“ข้าเดาไว้ไม่ผิดจริงๆ ว่าต้องมีคนวางแผนให้พวกท่านป่วยพร้อมกัน” ซ่งจินเยว่ได้ฟังพ่อบ้านมาก็พูดขึ้น “ดีที่พี่สะใภ้คิดแผนย้ายพี่รองเข้ามาอยู่ในจวน ไม่เช่นนั้นฉินซีหลางคงไม่ตกหลุมพรางจนเผยตัวออกมาเช่นนี้”
“เจ้านั่นมันก็ยังโง่เหมือนเดิม ถึงกับกล้าส่งคนมาท้าพนัน ทั้งๆ ที่เรื่องที่ข้ากับเจ้ารองป่วยมีไม่กี่คนที่รู้ แค่นี้เราก็รู้แล้วไม่ใช่หรือว่าที่ข้ากับเจ้ารองป่วยต้องเป็นฝีมือของเขา” ซ่งอี้เซวียนพูดพร้อมกับนั่งกินขาหมูกับหมั่นโถวอย่างสบายใจ
“ในเมื่อเขาเสนอเงินมาวางให้เรา เช่นนั้นเราก็รับคำท้าพนันไป แล้วก็ส่งคนไปลงพนันที่บ่อนเรียกเงินมาด้วยอีกก้อนหนึ่งก็น่าจะดี” ฟู่ซีซวนเสนอ
“เรื่องนี้ข้าก็คิดไว้แล้วเจ้าค่ะ มีคนมาเสนอเงินให้ถึงที่จะไม่รับได้ยังไง” จูจื้อโหยวยิ้ม
หลังจากสี่พี่น้องรับคำท้าพนันกับฉินซีหลาง ทั่วทั้งเมืองหลวงก็หันมาสนใจจวนอ๋องฉีมากขึ้น บ่อนการพนันน้อยใหญ่ก็เปิดรับพนันเรื่องอันดับการสอบของซ่งอี้เซวียนและฟู่ซีซวนกันถ้วนหน้า ซึ่งจวนอ๋องฉีก็ไม่ทำให้คนผิดหวัง เมื่อมีคนตั้งใจมาสืบอาการป่วยของเจ้านาย บ่าวรับใช้ทุกคนที่ถูกซักถามก็แสร้งพลั้งปากพูดเรื่องที่เจ้านายทั้งสองป่วยออกไป
ผู้คนส่วนใหญ่จึงลงพนันว่าซ่งอี้เซวียนและฟู่ซีซวนต้องพลาดอันดับหนึ่งแน่นอน แต่สี่พี่น้องจากจวนอ๋องกลับยังมั่นใจที่จะลงเดิมพันว่าตนเองจะสอบได้อันดับหนึ่ง แต่น่าเสียดายที่นักพนันทั้งหลาย รวมถึงฉินซีหลางไม่ได้เชื่อเช่นนั้น พวกเขาคิดว่าที่จวนอ๋องฉียังกล้าเดิมพันว่าตนเองจะคว้าอันดับหนึ่งในการสอบมาครองได้ก็เพราะกลัวว่าจวนของตนเองจะเสียหน้าเท่านั้น สรุปก็คือผู้คนส่วนใหญ่ยังเลือกที่จะลงเดิมพันว่าฟู่ซีซวนและซ่งอี้เซวียนคงไม่สามารถคว้าอันดับหนึ่งมาครองได้อย่างแน่นอน
หลี่หยางกับฟู่วั่งเสียนที่สังเกตการณ์อยู่ภายนอกกลับไม่คิดเหมือนคนส่วนใหญ่ พวกเขาตัดสินใจลงเดิมพันฝั่งสองคุณชายจากจวนอ๋องฉีอย่างไม่ต้องคิดให้ปวดหัว
ส่วนหลี่ซุยที่เชื่อมั่นในความสามารถของคุณชายทั้งสองของจวนอ๋องอยู่แล้ว และยิ่งรู้ว่าบ่อนการพนันของฉินซีหลางที่เพิ่งยึดจากตนเองไปก็เปิดโต๊ะรับพนันเรื่องนี้ด้วย หลี่ซุยที่แค้นเคืองฉินซีหลางอยู่แล้วก็เอาเงินทั้งหมดที่มีในบ้านไปรวมกับลูกชายและหลานชายเพื่อเดิมพันในครั้งนี้ด้วย
