ชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์

    ตอนที่76 ยั่วยุ

            วันที่สองการตะลุมบอนดุเดือดก็เกิดขึ้นเมื่อหนิงเฟยหลงตัดสินใจจะรวบรวมแก่นสัตว์อสูรให้เร็วขึ้น จึงจำเป็นต้องล่อสัตว์อสูรแต่ละตัวมารวมกันและใช้สมุนไพรหายากดึงดูดจึงสามารถที่จะเรียกรวมสัตว์อสูรเหล่านั้นได้กว่าสี่สิบตัวหนิงเฟยหลงไม่คิดว่าจะหลอกล่อมาได้มากขนาดนี้

     

              เมื่อสัตว์อสูรมาเจอกันก็เกิดการตะลุมบอนอย่างชุลมุนกลุ่มของหนิงเฟยหลงนั่งมองดูสัตว์อสูรที่ตีกันในที่ห่างไกลเพื่อรอเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ ดั่งที่ว่า นั่งบนภูดูเสือกัดกัน แต่แตกต่างที่ว่ามันไม่ได้นั่งบนภู แต่นั่งอยู่บนต้นไม้ ไม่ได้ดูเสือแต่ดูสัตว์อสูรก็เท่านั้นถึงยังไงก็มีความหมายที่รอเก็บเกี่ยวอยู่ดี

     

              หนิงเฟยหลงแววตาจดจ่ออยู่ที่สัตว์อสูรเหล่านั้นตลอดซู่เฟิงและคนอื่น ๆ ต่าง ถ่างตาให้กว้างมองดูสัตว์อสูรเหล่านั้นคล้ายมองดูเงินทองที่กองพะเนินหากเหตุการณ์นี้ผ่านไปด้วยดี เมื่อได้รับแกนสัตว์อสูรมาพวกมันย่อมได้รับส่วนแบ่งและจะกลายเป็นเศรษฐีทันทีพวกมันคาดเดาจากนิสัยของผู้นำมันได้ อย่างไรก็ต้องแบ่งให้พวกมันไม่มากก็น้อย

     

              เวลาผ่านไปสองชั่วยาม

     

              “ดูเหมือนว่าจะถึงเวลาที่ต้องลงมือแล้ว”หนิงเฟยหลงกลายเป็นเงาพร่าเลือน ไปปรากฏอยู่หน้าสัตว์อสูรตนหนึ่งเพลงกระบี่สายลมก็ขับขาน

     

            ระลอกคลื่นสายลม !

             

            เงากระบี่ปลดปล่อยขับขานปราณธาตุลมออกมาเป็นวงวายุหมุนขนาดย่อมหมุนวนด้วยความเร็วสูง พร้อมอำนาจทำลายล้างที่น่าอัศจรรย์ เพียงพริบตาเดียวสัตว์อสูรที่ล้อมรอบชายหนุ่มอยู่ก็ถูกพัดพาออกไปตามร่างเกิดบาดแผลคมกระบี่นับไม่ถ้วน บางตัวก็ถึงกับสิ้นใจ

             

            ระลอกคลื่นสายลม นับว่าเป็นท่าโจมตีวงกว้างที่ร้ายกาจเป็นอย่างมากไม่เพียงจะสามารถปกป้องตนเองได้ทั้งยังโจมตีได้รอบทิศในคราเดียวแม้การโจมตีไม่ได้รุนแรงมากแต่หากมีความคมของกระบี่ก็ไม่นับว่าเป็นปัญหาแต่อย่างใด

     

              กระบี่สายลมทั้งหกท่าได้ถูกใช้ออกมาอย่างต่อเนื่องคล้ายไม่มีสิ้นสุด ความรวดเร็วนั้นยากที่สัตว์อสูรจะทำอันตรายชายหนุ่มได้

     

