ตอนที่ 20
จางิ่
ทางด้านไป๋เหอเมื่อขี่ม้าออกมาจากป่า เขาใช้เวลาถึง 2 วันเต็มในการเดินทาง หากสามารถบินได้หรือมีกระบี่บินนำพาจะใช้เวลาไม่นานแต่กระบี่อยู่กับซวงเอ๋อร์เขาจึงต้องเดินทางด้วยม้า
“ในที่สุดข้าก็ออกมาได้เสียทีไม่รู้ว่าป่านนี้ซวงเอ๋อร์จะเป็อย่างไรบ้าง”เขายังคงคิดถึงเด็กสาวที่เรียกเขาว่าพี่ชายไม่รู้ว่าป่านนี้นางยังรอเขาอยู่ไหมหรือว่าเดินทางไปที่อื่นแล้วหวังว่าจะปลอดภัยไม่มีใครทำอะไรนางได้เขาขอให้เป็เช่นนั้น
ชายหนุ่มเก็บม้าเข้าแหวนและเดินทางเข้าหมู่บ้านเพื่อจะไปตามหาน้องสาว ในระหว่างทางเข้าประตูเขาก็เหลือบไปเห็นคนที่เขาคุ้นเคยกำลังนอนพิงต้นไม้ขนาดใหญ่อยู่บริเวณข้างๆ ทางเข้าพอดีเป็ใครไม่ได้เลยนอกจากเด็กสาวที่เขาตามหาชายหนุ่มรีบปรี่เดินเข้าไปด้วยความดีใจ
ซวงเอ๋อร์นางไม่ได้นอนเพราะมัวแต่รอดูไป๋เหอ ทำให้เวลากลางวันของอีกวันได้เผลองีบหลับไปโดยไม่รู้ตัว พลันร่างกายก็สะดุ้งตื่นเมื่อรู้ตนเองเผลอหลับไปกลัวว่าพี่ชายจะตามหาไม่เจอ ดวงตานางยังคงสะลึมสะลือพร่ามัวแต่เมื่อขยี้ตารัว ๆเด็กสาวก็มีรอยยิ้มที่ปากนางรีบลุกขึ้นวิ่งไปหาชายที่กำลังเดินเข้ามา
“พี่ไป๋เหอ” นางร้องเรียกชายหนุ่มโผเข้ากอดด้วยความดีใจพลางร้องไห้ออกมา
“เป็อย่างไรบ้างซวงเอ๋อร์เหตุใดมาหลับอยู่ตรงนี้ได้” ชายหนุ่มถามด้วยความเป็ห่วงลูบหัวนางไปมาด้วยความเป็ห่วงในที่สุดเขาก็มีชีวิตรอดกลับมาหานางจนได้
เด็กสาวร้องไห้ออกมาด้วยความดีใจที่เห็นว่าพี่ชายไม่เป็อะไรนางเฝ้าภาวนาขอให้พี่ชายปลอดภัยในที่สุดเขาก็กลับมาหานางแล้ว “ข้าดีใจมากที่พี่ไป๋เหอปลอดภัยท่านรู้ไหมว่าข้าเป็ห่วงท่านมากข้าเฝ้ารอท่านออกจากป่าไม่ไปไหนเลย”นางสะอื้นไห้มองพี่ชายด้วยความเป็ห่วงตอนนี้เขาเป็ที่พึ่งเดียวของนางหากจะต้องเสียเขาไปชีวิตนางก็ไม่รู้จะไปทิศทางไหน
พอได้รู้ความทุกข์ยากของนางชายหนุ่มก็รู้สึกเป็ทุกข์นักมองเด็กสาวตรงหน้าด้วยความเ็ป อุตส่าห์พานางมาอยู่ด้วยแท้ ๆกลับจะดูแลนางไม่ดี “ข้าทำให้เ้าลำบากแล้ว ขอโทษนะ” น้ำเสียงมีความเศร้าใช้มือซับน้ำตานางอย่างแ่เบา
ซวงเอ๋อร์มองหน้าพี่ชายสั่นหัวไปมาเหมือน้าจะบอกว่าไม่ให้กล่าวโทษตนเอง นางมีชีวิตอยู่ได้ก็เป็เพราะเขา “ข้าไม่ได้กล่าวโทษพี่ชายและก็ไม่ได้ลำบากเลยเต็มใจที่จะรอพี่ตอนนี้ข้ามีความสุขนักที่ท่านไม่เป็อะไรข้าเฝ้าเป็ห่วงท่านกลัวว่าท่านจะไม่ออกมาหาข้าแล้ว”
