา แต่เป็ใจคนต่างหาก'
'??'
ชายตกปลาหัวเราะ
ยามนั้นเขามองเบ็ดในมือเขาเองก็กำลังนั่งตกปลาทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่มีปลาให้ตกอยู่เช่นกันแต่ทั้งที่รู้เช่นนี้ เขากลับไม่รู้สึกหงุดหงิดที่ปลาไม่กินเบ็ดเสียทีที่รู้สึกคือความสงบ และเื่ราวมากมายที่มองเห็นได้อย่างทะลุปรุโปร่งจะปัญหายากมากน้อยแค่ไหน เหมือนมีทางออกรอให้เขาแก้ไขได้เสมอ
'เ้าหนุ่มเ้าก็จงใช้ชีวิตให้ดีเถิด จมปลักอยู่กับบางสิ่งนานเกินไป อาจพลาดโอกาสดีๆอีกหลายอย่าง คิดดูให้ดี' จากนั้นชายตกปลาได้ยื่นบางอย่างให้เขาเป็กระดาษเล็กๆ แผ่นหนึ่ง ในนั้นเขียนว่า 'ยามเว่ย[1] ร้านสุราหนานชุน'
ก่อนจากมาชายตกปลายังเอ่ยอีกว่า 'เส้นทางนี้ไม่อาจถอยกลับหากเลือกที่จะไปพบคนผู้นั้น' จะอย่างไรเขาก็เกลียดตัวเองที่อ่อนแอไร้อำนาจเช่นนี้ในเมื่อมีหนทางให้เขาได้ซึ่งอำนาจเขาย่อมเลือกเช่นนั้นเวลานี้ท่านแม่ได้จากไปแล้ว ไม่ใช่เพราะชีวิตที่อ่อนแอไร้พลังหรือ
อีกอย่างตอนนี้เขาเองก็ตัวคนเดียวจะอยู่หรือตาย จะทำอะไรล้วนมีอิสระอย่างเต็มที่ เช่นนั้นก็ขอเดินไปให้สุดเถอะพนันครั้งนี้เขาเดิมพันไปทั้งชีวิตแล้วนี่...
"เอาเถิดข้าไม่พูดเื่สัจธรรมชีวิตพวกนั้นให้ปวดหัวแล้ว ก่อนมาที่นี่ข้าคิดตกทุกอย่างยังจะมีอะไรให้ต้องลังเล เงื่อนไขคืออะไร เชิญว่ามา"อาจวูยกจอกสุราดื่มหมดจอก แล้วกระแทกลงโต๊ะแรงๆ สูดหายใจเข้าลึกก่อนพ่นออกมาคล้ายซาบซ่านในรสสุราจอกนั้นยิ่ง ทั้งที่จริงแล้วในส่วนลึกกำลังเกิดความกลัวอยู่คิดใช้สุราดับความขลาดเขลา "ข้าพร้อมแล้ว"
เฉิงอิ้นรับรู้ถึงความประหม่าในน้ำเสียงอาจวูถึงอย่างนั้นก็ยังล้วงหยิบถุงเงินขึ้นมาแล้วโยนลงบนโต๊ะ "นี่ของเ้าสำหรับจัดพิธีศพมารดา"
"เงินนี่..."อาจวูตะลึงงันไปชั่วขณะ พลันในอกจุกแน่น ความโศกเศร้าตีกลับขึ้นมาอีกคราทำให้เขาต้องสูดลมหายใจเข้าลึกอีกครั้งเงยหน้ากดข่มความรู้สึกอ่อนแอไม่ให้หลั่งไหลออกมาแล้วค่อยรวบรวมเสียงที่หนักแน่นที่สุดกล่าว "ข้าไม่ใช่คนดีอะไรเงินนี้ข้าจะรับไว้ เห็นแก่เ้าที่มีน้ำใจ ข้าจะไม่ถือสา"