หลี่ซุยคิดว่าหากเขาแพ้พนันคราวนี้ก็ไม่เป็นไร เพราะลูกชายบุญธรรมหาเงินเก่งเพียงนี้ วันหน้าพวกเขาก็จะกลับมาร่ำรวยได้เหมือนเดิม แต่ในทางกลับกัน หากเขาชนะพนัน ฉินซีหลางก็จะต้องเสียเงินจนแทบจะหมดตัวแน่นอน และตัวเขาเองก็จะเรียกเงินกลับมาได้อีกมหาศาล แค่คิดหลี่ซุยก็เตรียมสมน้ำหน้าฉินซีหลางไว้ในใจแล้ว
เช้าวันสอบบรรยากาศในเมืองหลวงต่างก็คึกคักกันเป็นพิเศษ โดยเฉพาะบริเวณหน้าสนามสอบ มีผู้คนมายืนดูสถานการณ์กันมากมาย บ่อนการพนันต่างๆ ก็ส่งลูกจ้างในร้านมาคอยสังเกตการณ์เช่นกัน เหตุผลที่ทั้งหมดมารวมตัวกันเพราะอยากมาดูให้แน่ใจว่าสภาพความพร้อมทางร่างกายของฟู่ซีซวนและซ่งอี้เซวียนพร้อมสำหรับการสอบครั้งนี้หรือไม่
รถม้าของจวนอ๋องฉีมาจอดที่หน้าสนามสอบแต่เช้า เป็นเพราะการสอบครั้งนี้ต้องใช้เวลาถึงสามวัน จูจื้อโหยวจึงเตรียมข้าวของให้สามีและพี่ชายไม่น้อย อีกอย่างการสอบคราวนี้ทั้งสองคนต้องแยกกันสอบ เพราะฟู่ซีซวนเข้าสอบสายบุ๋นที่เน้นการเขียนเรียงความตามหัวข้อที่ฝ่าบาทเป็นผู้ออกข้อสอบเอง ส่วนซ่งอี้เซวียนเข้าสอบสายบู๊ โดยจะเน้นการสอบตำราพิชัยสงคราม ยิงธนู ขี่ม้าพุ่งหอก และการต่อสู้ด้วยมือเปล่า ดังนั้นนอกจากอาหาร เครื่องดื่ม ชุดเครื่องเขียน และเสื้อกันหนาวแล้ว ดังนั้นจูจื้อโหยวยังได้เตรียมยาแก้ปวดและยาแก้ฟกช้ำ รวมถึงชุดอุปกรณ์ทำแผลให้กับซ่งอี้เซวียนติดตัวไปด้วย
ผู้คนที่เห็นว่ารถม้าของจวนอ๋องฉีขนสัมภาระมามากมายก็ยิ่งมั่นใจว่าอาการป่วยของฟู่ซีซวนและซ่งอี้เซวียนคงหนักหนาจริงๆ อีกทั้งชายหนุ่มทั้งสองยังสวมผ้าปิดจมูกปิดบังใบหน้าไว้อีก ดังนั้นก่อนที่โต๊ะพนันจะปิดรับ เกือบจะทั้งหมดที่หน้าสนามสอบก็ได้สลายตัวและรีบไปลงเดิมพันเพิ่มทันที
“พวกเจ้าทำใจให้สบาย ไม่ต้องกังวลกับการสอบมากเกินไป คิดเสียว่าพวกเจ้าเปลี่ยนสถานที่อ่านหนังสือก็แล้วกัน อีกสามวัน พ่อกับน้องๆ จะมารอรับพวกเจ้า” อ๋องฉีบอกกับบุตรชาย
“ข้าจะตั้งใจทำข้อสอบให้เต็มที่ขอรับ” ซ่งอี้เซวียนรับคำ