“เด็กน้อยข้าต้องกลับออกมาหาเ้าสิ ข้ารู้ว่าเ้าจะไม่ทิ้งพี่ไปไหนจะต้องรอพี่แน่ๆ และก็เป็จริงอย่างที่พี่คิด” ต้องขอบคุณผู้าุโท่านนั้นที่ได้ยื่นมือเข้าช่วยเหลือหากไม่ได้ท่านช่วย เขาก็คงจะไม่ได้ออกมาจากป่าและคงรู้สึกผิดต่อซวงเอ๋อร์ที่ดูแลนางไม่ดี
จู่ ๆท้องของซวงเอ๋อร์ก็เกิดร้องเสียงดังในขณะที่พวกเขากำลังเศร้าจากนั้นก็พากันหัวเราะ
“ข้าขอโทษพอดีข้ายังไม่ได้กินอะไรเลยหลังจากออกมาจากป่า” ซวงเอ๋อร์กล่าวด้วยน้ำเสียงแ่เบา
“อะไรนะเ้ายังไม่ได้กินอะไรเลยเหรอ นี่เ้าทนอยู่ได้อย่างไรเราเข้าไปในหมู่บ้านกันเถอะข้าจะพาเ้าไปกินของอร่อย”
ชายหนุ่มพาน้องสาวเดินเข้าไปด้านในพอผ่านประตูเข้ามาก็ได้พบกับชาย3 คนวิ่งมาต้อนรับซึ่งไป๋เหอคิดว่าตนเองไม่รู้จักชายพวกนี้ทำให้เขาระแวดระวังตนเอง
“นายท่านทั้งสองมีอะไรให้พวกข้ารับใช้บอกข้ามาเถิดข้าจะรีบทำให้ทันที”
ไป๋เหอไม่รู้จักคนตรงหน้าเขามีสีหน้างุนงงแต่เมื่อเห็นว่าซวงเอ๋อร์สะกิดชายหนุ่มคิดว่าหญิงสาวน่าจะรู้จักพวกเขา
“ข้าอยากกินอาหารพร้อมกับพี่ชายของข้า”ซวงเอ๋อร์กล่าวขึ้นมามองชาย 3 คนด้วยแววตาเฉยชา พวกเขาเ่าั้เข้ามาตีสนิทกับนางขณะที่นางกำลังรอพี่ พวกเขาเอาอาหารและน้ำมาให้นางแต่ด้วยความกังวลที่มีมากล้นทำให้นางไม่อยากอาหาร่ที่รอและคิดว่าชายทั้ง3 คงจะไม่คิดร้ายกับพวกตนเป็แน่ด้วยเกรงกลัวกระบี่ในมือ
“โอ้นี่เป็พี่ชายที่เ้าบอกว่าจะรอเขาใช่หรือไม่ ข้ายินดีนักที่ได้พบสหายอย่างท่าน เชิญตามข้ามาเลยเดี๋ยวข้าจะพาพวกท่านไปกินอาหารอร่อยขึ้นชื่อในหมู่บ้าน”ชายที่เป็หัวหน้ากล่าวขึ้นด้วยสีหน้ายิ้มแย้มดูเป็มิตรเขาจ้องมองเด็กหนุ่มที่ควงคู่มากับเด็กสาวและคิดว่าชายผู้นี้น่าจะอายุน้อยกว่าเขาอยู่หลายปีเพราะน่ายังละอ่อนอยู่นักซึ่งแตกต่างจากเขาที่อยู่ในป่าในเขาโดนแดดประจำทำให้ดูแตกต่างกันมากแม้เขาอายุพึ่งจะ21
หมู่บ้านที่ไป๋เหอเข้ามาชื่อว่าหมู่บ้านพฤกษาตั้งอยู่ใต้หุบเขาวังเซียนกู่ที่นี่มีชาวบ้านอาศัยอยู่ร้อยยี่สิบครัวเรือนเป็หมู่บ้านขนาดเล็กใต้หุบเขา ล่าสัตว์เก็บสมุนไพรคืออาชีพของพวกเขาแล้วเอาของไปขายในหมู่บ้านถัดไปอยู่ราว 50 ลี้
