ณ ตรอกขายสัตว์
กู้หยูม่านพาลูกชายทั้งสามคนเดินดูม้าอยู่นาน เด็กๆ ก็รู้ความมาก พวกเขาไม่บ่นว่าเหนื่อยหรือถามสักคำว่าทำไมท่านแม่เอาแต่เดินไปเรื่อยๆ แต่ไม่เห็นจะหยุดดูม้าที่ร้านใดเลย เด็กชายทั้งสามคนไม่รู้เลยว่าที่กู้หยูม่านเดินดูม้าอยู่นั้น นางกำลังถามความเห็นจากไฉไฉอยู่ และเมื่อเดินมาจนสุดตรอก
“ไฉไฉ ร้านนี้เป็ร้านสุดท้ายแล้วนะ ถ้าเรายังซื้อม้าไม่ได้ พรุ่งนี้เราต้องเดินทางไม่ได้แน่” กู้หยูม่านถามอย่างร้อนใจ หากนางซื้อม้าและรถม้าไม่ได้ นางต้องอาศัยไปกับนายหน้าหวัง แค่นายหน้าหวังให้นางร่วมเดินทางไปด้วยนางก็ขอบคุณเขามากแล้ว หากนางต้องไปอาศัยรถม้าของนายหน้าหวังอีก นางต้องติดหนี้บุญคุณนายหน้าหวังไปมากขนาดไหนกัน
‘โฮสต์อย่าเพิ่งใจร้อนสิเ้าคะ’
“จะไม่ให้ข้าใจร้อนได้อย่างไร นอกจากซื้อรถม้าแล้ว ข้ายังต้องพาเด็กๆ ไปซื้อเสื้อผ้าแล้วก็เสบียงที่จะเอาไปกินระหว่างทางอีก”
‘โฮสต์เดินเข้าไปดูม้าที่ร้านนี้ได้เลยเ้าค่ะ มีม้าพันธุ์ดีอยู่ตัวหนึ่ง แต่ขาหน้าของมันาเ็เล็กน้อย เพื่อเป็การขอโทษที่ไฉไฉให้บริการช้า ไฉไฉจะมอบยาวิเศษให้ท่านเอาไปรักษาขาให้ม้าตัวนั้น รับรองว่าพอถึงพรุ่งนี้ ม้าตัวนั้นจะกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิมเ้าค่ะ’
“ตกลง ข้าจะเข้าไปดูม้าที่ร้านนี้” กู้หยูม่านได้รับคำแนะนำจากไฉไฉ นางจึงรีบเข้าไปติดต่อขอซื้อม้ากับรถม้าทันที
กู้หยูม่านเดินเข้าไปจนถึงคอกด้านในสุดก็เห็นม้าตัวใหญ่ยืนนิ่งไม่ขยับ แม้รูปร่างของมันจะดีและเป็ม้าหนุ่มที่พร้อมใช้งาน แต่เพราะขาหน้าของมันถูกลูกธนูยิง จึงไม่มีใครกล้าซื้อม้าตัวนี้กลับไป
“เถ้าแก่ ม้าตัวนี้ราคาเท่าไหร่หรือเ้าคะ” กู้หยูม่านถาม
“ม้าตัวนี้หรือขอรับ ปกติแล้วราคาของม้าตัวนี้อยู่ที่ยี่สิบตำลึง แต่เพราะขาของมันาเ็ หากแม่นางจะซื้อ ข้าขายให้ถูกๆ แค่สิบตำลึงขอรับ”
“ม้าาเ็ขนาดนี้ท่านยังจะขายถึงสิบตำลึง ข้าจ่ายได้แค่ห้าตำลึงเท่านั้น”
“ห้าตำลึงน้อยเกินไปขอรับ” เถ้าแก่ยังไม่ยอมพร้อมกับให้เหตุผล “หากม้าตัวนี้ไม่มีใครซื้อ ข้ายังเอามันไปชำแหละขายเนื้อได้”
“เช่นนั้นท่านเอามันไปขายเป็เนื้อได้เลยเ้าค่ะ ม้าตัวนี้อายุคงไม่น้อยแล้ว เนื้อของมันก็คงจะเหนียวมากแล้วด้วย ถ้าท่านมั่นใจว่าจะขายเนื้อของมันได้ราคา ท่านก็เอาไปขายเถิดเ้าค่ะ”