              ไม่นานสัตว์อสูรทั้งสี่สิบตัวก็สิ้นชีพภายใต้คมกระบี่ของชายหนุ่มและผู้ติดตามกงจิ้นและเย่เซียวทำหน้าที่เก็บแก่นสัตว์อสูรจากตัวของพวกมันอย่างประณีตใช้เวลาเพียงชั่วครู่ก็เสร็จหมด แล้วนำส่งให้ชายหนุ่มเก็บไว้

     

              หนิงเฟยหลงนำแก่นสัตว์อสูรใส่ไว้ในแหวนมิติอย่างรวดเร็วแล้วเร่งฟื้นฟูพลังลมปราณของตนเอง ซู่เฟิงและคนอื่น ๆ ก็เช่นกัน

     

              หลังจากที่ได้รับแก่นสัตว์อสูรมากเพียงพอแล้วหนิงเฟยหลงก็ไม่ได้ทำการล่าสัตว์อสูรอีก แต่เริ่มที่จะทำภารกิจของตนเองมันได้รับข่าวสารมาว่า ชายผู้นั้นอยู่ในเขตลึกของป่าใหญ่ ในเขตที่ห้าซึ่งเป็นเขตที่พวกอยู่ต่ำกว่าขอบเขตแดนพิภพไม่ควรเข้าไปหรือต่ำที่สุดก็ควรเป็นระดับแก่นแท้พลังเท่านั้น

     

              การเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรขั้นห้าไม่ใช่อะไรที่ขอบเขตแดนพลังจะต่อกรได้ด้วยง่ายนั่นเพราะสัตว์อสูรระดับห้ามีความแข็งแกร่งเทียบเท่ากับผู้ที่อยู่ขอบเขตแดนพิภพเลยทีเดียวกระทิงโลหิตหนึ่งในสัตว์พิทักษ์ของหนิงเฟยหลงก็เป็นเช่นนั้น

     

              การเดินทางในครั้งนี้จึงยากลำบากเป็นอย่างมากแม้ว่าผู้คนจะสันนิษฐาน ว่า สัตว์อสูรระดับห้านั้นมีไม่มากแต่นั่นก็เป็นแค่ข้อมูลบางส่วนเท่านั้น โอกาสหนึ่งในหมื่นที่จะเจอ ทว่ามันก็ยังมีโอกาสอย่างเช่นการที่หนิงเฟยหลงได้พบเจอกับกระทิงโลหิตนั่นนับเป็นโอกาสหนึ่งในหมื่นเลยทีเดียว

     

              หนิงเฟยหลงรู้สึกเป็นกังวลกับสัตว์อสูรระดับห้าและจู่ช่างลิว การปะทะกันในเขตสัตว์อสูรระดับห้าไม่ใช่เรื่องที่ควรกระทำมันจำเป็นต้องทำบางสิ่งบางอย่างก่อน แต่ก่อนอื่นมันจะต้องรู้ที่อยู่ของจู่ช่างลิวเสียก่อน

     

              การค้นหาที่ไร้จุดมุ่งหมายทำให้มันต้องเดินตะลอนไปอีกหลายวันในเขตอันตราย

     

              ในที่สุดพวกมันก็ได้ยินเสียง ๆหนึ่งทำให้รอยยิ้มที่ไม่ปรากฏมานานเกิดขึ้น

     

              “ผู้นำ นั่นมันเสียงของเหยี่ยว” ซู่เฟิงโพล่งออกมาอาการตื่นเต้นยินดีปรากฏเด่นชัด

     

              หนิงเฟยหลงยิ้มบางสายตาจดจ้องไปยังพื้นที่ด้านหน้าและบนท้องฟ้าบุรุษผู้หนึ่งกับเหยี่ยวปีกทองคำอยู่ที่นั่น “แค่นี้ก็เพียงพอ ถอย !” สิ้นเสียงเงาร่างของแต่ละคนก็หายไป

     

              ห่างออกไปสิบลี้ กลุ่มชายหนุ่มกำลังสำรวจระยะทางจากเขที่สี่เข้าสู่เขตที่ห้าพวกมันพบว่า ระยะห่างนั้นเพียงห้าลี้และเขตที่ตนเองอยู่คือเขตที่สี่แล้ว