เมื่อเดินไปได้สักพักก็ได้เจอกับโรงเตี๊ยมเล็กๆ และดูเหมือนว่าจะมีแค่แห่งเดียวในหมู่บ้านนี้มันมีขนาดไม่ใหญ่นัก มีห้องไว้สำหรับแขกพักแค่ 5 ห้อง ไว้ให้คนนอกท้องถิ่นที่เข้ามายังหมู่บ้านแห่งนี้ได้พัก แต่ส่วนมากไม่ค่อยมีใครจะมาพักด้วยที่ว่าเดินทางไปอีก50 ลี้ก็เจอหมู่บ้านขนาดใหญ่มีมากกว่า 500 หลังคาเรือนอาศัยอยู่ที่นั่นเจริญมากมีผู้คนเดินพลุกพล่านซึ่งต่างกันกับที่นี่มากนัก นาน ๆ จะมีแขกสัญจรไปมาแทบจะนับครั้งได้
“เชิญนายท่านทั้งสองอาหารมื้อนี้ข้าเลี้ยงเอง”
ชายที่เป็หัวหน้ากล่าวขึ้นเขามองชายที่พึ่งเข้ามาในหมู่บ้านและเห็นว่าพลังตบะชายผู้นี้อยู่ชั้นก่อเกิดขั้นที่9 ซึ่งสูงกว่าเขาแล้วยังเดินทางออกมาจากป่าอย่างปลอดภัยโดยที่ร่างกายไม่ได้รับาเ็ตรงไหนซึ่งผิดกับคำกล่าวทีแรกของน้องสาวบอกว่าให้คนไปช่วยบอกเจองูั์แต่พอออกมาจากป่ากลับไม่พบาแของการต่อสู้ เขาก็คาดเดาว่าชายตรงหน้านี้ย่อมมีของดีเป็ยอดฝีมือแน่ขนาดน้องสาวยังมีของดีติดตัว เขาคิดว่าต้องทำความรู้จักไว้จะยิ่งดีในอนาคต
“ว่าแต่เ้าชื่ออะไรเหตุใดถึงดีกับพวกเราเพียงนี้”ไป๋เหอเอ่ยขึ้นเมื่อได้รับการต้อนรับจากคนแปลกหน้าที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อนดูต้อนรับเขาอย่างดีจนนึกแปลกใจ
“ข้ามีนามว่าจางิ่เป็บุตรชายของรองหัวหน้าหมู่บ้านที่ดูแลที่นี่ ข้านั้นเลื่อมใสในฝีมือของท่านจึงอยากทำความรู้จักไว้” เขากล่าวอย่างตรงไปตรงมา
ไป๋เหอมองหน้าซวงเอ๋อร์เหมือน้าให้นางยืนยันว่าชายผู้นี้น่าคบหาเป็มิตรได้ และก็เห็นว่านางพยักหน้าดูเหมือนว่าซวงเอ๋อร์คงตรวจสอบมาแล้วว่าไม่มีพิษมีภัยที่จะคบหา เขาจึงหันไปหาชายที่แนะนำตนเอง
“ข้าชื่อว่าไป๋เหอเป็พี่ชายของนางหากท่านอยากคบข้าเป็สหายข้าก็ไม่ปฏิเสธคิดเสียว่ามีมิตรดีกว่ามีศัตรู” ไป๋เหอกล่าวเสียงเรียบยิ้มน้อย ๆมองคนตรงหน้าอย่างวิเคราะห์
“ขอบคุณท่านมากที่รับข้าเป็สหาย ต่อไปท่านมีอะไรก็สามารถมาพูดคุยกับข้าได้ทุกเมื่อหากพวกท่านยังอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้” จางิ่กล่าวด้วยความยินดีหากแต่คนผู้นี้ยอมเป็สหายของเขานั่นนับว่าเป็ความโชคดีของเขาอย่างยิ่ง หากได้ยอดฝีมือมาเป็พวกอนาคตเบื้องหน้าหากเขาคิดอยากเป็ผู้นำหมู่บ้านย่อมจะเป็เื่ง่าย
