แผ่นดินสีทอง (จบ)

    บทที่ 6

    “เรื่องนิยายทั้งนั้น” เธอพึมพำใส่เจ้าปลาเซรามิกตัวน้อยที่กำลังอ้าปากอยู่ตรงผนังห้องน้ำ การที่จะประมวลคำว่าความรักเข้าด้วยกันนั้น อานุภาพของมันยังไม่เทียมเท่าความจริงที่แคทธี่เคยเรียนรู้มาแล้วแม้เธอจะมั่นใจว่าจะต้องแต่งงานกับเคลย์อย่างแน่นอน แต่ก็มิได้หมายความว่าแคทธี่จะไม่รับนัดกับผู้ชายคนอื่น เมื่อครั้งที่อยู่ในไฮสกูลหรือมหาวิทยาลัย ซึ่งทำให้เธอมีประสบการณ์มากกว่าที่จะได้รับจากเคลย์นัก การจูบกันนั้นก็นับว่าเป็นประสบการณ์ที่น่าพอใจให้ฝันหา และผู้ชายแต่ละคนก็มักจะมีความสามารถแตกต่างกันออกไป แต่มันก็ไม่ถึงขั้นที่จะทำให้ใจสั่น หรือแรงรสจุมพิตนั้นจะทำให้เธอล่องลอยไปสู่จุดแห่งความปรารถนาได้ เมื่อมันเกิดเป็นขึ้นแคทธี่ก็มักจะจดจำไว้ว่ามันเป็นเพียงใบเบิกทางที่เสนาะเพราะพริ้งเท่านั้นยิ่งกว่านั้น มันจะสำคัญอะไรนักหนาถ้าแอนดี้จะไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเคลย์ไม่ถึงขั้นโรแมนติกเสียทีเดียว แคทธี่คิดขณะที่ใช้ผ้าเช็ดตัวให้แห้ง เธอพึงใจในตัวเคลย์มาก จาก ณ ที่ไกลแสนไกลในดวงความคิด คล้ายกับเธอจะได้ยินเสียงแอนดี้ถามเยาะ ๆ ว่า “เหมือนกับแม่วัวที่ขยอกอาหารออกมาเคี้ยวเอื้องใช่ไหมล่ะ? ”แคทธี่สำรวจจิตใจของตัวเอง แล้วก็พบว่ามันออกจะเป็นความโง่ที่จะตั้งข้อสงสัยถึงการตัดสินใจของเธอในการที่จะแต่งงานกับเคลย์หรือไม่ หรือความคิดเห็นของเธอเองเกี่ยวกับความรักและความหมายของมันขึ้นมาในทันทีทันใด มันเป็นความเชื่อที่เธอยึดถือมาเป็นเวลานานปีว่า เพราะเธอและเขามีเหตุผลที่แตกต่างไปกว่าของคนอื่น ๆ เท่านั้น ซึ่งมิได้หมายความว่าเธอจะต้องสงสัยในคุณค่าของกันและกันเลยเธอหยิบเสื้อสเวตเตอร์สีดำตัวสั้นซึ่งเข้ากันกับกางเกงขายาวทางเหลืองสลับดำ ทับลงบนเสื้อตัวในสีขาว ปลดผ้าคาดผมออก เตาอบที่ตั้งเวลาไว้อาจจะหมดเวลาลงในนาทีข้างหน้า เธอจึงยังไม่แต่งหน้า รอไว้รับประทานอาหารค่ำเสร็จเสียก่อน มีเวลาเพียงแค่หยุดแปรงผมเท่านั้นแอนดี้กำลังนั่งอยู่บนพื้นกลางห้องนั่งเล่น ตั้งอกตั้งใจม้วนผมด้วยโรลล์พลาสติกสีชมพูใสอยู่“มันเป็นยังไงของมันก็ไม่รู้” แอนดี้ร้องออกมาทันทีเมื่อมองเห็นแคทธี่ “ในเมื่อคนผมสีน้ำตาลเข้ม กลับมีผมน้าหนาเต็มไปทั้งหัว แต่ฉันกลับมีผมบ๊างบาง ทำไมมันถึงเป็นยังงี้ไปได้นะ?” เธอกระแทกใหญ่อย่างขุ่นเคืองเมื่อตัวล็อกหลุดออก “สงสัยจะต้องใช้ไอ้วุ่นนี่สักต้นละมัง ผมมันถึงจะอยู่ติดโรลล์”สาวสวย