มุมปากเฉิงอิ้นกระตุกยิ้มเล็กน้อยเป็อย่างที่คุณหนูพูดไว้ เงินนี้ขั้นแรกก็เพื่อซื้อใจ"เหตุใดข้าต้องให้เ้าถือสา จะถือหรือไม่ล้วนไม่เกี่ยวกับข้าเงินนี้เป็ของเ้าและไม่มีข้อผูกมัดใดๆ ทั้งสิ้นทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับเ้า"
จากนั้นเฉิงอิ้นหยิบป้ายพกหยกสลักรูปดอกไม้ประหลาดสิบสองกลีบด้านหลังหยกยังสลักอักษรสีทองว่า 'เหริน (人)' ที่หมายถึง 'คน' วางมันลงบนโต๊ะ "หากเ้ารับหยกนี้ไปแล้วจะไม่มีทางให้ถอยกลับนอกจากความตาย ส่วนสิ่งที่เ้าจะได้รับคืออำนาจทางการค้าและเงินทองอีกจำนวนมหาศาลที่จะหลั่งไหลเข้ามาหาเ้า"
อาจวูปัดจมูกคราหนึ่งเอื้อมมือไปหยิบหยกขาวนั้นมา เก็บมันเข้าอกเสื้อเสร็จสรรพ พร้อมตบๆ อีกสองสามทียังจะต้องคิดสิ่งใดอีก "ทั้งหมดนี้ข้าต้องอยู่ภายใต้คนผู้เดียวใช้หรือไม่"
เฉิงอิ้นพยักหน้ารินสุราให้อาจวูอีกจอก "นางจะมาพบเ้าในไม่ช้า"
ทุกอย่างตกลงกันจบแล้ว ชัดเจนแล้วอาจวูจึงหยิบถุงเงินบนโต๊ะ ยกสุราจอกสุดท้ายขึ้นดื่มรวดเดียวหมดขยับตัวเตรียมหมุนกายออกจากร้าน พลันนึกได้ว่ายังมีอีกอย่าง
"ยังมีนี่" เขายกตะกร้าปลาขึ้นวางบนโต๊ะ"ชายตกปลาผู้นั้นฝากมาให้" กล่าวจบก็เดินจากไปทันที ไม่แยแสสิ่งใดไม่มีเื่โศกเศร้าในใจ จากไปพร้อมกับชีวิตในโลกใบใหม่...อดีตพ่อค้าผู้คิดริเริ่มแต่กลับพังั้แ่ย่างเท้าออกจากบ้าน
เฉิงอิ้นยังคงสงบนิ่งไร้อารมณ์เพียงยกกาสุราขึ้นรินให้ตัวเองจอกหนึ่ง แล้วดื่มไปคนเดียวอย่างเงียบๆปล่อยให้กลิ่นคาวปลาโชยอ่อนๆ ไปทั่วร้าน
คนฟังโต๊ะข้างๆ ดึงสายตากลับมากับเื่ราวทั้งหมดที่ได้ยินแม้จะแค่เื่ธรรมดาทั่วไปแต่คำสั่งที่ได้รับมอบหมายคือสืบทุกความเป็ไปในเมืองนี้และชายหนุ่มตาบอดผู้นี้ก็ดูไม่ธรรมดา เห็นทีวันนี้คงมีเื่รายงานนายน้อยแล้ว
