บทที่ 54 ปีศาจน้อยนี่ก็ใจดีเหมือนกัน
คำพูดสื่อนัยของเยี่ยเสิ่นเหยียนไม่เพียงแต่ไม่ทำให้หลิวเยว่กับเสิ่นต้าเฉียงเคือง กลับทำให้พวกเขาดีใจด้วยซ้ำ อย่างน้อยความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ดูใช้ได้
เสิ่นชิงชิงแอบชำเลืองมองไปที่เสิ่นทิงเหวิน เขานั่งอยู่ข้าง ๆ เธอตรงนี้นี่เอง และเมื่อมองดูเขาใกล้ ๆ เธอก็รู้สึกว่าเสิ่นทิงเหวินหล่อมากจริง ๆ
ดูสุภาพเรียบร้อย สะอาดสะอ้าน ซึ่งแตกต่างจากผู้ชายส่วนใหญ่ที่เธอรู้จัก ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองจะจีบชายในดวงใจคนนี้ได้สำเร็จรึเปล่า จะมีสักวันไหมนะที่เขาจะพูดถึงเรื่องแต่งงานกับตัวเองขึ้นมา
เสิ่นทิงหงดื่มน้ำแกงลงไปเรียบร้อย พอเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นท่าทางของเสิ่นชิงชิงจึงเลิกโมโหเยี่ยเสิ่นเหยียน และเริ่มปฏิบัติการกินแตงอย่างจริงจัง แล้วยังถามออกไปอย่างไม่รู้ไม่ชี้ว่า “พี่ใหญ่ พี่ชอบผู้หญิงแบบไหนเหรอคะ”
เสิ่นทิงเหวินถูกเธอถามแบบนี้ออกมากะทันหันก็เกิดอาการตะลึงไป
“ทำไมจู่ ๆ ถึงถามเรื่องนี้ขึ้นมาล่ะ”
เสิ่นทิงหงมองไปทางเยี่ยเสิ่นเหยียนทีหนึ่งแล้วตอบว่า “พี่เป็นพี่ใหญ่นี่ ตอนนี้หนูก็หมั้นหมายเรียบร้อยแล้ว แต่ถ้าพี่ยังไม่แต่ง หนูก็จะไม่แต่ง”
“พูดอะไรโง่ ๆ อย่างนั้นน่ะ” หลิวเยว่ตีฟาดแขนลูกสาวเบา ๆ
เมื่อครู่เสี่ยวเยี่ยเพิ่งเอ่ยถึงเรื่องแต่งงาน แต่เจ้าเด็กนี่กลับพูดออกมาแบบนี้ คงไม่ใช่ว่าไม่อยากแต่งหรอกนะ
“หนูพูดจริง ๆ นะคะ แม่ดูสิว่ามีลูกสาวบ้านไหนบ้างที่พี่ใหญ่พี่รองตัวเองยังไม่ทันมีคู่หมั้นคู่หมายก็แต่งออกไปก่อน” เสิ่นทิงหงทำหน้ามุ่ย
“อะแฮ่ม ฉันยังไม่คิดถึงเรื่องพวกนี้” เสิ่นทิงเหวินรู้สึกเก้อเขินเล็กน้อย
“อ่อ~~ แต่ว่าในใจพี่ต้องมีคนในอุดมคติบ้างแหละ” เสิ่นทิงหงเห็นแววตาเสิ่นชิงชิงหม่นลงเล็กน้อย เลยรีบซักไซ้ต่อ
“ถ้าพี่ต้องหาคู่ครอง พี่ก็จะหาคนที่สามารถเข้ากับน้องเข้ากับแม่ของพวกเราได้” เสิ่นทิงเหวินคิดทบทวนแล้วตอบออกไป
เสิ่นทิงหงกลั้นยิ้ม ถ้าอย่างนั้นเสิ่นชิงชิงก็เหมาะสมมากจริง ๆ
“ลูกก็จริง ๆ เลย พูดอะไรก็ไม่รู้ ทำไมต้องให้เข้ากันได้กับน้องกับแม่ด้วย พอตัวเองแต่งงาน คนที่ต้องใช้ชีวิตด้วยกันก็เป็นลูกกับลูกสะใภ้ ไม่ได้มาใช้ชีวิตร่วมกับแม่กับน้องซะหน่อย” หลิวเยว่กลอกตา
“ผมรู้ครับ แต่ได้ยินมาว่า ถ้าแม่ผัวลูกสะใภ้เข้ากันไม่ได้ ชีวิตแต่งงานก็จะเหนื่อยมาก ผมไม่อยากทำให้ตัวเองเหนื่อย แล้วก็ไม่อยากให้ภรรยาในอนาคตต้องเหนื่อยด้วย อีกอย่างก็ไม่อยากให้แม่ต้องเหนื่อยเหมือนกัน” เสิ่นทิงเหวินกินข้าวต่อไปเงียบ ๆ
