
2310ล่าสมบัติจักรพรรดิสุดขอบโลก
(1 ) . . . หนีา
วันอังคาร ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 5 ปีกุน หรือตรงกับวันที่7 เมษายน ปี พ.ศ. 2310 ราชธานีกรุงศรีอยุธยา ได้ถูกกองทัพพม่าเข้ายึดครอง นับเป็การเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่2 ผู้คนถูกจับไปเป็เฉลยั้แ่ไพร่ยันเ้าบ้านเมืองไร้การควบคุม เกิดการลักขโมยปล้นสะดมทรัพย์สินอันมีค่าต้องละทิ้งถิ่นฐานบ้านเรือนเพื่อรักษาชีวิตเอาไว้ เมื่อไร้ซึ่งศูนย์กลางการปกครองหัวเมืองที่อยู่ห่างออกไปก็ตั้งตนเป็ใหญ่ในเขตอิทธิพลของตนเองเกิดเป็ชุมนุมต่างๆมากมาย รวมทั้งผู้คนที่หลบหนีออกจากกรุงศรีอยุธยา ก็รวมตัวกันเป็ชุมนุมเล็ก-ใหญ่เป็อิสระไม่ขึ้นกับใครเช่นกัน . .
สิบเจ็ดปี ก่อนเสียกรุง . . .
นายเรือบูณและนางวันเป็ผัวเมียพ่อค้าวาณิชที่มีกิจการเดินเรือสำเภาของตัวเองค้าขายติดต่อกับชาวจีนมาเป็เวลานานนับสิบปี มีเรือสำเภา 5 ลำข้าทาสบริวารทั้งชาวไทย มอญ จีน ร่วม 200 คน นายเรือบูณมักจะเดินทางไปมาค้าขายกับเมืองจีนเป็เวลานานหลายเดือนกว่าจะได้กลับบ้านปล่อยให้นางวันคอยดูแลกิจการอยู่ที่บ้าน ซึ่งตั้งอยู่นอกเกาะทางด้านทิศใต้ของกรุงศรีอยุธยาทั้งคู่มีลูกด้วยกันเป็ชายสองคน และมีเสียงลือกันในชาวบ้านแถบนั้นว่าลูกชายคนโตนั้นไม่ใช่ลูกแท้ๆของทั้งคู่เป็เด็กที่ขอมาเลี้ยง เพราะนางวันมีลูกยาก ว่ากันว่าเป็ลูกของนายเรือชาวจีนที่แล่นเรือเข้ามาค้าขายกับทางกรุงศรีอยุธยาและต่อมาจึงคบหาเป็เพื่อนรักกับนายเรือบูณด้วยภายหลังนายเรือชาวจีนนั้นก็ถูกฆ่าตาย ซึ่งเื่จริงก็ไม่มีใครู้ นายเรือบูณและนางวันเลี้ยงดูเด็กชายคนนี้อย่างดีเหมือนเป็ลูกแท้ๆของตัวเอง โดยตั้งชื่อให้ว่า “เอก” ที่แปลว่าหนึ่ง เพราะยังหวังว่าจะได้มีลูกของตัวเองจริงคามความเชื่อโบราณที่ว่า “มีหนึ่ง ก็จะมีสองตามมา” พอเ้าเอกอายุได้สองขวบนางวันก็ตั้งท้องทำให้นายเรือบูณและนางวันดีใจมากทำบุญเลี้ยงพระ 9 วัด แจกเบี้ยเลี้ยงอาหารชาวบ้าน9 ตำบล 9 วัน 9 คืนเช่นกัน ่ที่นางวันตั้งท้อง นางวันเจ็บออดๆแอดๆเกิดอาการแพ้ทั้งอาหาร กลิ่น และอีกยังสิ่งของรอบตัวก็แพ้อย่างรุนแรงด้วย พอร่วม 9เดือนใกล้คลอด นางวันอาการหนักมาก ร่างกายผอมแห้งไม่มีเรี่ยวแรง เพราะอาการแพ้ กินอาหารไม่ได้ญาติๆจึงปรึกษากันกลัวว่านางวันจะไม่รอด ให้พากันแบกนางวันขึ้นเกวียนไปหาหลวงพ่อที่วัดเผื่อที่จะมีหนทางช่วยได้บ้างพอพาไปถึงวัดหลวงพ่อมาดูแล้วก็ส่ายหน้า แล้วหลวงพ่อก็หลับตาทำสมาธิเขาฌานสลับท่องบริกรรมคาถาอยู่สักพักใหญ่เสร็จแล้วหลวงพ่อก็พูดขึ้นว่า