     

              หนิงเฟยหลงตัดสินใจที่จะให้การต่อสู้เกิดขึ้นที่นี่ไม่อาจให้เกิดขึ้นในเขตที่ห้าได้หากมีกระทิงโลหิตอยู่มันคงไม่กระวนกระวายใจเช่นนี้ การต่อสู้คงจบลงโดยง่าย

     

              เดิมทีมันตั้งใจจะใช้ค่ายกลดวงดาวจัดการกับจู่ช่างลิวทว่าในที่นี้มีเพียง เย่เซียวกับกงจิ้นเท่านั้นที่สัดทัดส่วนจางจิ้นสิงและจางจิ้นจี้นั้นก็มีค่ายกลกระบี่เงามืดซึ่งเป็นค่ายกลที่แตกต่างกัน ไม่อาจใช้ร่วมกัน

     

              แต่ด้วยความพิเรนทร์ของชายหนุ่มมันตั้งใจจะรวมค่ายกลทั้งสองเข้าด้วยกันหนึ่งรับหนึ่งรุก และยังมีไพ่ตายอยู่อีกสองใบ เท่านี้ก็น่าจะเพียงพอที่จะจัดการ

     

              แผนการได้เริ่มต้นในช่วงเวลากลางคืนจู่ช่างลิวยังอยู่ที่เดิมกับเหยี่ยวคู่ใจ อากาศที่เย็นสบายชวนให้มันเคลิบเคลิ้มแต่ในช่วงเวลาแห่งความสุขมันช่างสั้นนัก

     

              “จู่ช่างลิวข้าเจอเจ้าแล้ววันนี้ข้าจะมาเอาชีวิตเจ้า !” ซู่เฟิงตวาด แล้วก็วาดดาบออกคลื่นหยวนที่รุนแรงถาโถมเข้าไป

     

              ตูม !

     

              คลื่นพลังหยวนมหาศาลก็ปะทุขึ้นในพริบตาหยุดยั้งพลังจากดาบไว้ดวงตาคมกริบจ้องผ่านคลื่นพลังไปยังชายผู้ถือดาบ

     

              “นี่เจ้าแข็งแกร่งมาก ข้าลาล่ะ”กล่าวจบซู่เฟิงก็ทะยานร่างหนีไป

     

              แต่ไหนเลยที่จอมยุทธ์ผู้เลื่องชื่อจะปล่อยให้จอมยุทธ์แก่นพลังขั้นต้นมาเหิมเกริมใส่ตนแล้วหนีไปได้!

     

              เงาร่างนั้นก็ทะยานตามพร้อมกับเหยี่ยวคู่ใจอันที่จริงมันก็อยากรู้เช่นกันว่าคนเช่นใดถึงกล้ามาท้าทายมันทั้งที่ชื่อเสียงของมันก็เลื่องลือนับสิบปี

     

              ระยะห่างจากตัวของซู่เฟิงใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ฝ่ามือนั้นก็ทำท่าคว้าจับไปเบื้องหน้าซู่เฟินตกใจเร่งโคจรพลังมากกว่าเดิมเพื่อพุ่งไปด้านหน้า ทว่ามือนั้นก็คงยังจะคว้าจับเข้ามาใกล้ๆ

     

              ตูม !

     

              จู่ช่างลิวหมุนตัวหลบการโจมตีทิ้งระยะห่างจากซู่เฟิงอีกครั้ง มันโมโหมาก

     

              “ใครกัน ?”

     

              “ข้าเอง !” ร่างชายหนุ่มปรากฏ พร้อมกับรอยยิ้มที่เย้ยหยัน“เรามาลองฝีมือกันหน่อยเป็นอย่างไร ?”