มันคือความคิดที่แท้จริงของเขา โดยเฉพาะกับน้องสาวตัวเอง ถึงต่อไปต้องแยกบ้านออกไป แต่ก็ต้องมีกลับมาเยี่ยมบ้านบ่อยครั้ง ถ้าเกิดเข้ากับพี่สะใภ้ไม่ได้ขึ้นมา คนกลางอย่างเขาก็คงจะวางตัวลำบาก
อีกอย่างว่ากันตอนนี้ เสิ่นทิงเหวินรู้สึกว่าถ้าตัวเองแต่งงานแล้ว น้องสาวกับภรรยาทะเลาะกันขึ้นมา เขาก็อดที่จะเข้าข้างน้องสาวไม่ได้อยู่ดี
เสิ่นทิงหงมองไปที่เสิ่นชิงชิงสายตาล้อเลียน แล้วพูดขึ้น “ถ้าพี่ใหญ่คิดแบบนั้นจริงแล้วละก็ พี่สามารถหาได้ใกล้ ๆ พวกเรานี่เอง สาว ๆ ในหมู่บ้านที่เข้ากับแม่ได้ดีก็มีไม่น้อยนะ”
แววตาของเสิ่นชิงชิงเป็นประกาย ถึงจะดูเหมือนว่าเธอกำลังตั้งอกตั้งใจกินข้าว แต่เธอก็ผึ่งหูตั้งใจฟังมานานแล้ว เพื่อฟังว่าเสิ่นทิงเหวินจะตอบว่าอะไร
“ตอนนี้ฉันยังไม่เจอคนที่ชอบเลย” เสิ่นทิงเหวินตอบ
เสิ่นชิงชิง “...”
เรื่องนี้เพียงทำให้เธอรู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง แต่ยังไม่ถึงตัดกำลังใจเธอได้ อย่างน้อยเสิ่นทิงเหวินก็บอกว่ายังไม่เจอคนที่ชอบ แสดงว่าเธอยังมีความหวังอยู่
เสิ่นทิงหงก็หยุดพูดแล้วเหมือนกัน ถ้าให้พูดต่อก็จะกลายเป็นไม่มีมารยาท เรื่องของความรู้สึกต้องให้เจ้าตัวรู้ตัวเองดีกว่า
ตั้งแต่เสิ่นทิงอู่ได้ยินเสิ่นทิงหงเอ่ยถึงเรื่องนี้ก็เอาแต่ก้มหน้าก้มตากินข้าว ไม่กล้าพูดอะไรออกไป กลัวว่าไฟจะลามมาที่ตัวเขาเอง
“พี่รองคะ อร่อยขนาดนั้นเลยเหรอ” เห็นท่าทางเสิ่นทิงอู่ที่ไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาสักที เสิ่นทิงหงเลยถามขึ้นอย่างสงสัย
เห็นเสิ่นทิงอู่เป็นคนตัวใหญ่แบบนี้ จริง ๆ แล้วกลับกินเผ็ดได้ไม่มาก อย่างน้อยในบรรดาครอบครัวของเรา เขาก็อยู่รั้งท้าย อาหารที่เสิ่นทิงหงทำวันนี้ แม้แต่ตัวเองก็ยังรู้สึกว่าเผ็ดไปหน่อย สำหรับเสิ่นทิงอู่เลยยิ่งไม่ต้องพูดถึง
เสิ่นทิงอู่เงยหน้าขึ้นมาพร้อมริมฝีปากที่แดงก่ำ
“อร่อยมากจริง ๆ ฝีมือน้องเล็กยอดเยี่ยมที่สุด แค่เผ็ดไปนิดเดียวเอง…”
“เผ็ดแล้วยังกินเข้าไปเยอะขนาดนั้น…” หลิวเยว่มองไปที่ลูกชายคนรองของตัวเองปราดหนึ่ง แล้วตักน้ำแกงใส่ชามให้เขาอย่างรำคาญ
หลังจากเสิ่นทิงอู่ดื่มลงไปก็พูดขึ้นยิ้ม ๆ ว่า
“มันอร่อยมากจริง ๆ แม้จะเผ็ดไปหน่อยก็ยังอดใจไม่ได้ ยิ่งกินยิ่งอยาก”
เสิ่นทิงหงมองไปทางเยี่ยเสิ่นเหยียน เห็นว่าเขาเอาแต่จ้องไปที่เนื้อกระต่ายชามนั้น ในที่สุดก็อดใจอ่อนไม่ได้ ลุกขึ้นไปหยิบน้ำร้อนมาให้ถ้วยหนึ่ง แล้ววางไว้ตรงหน้าเยี่ยเสิ่นเหยียน พลางพูดไปอย่างขอไปที