เถ้าแก่ไม่คิดว่าแม่นางผู้นี้จะดูม้าเป็ แต่เมื่อคิดถึงค่ารักษาที่เขาต้องจ่ายออกไปแต่ละวัน เขาจึงตัดสินใจ “ข้าขายม้าตัวนี้ให้แม่นางในราคาห้าตำลึงก็ได้ แต่แม่นางต้องซื้อรถม้าจากร้านของข้าด้วย”
“ไม่มีปัญหาหรอก ขอแค่ท่านไม่โก่งราคาและไม่ขายรถม้าให้ข้าแพงกว่าร้านอื่น” กู้หยูม่านพูดดักคอ ชีวิตที่แล้วแม้แต่ผักในตลาดนางยังต่อราคา แล้วสินค้าชิ้นใหญ่ขนาดนี้ นางจะไม่ต่อราคาได้อย่างไร “ข้าสอบถามราคารถม้าจากร้านอื่นมาแล้ว รถม้าขนาดใหญ่ที่นั่งได้ห้าคนราคาไม่เกินยี่สิบห้าตำลึง ข้าจะจ่ายให้ท่านยี่สิบห้าตำลึง ซึ่งราคานี้รวมราคาของม้าเข้าไปแล้ว”
เถ้าแก่แทบกระอักเื เขาคิดที่จะโก่งราคารถม้าด้วยจริงๆ แต่พอเจอกู้หยูม่านพูดดักคอ เขาก็ได้แต่ต้องยอมรับ ก็ใครใช้ให้ค่ารักษาม้าตัวนี้มันแพงถึงเพียงนั้นเล่า รีบขาย...เขาต้องรีบขายม้าตัวนี้ออกไปให้เร็วที่สุด
“ตกลง! ยี่สิบห้าตำลึงก็ยี่สิบห้าตำลึง เชิญแม่นางไปรออยู่ที่หน้าตรอกได้เลย ข้าจะนำม้ากับรถม้าไปส่งให้”
“ท่านแม่ขอรับ ทำไมท่านถึงซื้อม้าที่าเ็ใกล้ตายตัวนั้นเล่าขอรับ” กู้เฟิงอวี่ถามอย่างกังวล “ข้ากลัวว่ายังไม่ทันที่เราจะได้ใช้งานมันจะตายไปก่อน”
กู้หยูม่านลูบศีรษะลูกชาย “แม่มีวิธีรักษาาแให้มัน รับรองว่าพรุ่งนี้มันจะหายเป็ปกติและจะพาเราไปถึงตำบลซิ่นถงได้อย่างปลอดภัย”
“หากข้าตัวโตกว่านี้ ข้าขี่มันได้หรือไม่ขอรับ” กู้เฟิงิถาม
“เ้าต้องตัวโตกว่านี้มากเลยล่ะ แต่ถ้าเ้าอยากเรียนขี่ม้า รอให้แม่หาเงินได้เยอะๆ แม่จะซื้อม้าตัวเล็กไว้ให้พวกเ้าคนละตัว”
“ท่านแม่ขอรับ” กู้เฟิงเฉิงถามอย่างลังเล “ถ้าเรามีม้าแล้วเราเลี้ยงสัตว์ชนิดอื่นได้หรือไม่ขอรับ”
“เฉิงเฉิงน้อยของแม่อยากเลี้ยงสัตว์ชนิดใดอีกหรือ” กู้หยูม่านยิ้มถามลูกชายคนเล็ก
“ข้าอยากเลี้ยงวัวไว้ไถนาแล้วก็เอาไว้ขนของ เลี้ยงไก่กับเป็ดไว้กินไข่ เลี้ยงหมูไว้กินเนื้อ แล้วก็...” กู้เฟิงเฉิงทำท่านับนิ้ว
“เ้าหาอาหารให้พวกมันไหวรึ” กู้เฟิงอวี่ถามน้องชาย
“ท่านกับพี่รองก็ต้องช่วยข้าด้วยสิ จะให้ข้าหาอาหารให้พวกมันคนเดียวได้อย่างไร” กู้เฟิงเฉิงรีบบอก