จากนั้นบุรุษชุดน้ำเงินสูงใหญ่กำยำผู้นี้ก็วางจอกสุราบ้างลุกเดินจากไปอีกคนเช่นกัน
เฉิงอิ้นเหลือบมองตรากองทัพซึ่งปักอยู่บนแขนเสื้อของบุรุษเมื่อครู่ผ่านผ้าโปร่งสีดำที่ผูกปิดตาตัวเองอยู่ ใครบอกว่าเขามองไม่เห็น ก็แค่ผ้าโปร่งบางๆจากที่ไร้อารมณ์มาตลอด ตอนนี้ถึงกับหัวเราะในลำคอเบาๆ ยกกาสุรารินให้ตนเองอีกจอก...คืนนี้เขาคงต้องสังหารคนแล้วกระมัง
เวลานี้ท้องฟ้ามืดสลัวหลินหลานหรูพิงไหล่กับขอบประตูเรือน สองมือกอดอก มองตะกร้าปลาในมือเฉิงอิ้น
"ของคนผู้นั้นรึ" พอได้รับคำตอบว่าใช่นางจึงให้เสี่ยวจิงนำไปให้คนครัวตุ๋นน้ำแกงปลาสำหรับคืนนี้และพรุ่งนี้เช้า
"เ้าดื่มสุราหรือ"นางเอ่ยเรื่อยๆ พลางเดินนำกลับเข้าในเรือน"มีเื่ทุกข์ใจใดให้เ้าดื่มจนเมามายเช่นนี้ได้อากาศร้อนในฤดูหนาวหรือไร"
หลินหลานหรูนั่งลงยังเก้าอี้หน้าโต๊ะจับพู่กันตวัดอักษรขึ้นลงบนปกสมุดเล่มหนึ่ง พลิกเปิดด้านในวาดเส้นทแยงซ้ายขวาทั้งยังมีตัวอักษรแปลกประหลาดกำกับและใช้อธิบายใต้ภาพ
เป็อักษรที่แม้แต่เฉิงอิ้นท่องยุทธภพมาหลายปียังไม่เคยเห็น
"อาจวูเป็เช่นไร"
เฉิงอิ้นดึงสายตากลับมายืนตอบอย่างสงบนิ่งกลางห้อง "เขารับหยกไปแล้วขอรับ"
"อืม ดีแล้ว"
หลายวันมานี้เฉิงอิ้นรู้ดีว่าสภาพจิตใจของคุณหนูไม่ได้เป็อย่างที่ใครๆ เห็นถึงนางจะไม่พูดไม่จา แต่ลึกๆ แล้วนางต่อสู้กับความรู้สึกตัวเองอย่างหนักเขาที่นั่งเฝ้าบนหลังคาเรือนทุกคืนยังได้ยินนางฝันร้ายอยู่บ่อยๆด้วยว่าเห็นนางเหมือนน้องสาวดังนั้นผ้าพันแผลบนมือทั้งสองของนางจึงสะดุดตาของเขายิ่ง
"คุณหนูมือของท่านเหตุใดถึงได้มีผ้าพันแผล"
นางชะงัก มือที่จับพู่กันยกค้างกระทั่งหมึกทำท่าว่าจะหยดจึงสะบัดแล้วตวัดตัวอักษรตัวสุดท้ายให้เสร็จวางพู่กันก่อนหันมองเฉิงอิ้นตรงๆ "ใช่เื่ของเ้าที่ต้องยุ่งหรือ"เสียงนางเย็นเฉียบ
เฉิงอิ้นรีบก้มศีรษะ เอ่ยขออภัย
นางไม่ชอบให้ผู้ใดแสดงท่าทางเป็ห่วงเป็ใยนางเช่นนี้เป็ผู้อื่นก็แล้วไปเถอะ แต่ไม่ใช่กับคนสนิทอย่างเฉิงอิ้นเพราะความห่วงใยนี้จะทำให้เขาก้าวล้ำเส้น ท้ายที่สุดก็จะเริ่มต่อต้านนางด้วยข้ออ้างว่าห่วงอันตราย