     

              จู่ช่างลิวถลึงตาใส่ ตั้งแต่มันมีฝีมือสูงส่งเช่นนี้มันยังไม่เคยเห็นคนพวกใดรนหาที่ตายเช่นคนพวกนี้เลย

     

              “บังอาจ ! เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใครถึงกล้าท้าทายข้า”

     

              หนิงเฟยหลงทำท่าครุ่นคิดจากนั้นเงยหน้าขึ้นมาพร้อมกับยิ้มให้จู่ช่างลิว “บิดาท่านกระมัง”

     

              “เจ้า !” จู่ช่างลิวตะบะแตก ความโกรธเข้าครอบงำพลังหยวนในฝ่ามือก็ปรากฏ

             

              “ตาย !” ฝ่ามือนั้นก็กลายเป็นกงเล็บฉีกกระชากอากาศ

     

              แคว่ก ! ตู้ม !

     

              แผ่นดินสั่นสะเทือนบนพื้นกลายเป็นรอยฉีก ชายหนุ่มได้หายตัวไปแล้ว

     

              “!!!! เจ้าหลบมันได้ ? ไม่เลว น่าสนใจ” จู่ช่างลิวเริ่มให้ความสนใจกับชายหนุ่มเบื้องหน้ามันแล้ว

     

              แม้ว่ามันจะไม่ได้ใช้พลังทั้งหมดแต่พลังกงเล็บนี้ก็เพียงพอจะฉีกกระชากร่างของระดับกำเนิดพลังขั้นสูงได้แล้วและเร็วเพียงพอจะสังหารระดับกำเนิดพลังได้อย่างง่ายดายทว่าชายหนุ่มเบื้องหน้าของมันกลับหนีไปได้

     

              หนิงเฟยหลงมีสีหน้าไม่ยี่หระมันเชิดหน้าขึ้นจ้องมองจู่ช่างลิวด้วยความเหยียดหยาม พลางกล่าวขึ้นว่า “หึยังไม่รีบคารวะบิดาเจ้าอีก !”

     

              “หืม ?”นัยน์ตาจู่ช่างลิวเปลี่ยนเป็นประกาย ไอสังการพวยพุ่ง “ข้าสงสัยว่าเจ้าไม่อยากมีชีวิต!”

     

              ตู้ม !!

     

              กงเล็บฉีกกระชากอีกครั้งหนิงเฟยหลงหน้าขาวซีด รีบใช้ก้าวชมจันทร์ เงาร่างดุจภูตพราย เข้าสู่ร่างลมหวนทะยานร่างหนีไป “ข้าไม่คิดว่ามันจะเอาจริงเร็วถึงเพียงนี้..”

     

              นี่เป็นครั้งแรกที่หนิงเฟยหลงเกิดอาการกลัวจับใจเพราะชายหนุ่มได้รับแรงสังหารอย่างท่วมท้น รู้สึกถึงความตายในครั้งแรกถ้ามันไม่หนีมันจะไม่มีโอกาสอีก !

     

              แต่ไหนเลยที่จู่ช่างลิวจะปล่อยไปความเร็วของมันก็ใช่สามัญ เพียงมันทะยานร่างความเร็วก็เริ่มเข้าจุดสูงสุดท่าร่างคล้ายลอกเลียนมาจากเหยี่ยวปีกทอง มันบินโฉบอย่างรวดเร็ว เพียงไม่นานก็ลุถึงด้านข้างของชายหนุ่ม

     

              “ตาย !” จู่ช่างลิวตวาดเสียงลั่นพร้อมกับกงเล็บที่แหลมคมดุจพญาเหยี่ยว กงเล็บนั้นฟาดลงไปที่ชายหนุ่ม

     

              หนิงเฟยหลงเบิกตากว้างเหงื่อเย็นผุดขึ้นเต็มหน้าผากพร้อมกับรอยยิ้มเจื่อน ๆ “บัดซบ ! เจ้าบุตรทรพี จะสังหารบิดาเจ้ารึ ?”



              

    คล้ายกับเรื่องชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์ ที่คุณอ่าน