“หากท่านแม่อนุญาตให้พวกเราเลี้ยงสัตว์ชนิดอื่นได้ ข้าจะไปหาอาหารสัตว์เป็เพื่อนเ้าเอง” กู้เฟิงิรับปากน้องชาย
“ตอนนี้แม่ยังบอกพวกเ้าไม่ได้หรอก รอให้เราซื้อที่ดินให้ได้ก่อนก็แล้วกัน” กู้หยูม่านบอกลูกชาย “เราเดินไปรอเถ้าแก่ที่หน้าตรอกกันเถอะ”
กู้หยูม่านจูงมือลูกชายเดินออกไปที่หน้าตรอก แต่ยังไม่ทันจะเดินถึง นางก็เห็นหลายคนพากันวิ่งไปที่คูเมือง
“พวกเ้าจับมือกันไว้ห้ามปล่อยมือจากกันเป็อันขาด เฟิงอวี่จับมือแม่ไว้ อีกมือหนึ่งลูกให้น้องๆ จับไว้” กู้หยูม่านสั่งลูกชาย นางไม่รู้ว่าข้างหน้าเื่อะไรขึ้นจึงกลัวว่าจะมีคนร้ายอาศัยจังหวะนี้มาลักพาตัวลูกชายไป นางต้องป้องกันไว้ก่อน
“ขอรับท่านแม่” กู้เฟิงอวี่ใช้มือซ้ายจับมือมารดาแล้วใช้มือขวาจับมือน้องชายคนรอง “เฟิงิ จับมือเ้าสามไว้ให้ดี”
กู้หยูม่านเห็นลูกชายเชื่อฟังก็รู้สึกภูมิใจ แต่เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่นางจะมากล่าวชม นางเรียกชาวบ้านคนหนึ่งไว้ “ขอโทษเ้าค่ะพี่ชาย ไม่ทราบว่าข้างหน้าเกิดเื่อะไรขึ้นหรือเ้าคะ ทำไมผู้คนถึงวิ่งหน้าตื่นกันเช่นนี้”
“ข้าก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่ได้ยินว่ามีคนกำลังจะะโคูน้ำข้างกำแพงเมือง ข้าก็เลยจะรีบไปดู” ชายคนนั้นตอบคำถามเสร็จก็ไม่สนใจกู้หยูม่านอีก เขารีบวิ่งไปดูเหตุการณ์ข้างหน้า
“ท่านแม่ขอรับ” กู้เฟิงอวี่ขมวดคิ้ว “พวกเราจะตามไปดูหรือไม่ขอรับ”
“ไม่ไปหรอก เื่ของคนอื่นแม่ไม่อยากเข้าไปยุ่ง อีกอย่างเราไม่มีคนรู้จักอยู่ที่นี่ เพราะฉะนั้นคนที่กำลังจะะโน้ำย่อมไม่ใช่ญาติหรือคนรู้จักของเรา” กู้หยูม่านมองลูกชายทั้งสามคน “ไม่ใช่ว่าแม่สอนให้พวกเ้าไม่มีน้ำใจ แต่การที่พวกเราเข้าไปมุงดูเหตุการณ์มากๆ บางครั้งอาจทำให้คนผู้นั้นตื่นกลัว แทนที่เขาจะกลับใจไม่ทำร้ายตัวเอง กลายเป็เขาจะทำร้ายตัวเองเร็วขึ้น และอีกเหตุผลหนึ่งคือเราอาจจะเข้าไปขัดขวางเ้าหน้าที่ที่เขากำลังทำงานอยู่ก็ได้”
“ขัดขวางเ้าหน้าที่หรือขอรับ” กู้เฟิงอวี่ถามอย่างสงสัย