"เอาละ ข้ารู้ว่าเ้าเป็ห่วงแค่าแเล็กน้อยอย่าใส่ใจเลย" นางลุกขึ้นเดินไปหยิบตำราสองเล่มบนชั้นออกมาพร้อมเอ่ยถึงเื่ที่เกิดขึ้นวันนี้ "ข้าเจอเด็กสาวที่กินยาบุปผาหงส์หยกแล้วเป็ยาที่ข้าปรุงขึ้นจริง แต่ถึงจะจริงก็ไม่เกี่ยวอันใด ในเมื่อมีคนซื้อจากข้ายานั่นก็เป็ของพวกเขา จะทำอะไรก็เชิญตามใจ"
"คุณหนูจะให้ข้าสืบหรือไม่ว่าผู้ใดเป็คนปรับเปลี่ยนยาของท่าน"
"ไม่ต้อง ยังไม่จำเป็งานในมือเ้าก็คงเยอะมากพอแล้ว เหนื่อยตายขึ้นมาผู้ใดจะช่วยข้าทดลองวิชา"
เฉิงอิ้นเลิกคิ้วไม่นานนางก็ยื่นตำราสองเล่มมาตรงหน้า คุณหนูที่ตัวเล็กเช่นนี้แหงนคอมองขึ้นมาดวงหน้าจิ้มลิ้มค่อยๆ ยับยู่ยี่
"เ้าจะให้ข้ายืนแหงนเช่นนี้อีกนานไหมรับไปสิ"
"ขอรับ"ตำราอยู่ในมือเฉิงอิ้นเรียบร้อย
"ตำรานี้ข้าให้เ้าส่วนอีกเล่มเป็ของอาจวู เ้าเอาส่วนของเ้าไปศึกษาแล้วฝึกตามที่ข้าเขียนอธิบายไว้หากไม่เข้าใจสิ่งใดให้ถามข้า อย่าลงมือฝึกเองทั้งๆ ที่ไม่เข้าใจ"
เฉิงอิ้นมองตำราในมือในนี้มีกระบวนท่าง่ายๆ สองสามกระบวนท่า ทั้งยังชี้ให้เห็นจุดต่างๆ ตามร่างกาย...ตำราแพทย์รึ "ตำรานี้คือ?"
"เคล็ดวิชาฟื้นฟูกำลังภายในปีก่อนข้าหลอกตาแก่เหลยเมี่ยวกระทั่งขโมยมาได้ ถึงไม่ค่อยสมบูรณ์แต่ตอนนี้ข้าปรับเนื้อหาทุกอย่างจนสมบูรณ์แล้ว เ้าลองฝึกดู หากฝึกแล้วตายข้าจะได้รู้ว่ามันมีที่ใดไม่ถูกต้อง"
ถึงขั้นตาย!?
"ล้อเ้าเล่น"
"ขะ...ขอรับ"
ความจริงแล้ว บุตรบุญธรรมของสกุลหลินก็นับว่าไม่เลวถึงจะไม่ชอบใจที่หลินหลานหย่าผู้นั้นมีราชโองการของฮ่องเต้อยู่ในมือแต่ถ้าให้นางทวงสถานะของตนเองคืนเกรงว่าถึงตอนนั้นปัญหามากมายคงตามหลังมาให้นางแก้อีกเป็ขบวนเช่นนั้นยุ่งยากเกินไป
ในเมื่อได้เกิดใหม่ทั้งทีก็ขอเป็อิสระใช้อำนาจป้องกันตัวเองไม่ให้ถูกควบคุมหรือเดินเป็หมากของใครผู้ใดคิดขวางนางก็ฆ่าทิ้งมันทั้งหมด!