“ลองกินสักหน่อยเถอะ แต่ว่ามันเผ็ดหน่อยนะ สภาพคุณตอนนี้ไม่รู้จะทนไหวไหม จุ่มน้ำล้างก่อนแล้วกัน”
บรรยากาศรอบตัวเยี่ยเสิ่นเหยียนเปลี่ยนเป็นอบอุ่นขึ้นมาทันที แววตาที่มองไปยังเสิ่นทิงหงก็เต็มไปด้วยความดีใจ ปีศาจน้อยนี่ก็ใจดีเหมือนกันนะ
เสิ่นทิงหงไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ ถ้าเกิดรู้ขึ้นมาคงไม่เอาน้ำเปล่านี้วางไว้ตรงหน้าเขา แต่จะเทลงบนตัวเขาแทน
เสิ่นต้าเฉียงกับหลิวเยว่ใจสื่อถึงใจ หลังจากมองหน้ากันไปมาก็เข้าใจกันโดยปริยาย ต่างฝ่ายต่างไม่ได้พูดอะไรออกมา
หลังจากกินข้าวกันเสร็จเรียบร้อย เสิ่นทิงหงก็หยิบไข่ไก่ออกมาให้เสิ่นชิงชิงเอากลับบ้าน แต่พูดยังไงเสิ่นชิงชิงก็ไม่กล้ารับไว้ สุดท้ายเสิ่นทิงหงเลยจับยัดใส่แขนให้อีกฝ่ายอุ้มไว้ แล้วดันให้ออกไปในคราวเดียว
ปัง!
เสียงปิดประตูดังขึ้น
เสิ่นชิงชิงที่อยู่นอกประตู “...”
คนในลานบ้าน “...”
“รีบกลับไปเถอะ ยังไงไข่ไก่นี่พวกเราก็ช่วยกันเก็บมา เธอเอากลับไปเถอะน่า”
พูดจบก็ไม่สนว่าเสิ่นชิงชิงที่อยู่ด้านนอกจะพูดอะไร เสิ่นทิงหงเลิกสนใจอีกฝ่าย เรื่องยื้อยุดพรรค์นี้เธอทำไม่เป็น แล้วก็ไม่อยากเรียนรู้ด้วย เธอบอกว่าจะให้ก็ให้ด้วยใจจริง ธรรมเนียมเกรงใจพวกนั้นน่ารำคาญจะตายชัก
หันกลับมาก็เจอเข้ากับเยี่ยเสิ่นเหยียนที่มองดูอยู่ เสิ่นทิงหงใกล้จะระเบิดแล้ว พี่ชายตัวโตท่านนี้ไม่มีอะไรจะทำหรือไง มัวแต่จ้องเธออยู่ได้!
หลังจากล้างหน้าบ้วนปากอย่างรวดเร็ว เสิ่นทิงหงก็ตรงกลับเข้าห้องตัวเองทันที
ในห้วงมิติยังมีแพะที่เธอเลี้ยงเอาไว้ ตอนนี้พวกมันก็โตขึ้นพอสมควรแล้ว เสิ่นทิงหงรู้สึกกังวลเล็กน้อย เธอคำนวณไว้แล้วว่าต่อให้เป็นแพะก็ยังสามารถทำเป็นว่าเอาลงมาจากเขาได้ แต่หมูกับวัวนั้นไม่ได้แน่นอน
เสิ่นทิงหงถอนหายใจ ต้องเก็บความลับไว้คนเดียวมันทรมานจริง ๆ แต่ความลับนี้ก็เปิดเผยออกไปไม่ได้ คงได้แต่คิดหาวิธีฆ่ามันหลังจากพวกมันโตขึ้น แล้วเก็บเอาไว้ในห้วงมิติเพื่อรักษาความสดใหม่ รอจังหวะเอาของมาหรือไม่ก็ขายออกไป
คิดมาถึงตรงนี้ เสิ่นทิงหงก็เข้าไปในห้วงมิติแล้วจับเป็ดจับไก่เชือดไปสองสามตัว แล้ววางแผนไว้ว่าจะเอาไปขายที่ตัวตำบลพรุ่งนี้
ถึงแม้ของพวกนี้จะได้มาแบบเปิดเผยไม่ได้ แต่คงได้แต่ทนไว้ เธอยังวางแผนเอาไว้ว่าจะหาเวลาเหมาะ ๆ เล่าเรื่องที่ตัวเองทำการซื้อขายออกไป อย่างน้อยต่อไปเวลาซื้อหาอะไรกลับมา หรือหยิบอะไรมาได้ จะคอยมีคนช่วยเธอปกปิด
มันทรมานจริง ๆ นะที่มีเงินมีทองเป็นภูเขาเลากาให้ใช้ แต่ทำได้แค่มองมันเท่านั้น