“ข้าขอบคุณท่านมากว่าแต่ที่หมู่บ้านนี้ห่างกับสำนักเมฆา์มากน้อยเพียงใด” ไป๋เหอเริ่มสนทนาถาม เขาจำทิศทางไม่ได้แล้วว่าสำนักเมฆา์ไปทางไหนหากได้เอ่ยถามตลอดทางก็คงไม่หลงแน่
“เอ๊ะท่านรู้จักสำนักเมฆา์ด้วยเหรอ” จางิ่มีสีหน้าแปลกใจเมื่อได้ยินเช่นนั้นและคำถามชายตรงหน้าเขาพอจะคาดเดาได้ว่าพวกเขากำลังจะไปที่ใด
“ใช่ข้ารู้จักว่าแต่มันอยู่ไกลไหม”ไป๋เหอกล่าวถามขึ้นอีกครั้งแม้จะสงสัยว่าชายตรงหน้าจะทำหน้าแปลกใจทำไม ได้ข่าวว่าสำนักเมฆา์มีชื่อเสียงนักเกือบทุกคนจะต้องรู้จักธรรมดาเขาคิดว่าไม่น่าจะทำหน้าแปลกใจขนาดนั้น
“จากที่นี่ไปถึงสำนักเมฆา์น่าจะเดินทางร่วมเดือนได้หากใช้พาหะที่สามารถโบยบินได้ว่าแต่เ้าจะไปทำไมกัน ส่วนใช้ม้าก็เกือบจะสองเดือน แต่ถ้าบินอย่างไม่หยุดพักเลยก็ใช้เวลาเพียงแค่15 วันก็ถึง”
“ข้าจะไปเรียนอยู่ที่โน่น” ชายหนุ่มเอ่ยตอบและเป็กังวลมันใช้เวลานานเหลือเกินกว่าจะถึงแค่จากบ้านมาที่นี่ก็ร่วมเดือนแล้วและเดินต่อไปอีกก็นับว่าหลายเดือนกว่าจะถึง
“เ้าพูดจริงๆ เหรอ ข้าก็อยากจะไปเหมือนกันแต่ว่าใบเทียบเชิญที่เราได้รับในหมู่บ้านมีแค่ 1ใบต้องรอให้ท่านหัวหน้าเลือกว่าใครจะได้ไป”
พอพูดถึงตรงนี้แล้วจางิ่ก็มีใบหน้าเศร้าเขาได้ขอร้องให้ท่านพ่อช่วยพูดกับลุงที่เป็หัวหน้าให้เขาได้รับเลือกเพื่อไปศึกษา แต่ดูเหมือนว่าบิดาของเขากลับกลุ้มใจเพราะมันก็มีแค่ใบเดียวต้องรอดูท่าทีของท่านลุง บิดาบอกว่าหากเขาทำตัวดีดีท่านลุงอาจจะให้โอกาสได้ไปนั่นมันเป็โอกาสยากเหลือเกินเพราะที่ผ่านมานั้นเขาทำตัวเกเรมาตลอด
“ถ้าเป็เช่นนั้นก็ดี หากเดินทางไปด้วยกันคงจะดีที่มีสหายเดินร่วมทาง” ไป๋เหอมีสีหน้าดีใจหากแต่จะมีสหายร่วมไปด้วยเวลาได้เจอความอันตรายอย่างน้อยก็ยังมีคนคอยสู้แต่เมื่อมองไปทางด้านจางิ่ใบหน้าของเขากลับดูเศร้าลง ไป๋เหอเห็นเช่นนั้นก็เข้าใจได้ทันที่ว่าชายตรงหน้าอยากเป็ตัวเลือกที่ได้เข้าไปเรียน
“ข้าอยากไปแต่ก็ขึ้นอยู่กับท่านหัวหน้า” น้ำเสียงจางิ่เอ่ยอย่างแ่เบาทอดถอนหายใจอย่างคนกลัดกลุ้ม
ปลดล๊อกอ่านฟรีวันละ 1 ตอนหากใจดีอาจจะได้ 2 ตอนต่อวัน
มีการติดเหรียญอ่านล่วงหน้าเผื่อใครไม่อยากเสียเวลามารออ่านฟรีที่ค่อนข้างจะเสียเวลาก็สามารถสนับสนุนนักเขียนโดยการซื้อได้นะครับ
ขอบพระคุณครับ หากผิดพลาดประการใดผมต้องขอโทษทุกคนด้วย