"อีกเล่มเ้าเอาไปให้อาจวูดื่มสุราปรับทุกข์ด้วยกันคงสนิทกันมากไม่น้อย..."เดาได้ไม่ยากว่าเฉิงอิ้นดื่มกับผู้ใด "...เช่นนั้นดีแล้วพวกเ้ายังต้องทำงานให้ข้า บอกเขาว่านั่นคือ แผนการค้าทั้งหมดในเจียงซูไว้เขาศึกษาจนเข้าใจเมื่อไร ถึงเวลานั้นข้าจะไปพบเขา"
"ขอรับ" เฉิงอิ้นรับคำเตรียมหมุนตัวจากไป
"เดี๋ยว"นางชี้มือไปที่หีบเหล็กขนาดเล็กข้างประตู "เอานั่นไปด้วยบอกเขาว่าเป็ของฝากแรกพบจากข้า"
ในหีบนั้นมีเท่าใด? น่าจะราวๆ พันตำลึงได้กระมังสำหรับนางแล้วก็แค่เศษเงิน
"เ้าไปได้แล้ว"
เฉิงอิ้นประสานมือคำนับก่อนเดินออกจากห้องไปไม่ลืมยกหีบเงินไปด้วย เห็นเสี่ยวจิงยืนตาใสแป๋วอยู่ข้างประตูเฉิงอิ้นผู้สงบเยือกเย็นมาตลอดพลันใ ลอบยกมือทาบอกตัวเองเบาๆ
นางเหมือนผีหรือเห็นเช่นนั้นจริงหรือ หรือในใจคิดสิ่งใดอยู่
เสี่ยวจิงรู้ว่าเวลาที่คุณหนูกับเฉิงอิ้นคุยกัน ทุกอย่างจะต้องเป็ความลับแม้แต่นางเองก็ไม่อาจรู้ได้ น่าน้อยใจเสียจริง
ดึกสงัดคืนนั้นไม่รู้เกิดเหตุใดขึ้นสาวใช้จากเรือนใหญ่รู้สึกหิวจึงออกมาข้างนอกไม่คาดคิดว่าจะแอบเห็นคุณหนูหลินเือาบทั่วตัวในยังถือมีดเล่มใหญ่เดินกลับจากทิศสวนดอกไม้หลังจวน มือสองข้างพันผ้าพันแผล
ที่สยองคือบนมีดยังมีเืหยดติ๋งๆตามพื้น สาวใช้ผู้นั้นเห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็นเข้าแล้ว สองขาแข็งทื่อร่างกายสั่นเทิ้ม ยามคุณหนูเดินผ่านในใจภาวนาอย่าให้คุณหนูเห็นบ่าวๆ
แต่กลับผงะ ตาสีแดงของคุณหนูลุกโชนสาวใช้พลันกรีดร้องสุดหลอดจนหมดสติไปในที่สุด
"เ้า!"หลินหลานหรูกระทืบเท้าเร่าๆ ตาสีแดงอะไรกัน ก่อนหน้านั้นเฉิงอิ้นทำให้นางหงุดหงิดจนไล่ให้ไปตายแล้วยามนี้ยังมาเจอสาวใช้เป็ลมอีก จากเดิมที่ไม่พอใจ มีดในมือคิดอยากฉับหน้าคนยิ่ง
สุดท้ายนางได้แต่สะบัดเท้าเดินกลับเรือนล้างตัวจนสะอาด เรียกปลุกเสี่ยวจิงให้ไปดูสาวใช้เรือนใหญ่ผู้นั้น
รุ่งเช้าเสี่ยวจิงวิ่งตะลีตะลานเข้ามาไล่ถามหลินหลายหรูไปหลายประโยค เหตุใดเสื้อผ้าเลอะสีชาดเช่นนี้หลินหลานหรูที่เพิ่งโผล่ศีรษะออกจากกองตำรายิ้มแห้งๆ ตอบเสี่ยวจิงเสียงเบา
"ข้าคิดทำะเิสีแต่เกิดผิดพลาดเล็กน้อย"
เฮือก! เสี่ยวจิงมึน
"เ้ามาก็ดี"เมื่อครู่หลินหลานหรูนอนอ่านตำรา เลยสังเกตเห็นว่ามีสิ่งผิดปกติ
"อะไรหรือเ้าคะ"
นางชี้มือขึ้นไปข้างบนเสี่ยวจิงมองตามถึงกับตาเบิกโพลง เมื่อคืนหลินหลานหรูไล่เฉิงอิ้นไปตายแล้วคงไม่ใช่ฝีมือเขาแน่ ใหญ่ถึงเพียงนั้น น่าจะยกไปทั้งหลังคาเสียเลย
________________________________
[1] ยามเว่ย คือ ่เวลาระหว่าง 13.00 น. ถึง 15.00 น.