“พี่คะ เดี๋ยวพี่จะออกไปข้างนอกอีกไหม?”
“่นี้คงไม่ ใกล้สอบคัดเลือกอิสระแล้ว แถมยังมีการสอบระดับชาติอีก”
“อ้อ”
หลี่ตู้เข้าครัวทำอาหารสองพี่น้องลืมเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ไปแล้วก็กลับมาใช้ชีวิตประจำวันตามปกติเหมือนเดิม
หลี่ตู้มองสุ่ยเซิงที่กินข้าวอย่างหิวโหยแล้วเขาก็ยิ้มอย่างจนใจ ไม่รู้ว่าหลายวันที่ผ่านมานี้สุ่ยเซิงกินดีอยู่ดีหรือไม่
ไม่ทันรู้ตัวหลี่ตู้ก็เอื้อมมือไปลูบหัวน้องสาวแล้ว
สุ่ยเซิงมองหลี่ตู้แล้วหยีตายิ้ม แม้จะอายุสิบกว่าปีแล้ว เธอก็ยังชอบยิ้มร่าเริงอย่างเด็ก ๆให้หลี่ตู้เห็น
หลี่ตู้หันไปมองรูปครอบครัวที่แขวนอยู่บนผนังสุ่ยเซิงยังเล็กมากจนไม่รู้ว่าจำความได้หรือไม่ ในภาพนั้นพ่อกุมมือของเขาแม่อุ้มสุ่ยเซิง ทั้งครอบครัวยิ้มแย้มอย่างมีความสุข
แต่ทั้งหมดนั้นกลายเป็อดีตไปแล้ว
หลุมศพของพ่อกับแม่หลี่ตู้จะไปปัดกวาดทุกปี บางครั้งก็มีเด็กเล็ก ๆ วิ่งเล่นอยู่ใกล้ ๆ
ไม่รู้ว่าท่านทั้งสองอยู่ใต้ดินเป็อย่างไรบ้างสุขสบายดีหรือไม่
มองไปมองมาน้ำตาของหลี่ตู้ก็เอ่อคลอขึ้นมาอย่างอดไม่ได้
ทันใดนั้นหลี่ตู้ก็รู้สึกถึงร่างเล็กอบอุ่นที่พุ่งเข้ามากอดไม่รู้ว่าสุ่ยเซิงเข้ามาใกล้ั้แ่เมื่อไหร่ เธอโอบกอดเขาเอาไว้
สุ่ยเซิงซบหน้าลงกับอกหลี่ตู้แล้วกระซิบเบา ๆ “พี่คะ พี่ก็ยังมีหนูนะหนูจะอยู่ข้าง ๆ พี่ตลอดไปเลย”
หลี่ตู้รู้สึกซาบซึ้งใจเขาค่อย ๆ ลูบไล้แก้มของเธอ
สุ่ยเซิงเป็เช่นนี้เสมอสามารถรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ของเขาได้ในทันที
ผ่านไปสองสามวินาทีหลี่ตู้ก็หวนรำลึกถึงความหลัง
“พ่อกับแม่จากไปเร็ว ไม่รู้ว่าเธอจำได้หรือเปล่า วันที่พ่อกับแม่ลงหลุมศพฉันอุ้มเธอไว้ และเธอก็นั่งร้องไห้เสียงดังมาก วันนั้นฝนก็ตกด้วยกลางคืนกลับบ้านไม่ได้ ฉันก็เลยต้องอุ้มเธอไปหลบฝนหน้าร้านของคนอื่น”
“หนูร้องไห้เกือบทั้งวัน พอตกกลางคืนที่พี่อยากจะร้องไห้หนูกลับไม่ร้องแล้ว แถมยังหลับปุ๋ยไปแล้วด้วย ทั้งที่ฝนตกหนักมาก หนูกลับหลับสบาย”
“พี่ก็เลยไม่กล้าร้องไห้ เพราะกลัวจะรบกวนหนู”
สุ่ยเซิงเกาหน้าอกของหลี่ตู้เบาๆ แล้วหัวเราะคิกคัก “เพราะว่าอ้อมกอดของพี่อบอุ่นมากไงคะ”
อย่างนั้นหรือ?