“เ้าหน้าที่บ้านเมืองไม่ได้มีหน้าที่แค่จับคนร้าย แต่เขายังทำหน้าที่ช่วยเหลือและปกป้องชาวบ้านด้วย พวกเ้าก็ได้ยินแล้วว่าชายคนนั้นกำลังจะะโน้ำเพื่อปลิดชีพตัวเอง แสดงว่าตอนนี้สภาพจิตใจของเขากำลังแย่หรือเขาหาทางออกในชีวิตไม่ได้ เ้าหน้าที่อาจจะกำลังเจรจาให้เขาใจเย็น ถ้าเราเข้าไปมุงดูแล้วไม่เหลือพื้นที่ให้เ้าหน้าที่ทำงาน บางทีเ้าหน้าที่อาจจะช่วยชีวิตผู้ชายคนนั้นไม่ได้” กู้หยูม่านอธิบายให้ลูกชายฟัง ไม่ใช่ว่านางจะสอนให้ลูกใจดำ แต่ในชีวิตที่แล้วนางเห็นมาเยอะแล้วกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่เกิดจากคนที่ชอบเข้าไปยุ่งในที่เกิดเหตุ
“แต่ว่าท่านแม่ ข้ารู้สึกว่าเราควรเข้าไปดู บางทีผู้ชายคนนั้นอาจเป็คนที่เรารู้จักก็ได้ขอรับ” กู้เฟิงเฉิงบอก เขาก็อธิบายไม่ได้เหมือนกันว่าทำไมเขาถึงเป็ห่วงผู้ชายคนนั้น
“ข้าก็รู้สึกเหมือนน้องสามขอรับท่านแม่ พวกเราไปดูผู้ชายคนนั้นสักหน่อยเถิดขอรับ” กู้เฟิงิสนับสนุนคำพูดของน้องชาย
กู้หยูม่านมองลูกชายทั้งสองคน ปกติแล้วลูกชายทั้งสองคนจะเชื่อฟังมาก ‘หรือว่าลูกชายจะมีลางสังหรณ์จริงๆ’
“ท่านแม่ขอรับ ข้าก็รู้สึกเหมือนน้องๆ” กู้เฟิงอวี่บอก
กู้หยูม่านจึงพยักหน้า “เช่นนั้นแม่จะพาพวกเ้าไปดู
เด็กชายทั้งสามคนยิ้มอย่างดีใจ
‘เ้าหนุ่มอย่าเพิ่งคิดสั้น มีอะไรค่อยคิดดีๆ แต่ตอนนี้เ้ารีบลงมาจากตรงนั้นก่อนเถอะ’
‘ไม่ใช่มีแต่เ้าคนเดียวหรอกนะที่มีปัญหา ทุกคนก็มีปัญหาในชีวิตกันหมดนั่นล่ะ’
‘น้องชาย เ้าทำอย่างนี้ไม่กลัวคนที่บ้านจะเสียใจบ้างหรือ หากท่านพ่อท่านแม่ของเ้ารู้ พวกเขาจะเสียใจเพียงใด’
เส้าหว่างจินได้ยินคำพูดประโยคสุดท้าย เขาร้องไห้ออกมาอย่างสิ้นหวัง ‘ครอบครัวจะเสียใจอย่างนั้นหรือ ตอนนี้ข้าไม่เหลือใครแล้ว ท่านแม่ น้องสาว น้องชาย ทุกคนจากข้าไปหมดแล้ว ส่วนท่านพ่อคนดีน่ะหรือ เขาก็ตัดสัมพันธ์กับข้าไปแล้วเหมือนกัน ในเมื่อข้าไม่เหลือใคร แล้วข้าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปทำไมกัน’
เส้าหว่างจินกำลังจะะโน้ำ
“เส้าหว่างจิน! เ้าจะทิ้งพี่สาวกับหลานๆ ของเ้าไปจริงหรือ” กู้หยูม่านเรียกเส้าหว่างจิน ปีนี้นางอายุยี่สิบปี เส้าหว่างจินน่าจะอายุไม่เกินสิบหกปี ให้เป็บุตรชายคงไม่เหมาะ เช่นนั้นนับให้เป็น้องชายคงได้กระมัง
เส้าหว่างจินหันไปมองอย่างสงสัย เขามีพี่สาวมาจากไหนกัน