“ข้าจะไม่ทำให้พ่อบุญธรรมผิดหวังแน่นอนขอรับ” ฟู่ซีซวนรับคำเช่นกัน
“ช่างมั่นใจเหลือเกิน” ฉินซีหลางเดินยิ้มมาแต่ไกล “ไม่รู้ว่าอีกสามวันข้างหน้ายังจะมั่นใจเช่นนี้หรือเปล่า”
อ๋องฉีเห็นฉินซีหลางเดินเข้ามาหาเรื่องบุตรชาย เขาจึงเดินไปขึ้นรถม้าที่จอดอยู่ไม่ไกล เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เด็กหนุ่มพวกนั้นต้องจัดการกันเอง หากเขายังยืนอยู่ ผู้คนต้องคิดว่าเขาเป็นผู้ใหญ่รังแกเด็กอย่างเลี่ยงไม่ได้
“เจ้ายังมีเวลามายืนเสนอหน้าอยู่ตรงนี้อีกหรือฉินซีหลาง ไม่เอาเวลาช่วงนี้ไปเตรียมเงินหนึ่งแสนตำลึงไว้เล่า พอถึงเวลาจะมาร้องไห้ว่าไม่มีเงินจ่ายไม่ได้นะ” ซ่งอี้เซวียนพูดขึ้น แต่เพราะเขาสวมผ้าปิดจมูกไว้ เสียงที่พูดออกมาจึงค่อนข้างเบา
ฟู่ซีซวนเห็นสีหน้ากระหยิ่มของฉินซีหลางก็แกล้งไอขึ้นมา ก่อนจะหันไปพูดกับจูจื้อโหยวและซ่งจินเยว่ “โหยวเอ๋อ เยว่เอ๋อ พวกเจ้าก็กลับจวนกันไปได้แล้ว อากาศมันเย็นมาก เดี๋ยวพวกเจ้าจะไม่สบายเอา”
ฉินซีหลางยิ้มกว้างขึ้นมาทันที “นี่คือคนที่เดิมพันว่าตัวเองจะสอบได้จอหงวนอันดับหนึ่งหรือ อีกคนก็เสียงเบาอย่างกับเสียงยุงบิน ส่วนอีกคนก็ไอจนปอดจะพังแล้ว สภาพพวกเจ้าแย่เพียงนี้ กลับไปนอนพักที่บ้านดีกว่าไหม ส่วนเรื่องเงินก็ไม่ต้องเป็นห่วง ข้าให้เวลาพวกเจ้าเตรียมไว้ก่อนก็ได้ อีกสามวันข้าค่อยส่งคนไปรับ”
“เงินแค่หนึ่งแสนตำลึงสำหรับจวนอ๋องของเราไม่นับเป็นอะไร แต่สำหรับตระกูลฉินที่เหลือแต่เปลือกอย่างเจ้านั้นไม่แน่ ช่วงเวลาสามวันที่ข้ากับเจ้ารองอยู่ในสนามสอบ เจ้าลองกลับไปคำนวณดูว่าเจ้าจะหาเงินที่ไหนมาจ่ายให้กับคนชนะพนันจะดีกว่าไหม ข้าได้ยินมาว่ายอดพนันครั้งนี้สูงลิ่วเลยนี่” ซ่งอี้เซวียนพูดอย่างอารมณ์ดี
“ขอบคุณซื่อจื่อที่เป็นห่วง หวังว่าอีกสามวันข้างหน้า เจ้ายังจะจำคำพูดของวันนี้ได้ คนที่มีแต่เปลือกอย่างข้าจะเอาเงินจากเจ้าไปใช้ให้หนำใจ” ฉินซีหลางกัดฟันพูดด้วยความโกรธ