หลี่ตู้รู้สึกสะท้อนใจอ้อมกอดของพ่อกับแม่ก็เคยอบอุ่นเช่นกัน เพียงแต่...
แต่เมื่อเห็นสุ่ยเซิงที่ร่าเริงสดใสอารมณ์ขุ่นมัวของหลี่ตู้ก็ดีขึ้นมาก
เขาลูบหัวสุ่ยเซิง“เอาละ กินข้าวเถอะ เดี๋ยวจะเย็นชืดไปก่อน”
“พี่คะ กินก่อนสิ อร่อยมากเลยนะ”
“ได้สิ”
วันรุ่งขึ้นหลี่ตู้ไม่ได้ไปโรงเรียนและไม่ได้ไปทำเควส เขาอยู่ที่บ้านตั้งใจจะอยู่กับสุ่ยเซิงให้เต็มที่
ตลอดทั้งวันเขาคุยเล่นหัวเราะกับสุ่ยเซิง ตอนบ่ายยังพาเธอไปเดินเล่น ไปสวนสนุก โรงหนังและไปกินข้าวที่ภัตตาคารหรูที่สุดในเมืองหลานเฉิง
เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะใสปานกระดิ่งของสุ่ยเซิงหลี่ตู้รู้สึกว่าจิตใจของเขาได้รับการเยียวยา
หลายครั้งที่เขาคิดว่าหากโลกนี้เรียบง่ายกว่านี้หากเขากับสุ่ยเซิงสามารถอยู่ร่วมกันในห้วงเวลาเช่นนี้ตลอดไปได้เช่นนั้นคงจะดีไม่น้อย
......
โรงเรียนมัธยมปลายหลานเฉิง
โรงเรียนซึ่งเดิมทีเงียบเหงามากขึ้นเรื่อยๆ เพราะนักเรียนมัธยมปลายชั้นปีที่ 3 ต่างออกไปเก็บเลเวลกันนั้นกลับคึกคักเป็พิเศษในวันนี้
เพราะวันนี้คือวันสอบคัดเลือกอิสระ
สิบวันหลังจากที่นักเรียนมัธยมปลายชั้นปีที่3ได้ปลุกอาชีพ มหาวิทยาลัยต่าง ๆก็จะส่งเ้าหน้าที่ไปตามโรงเรียนมัธยมปลาย เพื่อดำเนินการสอบคัดเลือกอิสระและคัดเลือกนักเรียนที่มีความสามารถไว้ล่วงหน้า
นักเรียนอัจฉริยะหลายคนไม่จำเป็ต้องรอการสอบระดับชาติพวกเขาก็สามารถกำหนดอนาคตของตนเองได้ใน่เวลานี้
วันสำคัญเช่นนี้หลี่ตู้ย่อมไม่พลาด
แม้เขาจะยังให้ความสำคัญกับการสอบระดับชาติมากกว่าแต่หากเขาสามารถทำผลงานได้ดีในการสอบคัดเลือกอิสระนั่นจะถือเป็เื่ที่ดีไม่น้อย
หลี่ตู้มาถึงโรงเรียนั้แ่เช้าตรู่
ไม่นานนักเมื่อผู้คนทยอยกันมาถึง ห้องเรียนก็เต็มไปด้วยนักเรียน ฉินอันหมินมาที่แท่นบรรยายมองนักเรียนด้านล่าง แล้วเริ่มกล่าว
“นักเรียนทุกคน การสอบคัดเลือกอิสระในครั้งนี้มีมหาวิทยาลัยที่ยอดเยี่ยมมากมายมาร่วมด้วย หนึ่งในนั้นคือมหาวิทยาลัยเทียนกุ้ยนี่คือมหาวิทยาลัยที่ยอดเยี่ยมที่สุดในมณฑลกุ้ยและยังเป็มหาวิทยาลัยระดับสูงสุดที่ติดอันดับสามสิบแรกของประเทศ”
“ถ้าพวกเธอทำผลงานออกมาดีเยี่ยม เท่านี้ก็ไม่จำเป็ต้องสอบระดับชาติและเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยเทียนกุ้ยโดยตรงได้เลยจะเป็อย่างไรก็ขึ้นอยู่กับพวกเธอ ฉันจะไม่พูดจามากความแล้ว แยกย้ายได้!”