กู้เฟิงอวี่ กู้เฟิงิ และกู้เฟิงเฉิงได้ยินมารดาเรียกเส้าหว่างจินว่าน้องชาย พวกเขาจึงะโขึ้นพร้อมกัน “ท่านน้า ท่านจะทิ้งพวกเราไปจริงหรือขอรับ”
เส้าหว่างจินเห็นกู้หยูม่านและเด็กฝาแฝดทั้งสามคนก็จำได้ทันที สี่คนแม่ลูกคือลูกค้าที่พักอยู่โรงเตี๊ยม ขณะที่เขากำลังเผลอ เ้าหน้าที่ก็กระชากตัวเขากลับมาที่ฝั่ง
กู้หยูม่านพาเด็กๆ วิ่งไปหาเส้าหว่างจินก่อนที่นางจะโค้งศีรษะให้เ้าหน้าที่แล้วร้องไห้ “ขอบคุณทุกท่านที่ช่วยเหลือน้องชายของข้ามากๆ เลยเ้าค่ะ เขาเป็คนสติไม่ดี วันนี้ข้าเผลอปล่อยให้เขาอยู่บ้านคนเดียวเขาจึงออกมาก่อเื่ หากไม่ได้พวกท่าน น้องชายของข้าคงสิ้นลมหายใจไปแล้ว”
เดิมเ้าหน้าที่ตั้งใจจะตำหนิกู้หยูม่านที่ปล่อยให้น้องชายมาก่อเื่จนเกือบจะเกิดโศกนาฏกรรม แต่พอได้ยินว่าเส้าหว่างจินสติไม่ดี พวกเขาทำได้แค่ตักเตือน “ทีหลังเ้าก็ดูแลเขาให้ดี เพราะครั้งหน้าอาจจะไม่โชคดีอย่างนี้”
“เ้าค่ะ ข้าจะดูแลน้องชายให้ดีเ้าค่ะ” กู้หยูม่านล้วงเงินหนึ่งตำลึงออกมา “ข้าไม่มีสิ่งใดตอบแทนที่ท่านช่วยชีวิตน้องชาย เงินจำนวนนี้พวกท่านนำไปดื่มน้ำชาเถิดนะเ้าคะ”
“เป็หน้าที่ของพวกเราอยู่แล้ว แม่นางเก็บเงินจำนวนนี้คืนไปเถิด” เ้าหน้าที่ไม่กล้ารับ อีกทั้งกู้หยูม่านและเด็กแฝดทั้งสามคนก็ผอมแห้งถึงเพียงนี้ พวกเขาจะกล้ารับเงินจากนางได้อย่างไร
“พวกท่านรับไว้เถิดเ้าค่ะ เพราะข้าก็ไม่รู้ว่าชาตินี้ข้ากับน้องชายจะมีโอกาสตอบแทนบุญคุณพวกท่านอีกเมื่อไหร่” กู้หยูม่านไม่ยอมรับเงินคืน
ชาวบ้านที่ยืนดูเหตุการณ์ต่างช่วยกันพูดให้เ้าหน้าที่รับเงินจำนวนนั้นไว้ อย่างไรวันนี้เ้าหน้าที่ทั้งสองคนก็ช่วยชีวิตคนไว้จริงๆ ไม่มีใครว่าพวกเขาเรียกรับเงินสินบนหรอก เ้าหน้าที่ได้ยินคำยกย่องจากชาวบ้านก็รู้สึกดีใจ ไม่บ่อยนักที่ชาวบ้านจะมองพวกเขาเยี่ยงวีรบุรุษเช่นนี้
“เช่นนั้นข้าจะรับเงินจำนวนนี้ไว้” เ้าหน้าที่รับเงินไว้แล้วขอตัวกลับ พวกเขายังต้องไปเดินตรวจตราความเรียบร้อยที่ตลาดต่อ
ชาวบ้านเห็นว่าเหตุการณ์ทุกอย่างคลี่คลายแล้ว แต่ละคนจึงแยกย้ายกันกลับ เหลือเพียงกู้หยูม่าน เด็กแฝดทั้งสาม และเส้าหว่างจินที่ยังอยู่เดิม
“ไปเอารถม้าแล้วกลับโรงเตี๊ยมกันเถอะ” กู้หยูม่านพูดขึ้น
เส้าหว่างจินเดินตามสี่คนแม่ลูกไปโดยไม่พูดอะไร