“พี่ใหญ่” ฉินซีหลินที่ตามพี่ชายมาด้วยก็รีบเข้าไปดึงมือห้าม นางกลัวว่าพี่ชายกับซื่อจื่อจะทะเลาะกัน หากทั้งสองคนมีเรื่องกันแล้วนางยังจะมีหวังแต่งเข้าจวนอ๋องได้อีกหรือ “ซื่อจื่อโปรดอภัยด้วยเจ้าค่ะ วันนี้พี่ใหญ่ตั้งใจมาอวยพรท่านด้วยใจจริง เพียงแต่ก่อนหน้านี้มีคนมายั่วโมโหเขา พี่ใหญ่จึงยังปรับอารมณ์ไม่ทัน คำพูดของเขาจึงออกจะเป็นอารมณ์อยู่บ้าง”
ซ่งอี้เซวียนเห็นฉินซีหลินเดินเข้ามาใกล้ก็เบี่ยงตัวหลบด้วยท่าทางรังเกียจ ทำให้ฉินซีหลินหน้าซีดไปเล็กน้อย
“ซื่อจื่อเจ้าคะ” ฉินซีหลินทำสีหน้าน้อยใจ ก่อนจะควักถุงหอมออกมา “ถุงหอมใบนี้ข้าตั้งใจปักเองกับมือ ทั้งยังเตรียมสมุนไพรด้วยตัวเอง สมุนไพรที่อยู่ในนี้มีสรรพคุณทำให้สมองปลอดโปร่ง เมื่ออยู่ในห้องสอบ ท่านจะได้ทำข้อสอบได้อย่างสบายใจเจ้าค่ะ”
เสียงผู้คนภายนอกเริ่มกระซิบกันทันที พวกเขาต่างก็เข้าใจว่าซ่งอี้เซวียนกับฉินซีหลินต้องมีใจให้กันแน่นอน ไม่เช่นนั้นแม่นางน้อยท่านนี้จะทำถุงหอมให้อีกฝ่ายทำไม เพราะถุงหอมจัดเป็นของใช้ส่วนตัว ทั้งของสิ่งนี้ยังมอบให้ได้แค่คนรักกับคนในครอบครัวเท่านั้น
ซ่งอี้เซวียนขมวดคิ้วไม่พอใจ “เจ้าตั้งใจทำถุงหอมอัปลักษณ์เช่นนี้ให้ใครกัน ฝีเข็มก็ไม่เรียบร้อย ลายปักก็ดูไม่งาม ไม่ต่างจากฝีมือของเด็กห้าขวบ ใครได้รับถุงหอมใบนี้คงได้อายกันบ้างล่ะ”
“ข้า...ข้าตั้งใจทำมาให้ท่านเจ้าค่ะ” ฉินซีหลินเริ่มอับอายขึ้นมาบ้างแล้ว เพราะไม่คิดว่าซ่งอี้เซวียนจะวิจารณ์ผลงานของนางให้ได้อายขนาดนี้
“สมแล้วที่เจ้ากับฉินซีหลางเกิดมาเป็นพี่น้องกัน เพราะนิสัยชอบทึกทักไปเองของพวกเจ้าช่างเหมือนกันจริงๆ ข้ากับเจ้าไม่ได้คุ้นเคยจนถึงขั้นที่จะรับของจากกันได้” ซ่งอี้เซวียนหันหลังเดินเข้าสนามสอบไปก่อน หากเขายังยืนอยู่ ไม่แน่ว่าเขาอาจจะหลุดปากตำหนิผู้หญิงหน้าด้านคนนี้ไปมากกว่านี้แน่
“เดี๋ยวสิเจ้าคะซื่อจื่อ” ฉินซีหลินร้องเรียก
“ข้าเข้าสนามสอบก่อนนะโหยวเอ๋อ อีกสามวันข้างหน้ามารับข้าด้วยนะ” ฟู่ซีซวนรีบเดินตามพี่ชายเข้าสนามสอบไป เขาไม่ลืมที่จะหันมาถลึงตาใส่ฉินซีหลินครั้งหนึ่ง เพราะหากนางไม่มาวุ่นวายกับพี่ชายจนทำให้พี่ชายอารมณ์เสีย ตอนนี้เขาก็ยังจะได้ยืนคุยกับภรรยาของเขาต่ออีกสักพัก
จูจื้อโหยวกับซ่งจินเยว่ก็ไม่อยากสนใจสองพี่น้องตระกูลฉินต่อแล้ว ทั้งสองจึงเดินไปขึ้นรถม้าเพื่อกลับจวนทันที