หลังจากกล่าวจบฉินอันหมินก็ออกไป
ในห้องเรียนทุกคนตื่นเต้นและกระตือรือร้นอย่างยิ่ง
หลี่ตู้เดินออกจากห้องเรียนตรงไปยังแผนกรับสมัครสอบคัดเลือกอิสระ
ที่นี่มีคนมากมายกำลังะโโฆษณา
“น้อง ๆ นักเรียน เข้ามาดูมหาวิทยาลัยเปียนซานของเราก่อนสิเราไม่ได้เป็แค่สถานศึกษาติดอันดับหนึ่งในร้อยของประเทศเท่านั้นแต่ที่นั่นยังมีศาสตราจารย์ระดับ 90 ประจำอยู่ด้วย!”
“อยากแข็งแกร่งขึ้นไหม อยากศึกษาต่อเชิงลึกหรือเปล่าอยากได้อุปกรณ์และตำราสกิลระดับสูงใช่ไหม ต้องที่มหาวิทยาลัยหลีเจียงมหาวิทยาลัยที่ยอดเยี่ยมของต้าเซี่ยเท่านั้น!”
แตกต่างจากจุดรับสมัครที่ะโเชิญชวนอื่นๆ จุดรับสมัครที่ตั้งอยู่ตรงกลางของทุกจุดกลับเงียบสงบอย่างยิ่ง
มีเพียงชายวัยกลางคนผู้หนึ่งนั่งอยู่เงียบๆ
แต่ไม่มีใครเข้าไปสมัคร
เพราะมีตัวอักษรเขียนอย่างเด่นชัดว่า…มหาวิทยาลัยเทียนกุ้ย
มหาวิทยาลัยเทียนกุ้ยนั้นเป็ที่รู้จักกันดีในมณฑลกุ้ยไม่เพียงแต่เป็มหาวิทยาลัยใน ‘โครงการสองมหาวิทยาลัยสำคัญ’ของต้าเซี่ย ซึ่งได้รับทรัพยากรของรัฐมากมายแต่ยังมีความแข็งแกร่งมหาศาลด้วย
ในการจัดอันดับมหาวิทยาลัยของต้าเซี่ยมหาวิทยาลัยเทียนกุ้ยอยู่ในอันดับที่ 24-25 อย่างต่อเนื่องทุกปีจัดอยู่ในกลุ่มมหาวิทยาลัยระดับสูงสุด
ด้วยเหตุนี้การเข้ามหาวิทยาลัยเทียนกุ้ยจึงเป็เื่ที่ยากมาก
แม้ทุกๆปีมหาวิทยาลัยเทียนกุ้ยจะมาที่โรงเรียนมัธยมปลายหลานเฉิงเพื่อรับสมัครนักเรียนในการสอบคัดเลือกอิสระแต่จำนวนนักเรียนที่เข้ามหาวิทยาลัยเทียนกุ้ยได้ในแต่ละปีนั้นช่างมีน้อยนัก
ส่วนมหาวิทยาลัยที่มีอันดับสูงกว่านั้นพวกเขาจะไม่มาที่เมืองเล็ก ๆ อย่างหลานเฉิงเพื่อรับสมัครนักเรียนหากจะมาก็คงรับสมัครแค่นักเรียนที่โรงเรียนมัธยมปลายชั้นนำในนครเทียนไห่
หลี่ตู้มาถึงหน้าจุดรับสมัครแล้วกล่าวว่า“สวัสดีครับ ผมอยากสมัครสอบคัดเลือกอิสระ”
ชายวัยกลางคนเงยหน้าขึ้นมองหลี่ตู้ด้วยสีหน้าที่อ่อนโยนแล้วกล่าวว่า“ได้ครับ ช่วยกรอกแบบฟอร์มก่อนนะ”