“เด็กคนนี้ต้องฝ่ากำแพงกรรมของตัวเองจากชาติปางก่อนเพื่อมาชดใช้กรรมในชาตินี้ หากผลบุญของพ่อแม่มีมากพอก็จะช่วยให้เด็กเกิดมารอดปลอดภัยได้แม้เมื่อรอดปลอดภัยมาได้แล้ว ก็ใช่ว่ากรรมนั้นจะหมดไป หากเกิดเป็เด็กชายก็ให้บวชเรียนในพุทธศาสนารับใช้พระพุทธศาสนาเผยแผ่คำสอนเพื่อให้เป็การบรรเทากรรมที่มีอยู่ หากเป็เด็กหญิงก็ให้ทำนุบำรุงพระศาสนาเป็โยมอุปัฏฐากไม่ให้ขาด เพื่อเสริมสร้างบุญบารมีให้กับพ่อแม่ต่อไปด้วยเทอญ.” หลวงพ่อกล่าวพร้อมกับให้ศีลให้พร ทุกคนพนมมือกล่าวขึ้นพร้อมกัน “สาธุ”
หลังจากนั้นนางวันก็คลอดลูกออกมาเป็เด็กผู้ชายมีร่างกายที่เล็กกว่าเด็กที่เกิดใหม่ทั่วไป แต่ก็ปลอดภัยแข็งแรงดี นายเรือบูณและนางวันตั้งชื่อให้ว่า“บุญมี” เพราะเชื่อว่าผลบุญที่ตัวเองยังมีตามที่หลวงพ่อบอก และก็ยังมีความตั้งใจให้ลูกชายได้บวชเรียนรับใช้พุทธศาสนาอีกด้วยส่วนสุขภาพของนางวันก็ดีวันดีคืนกลับสู่สภาพปกติในเวลาอันรวดเร็ว
เอกและบุญมี เป็พี่น้องที่สนิทสนมและเติบโตมาด้วยกัน ด้วยความที่นายเรือบูณผู้เป็พ่อต้องตระเวนล่องเรือไปค้าขายที่เมืองจีนในแต่ละครั้งเป็เวลานานหลายๆเดือน นายเรือบูณจึงอยากให้เอกลูกชายคนโตอยู่กับนางวันผู้เป็แม่คอยดูแลแม่และน้อง และเรียนรู้กิจการของครอบครัวไปก่อน จนกว่าจะมีอายุ 20 ปีจึงจะให้เอกได้ลงเรือไปพร้อมกับผู้เป็พ่อ ถึงเวลานั้นเอกก็จะล่องเรือไปค้าขายกับนายเรือบูณได้ซึ่งปีหน้าเอกก็จะมีอายุครบ 20 ปี
ด้วยความที่เอกโตมาด้วยการเลี้ยงดูและสนิทใกล้ชิดกับผู้เป็มารดามากกว่าผู้เป็บิดา ที่รอนแรมไปอยู่บนเรือมากกว่าอยู่บ้านจึงมีนิสัยเข้มแข็งเป็ผู้นำครอบครัว เหมือนเช่นเดียวกับมารดาที่ต้องคอยดูแลกิจการและครอบครัวแต่ก็ได้ซึมซับความเป็สตรีจากมารดามาด้วย เช่นเดียวกันกับบุญมีที่ก็สนิทกับเอกเป็อย่างมากแม้แม่ลูกทั้งสามจะมีนิสัยเหมือนกัน แต่ก็ด้วยความที่บุญมีตอนเกิดมาจะไม่ค่อยแข็งแรงดีนักตอนเด็กๆก็ยังมีอาการภูมิแพ้กับอาหารและสิ่งของรอบตัว แต่ก็เติบใหญ่มาได้ เป็หนุ่มน้อยอ้อนแอ้นใบหน้าเรียวั์ตาคม ผิวเนียนในวัย 17 ปี
ส่วนเอกด้วยความที่มีพ่อแม่ที่แท้จริงเป็คนจีน เอกจึงมีสีผิวออกทางขาวไปทางคนจีนมีรูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าคมคาย ริมฝีปากสีชมพูภู่ระหง ตัดกับผิวสีขาวที่ทำให้ดูมีเสน่ห์ชวนมองมีมารดาเป็ผู้เลี้ยงดูอยู่ผู้เดียวจนโตเป็หนุ่ม อีกทั้งยังต้องมาช่วยเลี้ยงดูแลน้องแทนแม่จึงได้ซึมซับความเข้มแข็งและความเป็หญิงมาจากแม่ด้วย จิตใจและท่าทางของเอกจึงไปทางหญิงั้แ่เด็กๆทำให้เพื่อนเล่นในวัยเดียวกันมักจะเรียกเอกว่า “อีเอก กับอีบุญมี”
.. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
ก่อนทัพพม่าจะยกเข้าประชิดกรุงศรีอยุธยาได้ไม่กี่เดือนนายเรือบูณรับเหมาฝรั่งชาวฮอลันดาล่องเรือขนสินค้าจากอยุธยาไปยังเมืองจีน และจะขนสินค้าจากจีนกลับมาที่อยุธยาด้วยอาจต้องอยู่รอรับสินค้าให้เต็มลำเรือทั่ง 5 ลำก่อนจึงจะล่องกลับมาพร้อมกัน ทำให้ต้องใช้เวลาไปกลับนานกว่าที่เคย
ครั้นทัพพม่ายกมาประชิดกรุงครอบครัวนางวัน เอก และบุญมี วางแผนที่จะขนทรัพย์สมบัติพร้อมกับข้าทาสบริวารอพยพไปอาศัยอยู่กับญาติทางฝ่ายนางวันที่อยู่ทางหัวเมืองราชสีมาและเพื่อไม่ให้เป็ที่สังเกตหากจะเดินทางกันไปเป็กลุ่มใหญ่ ก็เลยแบ่งกลุ่มเดินเท้าไปเป็กลุ่มเล็ก3 กลุ่ม กลุ่มนางวัน กลุ่มญาติๆ และกลุ่มเอกกับบุญมี โดยแบ่งคนเป็กลุ่มละ 12 คนกับวัวเทียมเกวียนขนข้าวของทรัพย์สมบัติอีกกลุ่มละ 3 เล่ม ต้องใช้เส้นทางลัดเลาะผ่านป่าเขาไปเป็เวลา 3 วันจึงจะถึงที่หมายแต่ละกลุ่มเริ่มออกเดินทางทิ้งเวลาห่างกันครึ่งวัน มีกลุ่มเอกกับบุญมี เดินทางไปเป็กลุ่มสุดท้าย
ในระหว่างทางจะมีชาวบ้านอพยพเดินทางกันไปเป็กลุ่มๆ ด้วยเช่นกัน ซึ่งพอเลยเขตเมืองสระบุรีไปแล้วกลุ่มชาวบ้านผู้อพยพจะลดน้อยลง จนแทบไม่เห็นมีชาวบ้านเดินทางกันเพราะชาวบ้านส่วนใหญ่จะอพยพมาอยู่กับญาติที่สระบุรีหัวเมืองที่ใกล้สุดพอเดินทางผ่านเขตเมืองสระบุรีมาได้ไม่นาน บุญมีก็มีอาการจับไข้หรือที่เรียกว่าเป็ไข้ป่าเป็เพราะบุญมี มีร่างกายบอบบางอ้อนแอ้นคล้ายหญิงสาว และไม่เคยเดินป่าเป็ระยะทางไกลมาก่อนด้วยจึงทำให้ต้องเดินทางไปแบบพักๆ หยุดๆ เวลาเดินทางจึงนานเพิ่มขึ้นไปอีก 1 วัน
เข้าสู่วันที่สามของการเดินทางอาการไข้ป่าของบุญมีก็ยังไม่ดีขึ้น ั้แ่หยุดค้างแรมที่ชายป่าแห่งหนึ่งเมื่อคืนที่ผ่านมาจนเช้านี้ก็ยังไม่ได้ออกเดินทางต่อ อาจเป็เพราะไม่ได้มีการเตรียมหยูกยามาด้วย อาการไข้ป่าของบุญมีก็ยังไม่อาจดีขึ้นได้เอกพี่ชายที่เป็ห่วงน้องมากจึงตัดสินใจให้พักการเดินทางเอาไว้ รอให้อาการบุญมีดีขึ้นกว่านี้ก่อน
เข้า่สายของเช้าวันนั้น เวรยามที่เฝ้าดูอยู่รอบๆที่พัก ได้จับกุมตัวชายรูปร่างกำยำ2 คน คนหนึ่งพกขวานคู่เล่มใหญ่ อีกคนสะพายย่ามและมีเพียงมีดเล่มเล็กติดตัวมา นำเข้าไปหาเอกผู้นำกลุ่มที่กำลังเฝ้าไข้น้องชายอยู่โดยชายทั้งสองได้ถูกยึดอาวุธเอาไว้ จับมัดมือมานั่งอยู่กับพื้นต่อหน้าเอก