แม้หลี่ตู้จะใฝ่ฝันถึงมหาวิทยาลัยชั้นนำสิบแห่งแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะมุ่งหัวชนฝา หากเขาทำคะแนนสอบระดับชาติได้ไม่ดีโควตาจากมหาวิทยาลัยเทียนกุ้ยก็ถือเป็ตัวเลือกที่ดีไม่น้อย
หลังจากกรอกแบบฟอร์มเสร็จชายวัยกลางคนก็อ่านดูแล้วแสดงสีหน้าสงสัยทันที
“อาชีพของคุณคือ... นักรบพื้นฐาน? คุณไม่ได้กรอกผิดใช่ไหม”
หลี่ตู้ส่ายหน้า“ไม่ได้กรอกผิดครับ”
เมื่อเห็นดังนั้นชายวัยกลางคนก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้วกล่าวอย่างสุภาพว่า“นักเรียนอาชีพของคุณอาจจะผ่านการสอบคัดเลือกอิสระของมหาวิทยาลัยเราได้ยาก ถ้าสอบไม่ผ่านเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อการสอบครั้งต่อไปของคุณ”
การสอบคัดเลือกอิสระมีเวลาที่จำกัดมากเพียงเจ็ดวันเท่านั้น ด้วยเหตุนี้นักเรียนแต่ละคนจึงสามารถเข้าร่วมการสอบคัดเลือกอิสระของมหาวิทยาลัยได้สูงสุดสองแห่งเท่านั้น
นอกจากนี้มหาวิทยาลัยชั้นนำส่วนใหญ่จะจัดกำหนดการสอบใน่สี่วันแรก
ดังนั้นทุกคนจึงต้องระมัดระวังเป็อย่างยิ่งในการเลือกมหาวิทยาลัยทั้งเกรงว่าจะเสียโอกาสของตนเอง และเกรงว่าความยากจะสูงเกินไปจนไม่สามารถผ่านได้
หลี่ตู้ตอบว่า“ไม่เป็ไรครับ”
เมื่อเห็นดังนั้นชายวัยกลางคนก็ไม่พูดอะไรอีก และช่วยดำเนินการสมัครให้หลี่ตู้
ในใจเขาก็อดบ่นไม่ได้เหตุใดจึงมีคนปลุกอาชีพนักรบพื้นฐาน? โดยทั่วไปแล้วแม้พร์จะแย่แค่ไหน อาชีพที่ปลุกได้ก็น่าจะเป็อาชีพทั่วไปขั้นต่ำสุด
ไม่นานนักการลงทะเบียนก็เสร็จสิ้น ชายวัยกลางคนได้พิมพ์บัตรให้หลี่ตู้หนึ่งใบ
“นี่คือบัตรประจำตัวผู้เข้าสอบของคุณ พรุ่งนี้บ่ายคุณถือบัตรประจำตัวผู้เข้าสอบนี้เดินทางผ่านวงเวทเคลื่อนย้ายไปยังมหาวิทยาลัยเทียนกุ้ยณ จุดสอบที่ศาลากลางเมืองได้ฟรี และเข้าร่วมการสอบคัดเลือกอิสระได้เลย”
“เมื่อสอบเสร็จ คุณสามารถใช้วงเวทเคลื่อนย้ายกลับมาได้ฟรีเช่นกันและไม่ต้องกังวลเื่ที่พักและอาหารทางมหาวิทยาลัยเทียนกุ้ยจะจัดเตรียมไว้ให้ทั้งหมด”
หลี่ตู้รับบัตรประจำตัวผู้เข้าสอบมา“ขอบคุณมากครับ”