“อาสิงห์อานำใครมารึ ?” เอกถามนายสิงห์ ชายวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่บึกบึน ผู้เป็ลูกพี่ลูกน้องกับนางวันที่ถูกชวนให้มาอยู่ด้วยั้แ่นายเรือบูณสู่ขอนางวันเพื่อให้มาช่วยดูแลในขณะที่ตนเองออกเรือไม่อยู่บ้านเป็เวลานานๆ นายสิงห์นับว่ามีฝีมือในการต่อสู้ใช้อาวุธได้ดีเยี่ยมคนหนึ่งในกรุงศรีอยุธยานายเรือบูณจึงไว้วางใจให้คอยดูแลครอบครัวของตน และสอนการต่อสู้ การใช้ดาบให้กับเอกและบุญมีตลอดมา
“ข้าเห็นและจำไอ้สองคนนี้ได้วันวานมันสองคน เดินสวนทางกับกลุ่มเราที่ทางเดิน ใกล้กับหมู่บ้านร้างที่เราผ่านเข้าไปข้ายังเห็นนังชื่นแม่ครัวมองแล้วส่งยิ้มไปให้กับมันทั้งสอง” นายสิงห์บอกกับเอก
“พอสายๆวันนี้ ข้าเห็นมันทั้งสองแอบอยู่หลังกอไผ่ ชะเง้อมองเข้ามาทางที่เราพักกันอยู่ก็เลยช่วยกันต้อนจับตัวมา แต่มันก็ไม่ได้ต่อสู้ขัดขืนแต่อย่างใดยอมให้คุมตัวมาโดยดี” นายสิงห์บอกกับเอก
“เอ็งทั้งสองคนมามองหาอะไรรึ ?” เอกหันมาถามเอากับชายทั้งสองคน
“ข้าทั้งสองเป็ชาวราชสีมาได้ยินมาว่าทัพพม่าเข้าประชิดกรุงศรีอยุธยาแล้ว เราทั้งสองยากจนจึงคิดไปหารับจ้างหาอัฐเอาไว้ใช้ มิได้เป็โจรป่าแต่อย่างใดที่ตามมาก็เพราะเข้าใจเอาเองว่าพวกเ้าต้องมาจากกรุงศรีฯ ข้าทั้งสองคนจะได้ถามหาข่าวคราวจากทางนั้นหรืออาจมีงานให้พวกข้าทำได้บ้าง” ชายคนที่ดูตัวสูงกว่าเป็คนตอบ
“พวกเอ็งทั้งสองไม่ได้กล่าวเท็จใช่มั๊ย ?”เอกถามกลับ
“เป็จริงทุกประการ”ชายคนเดิมเป็ผู้ตอบ
เอกได้ฟังคำตอบแต่ก็ยังไม่วางใจนัก จึงบอกให้นายสิงห์เดินตามออกมาจากที่ตรงนั้นเพื่อจะได้ปรึกษากันโดยไม่ให้ใครได้ยิน นายสิงห์บอกไม่ไว้ใจอาจจะเป็โจรเข้ามาดูลาดเลาเพื่อหาโอกาสเข้าปล้นชิง ให้ฆ่าทิ้งเสียทั้งสองคนแต่เอกเป็คนมีเมตตาเช่นเดียวกับนางวันผู้เป็มารดา ไม่้าที่จะคิดทำร้ายผู้คนจึงเสนอว่า ให้ยึดเอาอาวุธไว้ แล้วไล่ไปให้พ้นอย่าให้กลับมาเห็นกันอีกไม่เช่นนั้นจะฆ่าทิ้งเสียทั้งสองคน
เมื่อเอกหันกลับมาก็บอกกับชายทั้งสองคนตามที่ได้ตกลงกับนายสิงห์เอาไว้ แล้วให้คนคุมตัวไล่ออกไปเสียให้พ้นชายทั้งสองจึงถูกลูกน้องของนายสิงห์เข้ามาฉุดดึงให้ลุกขึ้น แต่ก่อนที่จะถูกนำออกไปชายคนที่สูงกว่าได้พูดขึ้นว่า
“ น้องชายผู้นั้น โดนไข้ป่าผีห่ากินหากวันนี้ครบสามวันแล้วจะไม่รอด ! ” แล้วหันหน้ามองไปทางบุญมีที่นอนซมอยู่บนเกวียนที่ใช้ขนสมบัติมา
“เอ็งว่ากระไร ! ” เอกถามกลับด้วยสีหน้าใ
“ผู้ใดที่เดินเข้าป่าลึกแถบหัวเมืองสระบุรี หัวเมืองราชสีมาจะโดนไข้ป่าผีห่ากินกันทุกคน หากโดนผีห่ากินแล้ว จักต้องตายภายในสามวันเจ็ดวันถ้าไม่รู้วิธีแก้ . . ”