เรือนร่างสง่างามคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าประตู ดวงตาสีเทาเยือกเย็นกวาดไปทั่วห้องด้วยท่าทางที่เหนือกว่า“ไง ทำไมไม่ใช้เฟิร์มล่ะ แอนเดรีย? ” เส้นผมสีแปลกตาจะน้ำตาลก็ไม่ใช่ บลอนด์ก็ไม่เชิงยาวประไหล่นั้นสะบัดไปทางเพื่อนสาว เมื่อคอนนี่ เมอซิสัน เดินเข้ามาในห้อง“แล้วก็เป็นสีอย่างเธอน่ะหรือ ไม่มีทางหรอก” แอนดี้ว่า“เฮลโล คอนนี่” แคทธี่ทักทายเพื่อนร่วมบ้านคนที่สอง “อาหารค่ำจะเสร็จแล้วละ วันนี้เป็นไงบ้างล่ะ? ”คอนนี่ผูกสายรัดเสื้อคลุมยาวกรอมเท้าสีงาช้างให้แน่นเข้า ก่อนที่จะตลบชายเสื้อคลุมดึงเครื่องแบบออกกองไว้บนเก้าอี้นวมยาวในห้องนั่งเล่น มองเห็นช่วงขาที่ได้สัดส่วนและชายกระโปรงชั้นในริมลูกไม้“มันก็เป็นไปตามจังหวะของมันนั่นแหละ” เธอยิ้มอย่างมีเลศนัย“แคทธี่ เธอนี่เดาใจคนเก่งชะมัดเลย” แอนดี้ร้องออกมา “จำได้ไหมที่เธอบอกว่า การที่คุณดั๊กลาสเขามีลูกชายเล็ก ๆ มาด้วยไม่ได้หมายความว่าเขาต้องแต่งงานแล้วน่ะ? ...เธอพูดถูกเผงเลย คอนนี่เขาเพิ่งบอกฉันว่าเมียของพ่อรูปหล่อน่ะตายตั้งแต่ปีที่แล้ว น่าเศร้าไหม? ฉันนึกแล้วเชียวว่าทำไมเขาถึงได้ย้ายออกมาอยู่ที่นี่ ก็เพื่อหนีจากความทรงจำเก่า ๆ แล้วก็มาตั้งต้นชีวิตใหม่ไงล่ะ”“แต่ฉันก็มองไม่เห็นอีกละว่าการที่เมียเขาตายมันจะทำให้เขาต้องผูกพันกับเครื่องกีดขวางทั้งหลายแหล่อยู่อีก” คอนนี่ว่า หยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบพ่นควันเป็นทางยาวซึ่งช่วยปิดบังแววในดวงตาสีเทาของเธอไว้“แล้วเธอรู้ได้ยังไงล่ะว่าเขาอยู่ในระหว่างไว้ทุกข์หรือเปล่า? ” แอนดี้ถามอย่างคาดคั้น “การที่เขาไม่ได้ใส่แขนทุกข์หรือมีท่าทางเศร้าโศกออกมาให้เห็นไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่แคร์ในการตายของเมียนะ”“แล้วฉันก็มองไม่เห็นอีกละว่าการที่ผู้ชายคนหนึ่งซึ่งจากคำพูดของเธอเองนะว่าเขาควรจะเศร้าโศกเสียใจกับการที่ต้องสูญเสียเมีย ‘สุดที่รัก’ ของเขาไป จะรับเชิญมาร่วมงานปาร์ตี้ไม่ได้” คอนนี่ตอบขรึม ๆ“ปาร์ตี้รึ? ” แอนดี้ร้องอย่างตกอกตกใจ หันไปยิ้มขัน ๆ ใส่แคทธี่...โอ แอนดี้ผู้โรแมนติกที่สงสาร...เธอคิด ชั้นเชิงไม่มีทางจะเปรียบเทียบกับคอนนี่ ซึ่งใช้วิธีการล้อมจับบุรุษผู้น่าเสน่หานี้ไว้เสียแล้ว น่าจะประดับยศนายพลให้จริง ๆ “เธอคงไม่ได้เชิญเขามางานปาร์ตี้หรอกน่า จริงไหม...ก็เธอเพิ่งพบเขาวันนี้เองนี่”“แต่ฉันก็ไม่ปล่อยให้ใครมางาบเขาไปเสียก่อนหรอก” คิ้วเข้ม ๆ นั้นเลิกขึ้นด้วยท่วงท่าคล้ายจะเยาะ ซึ่งเป็นท่วงท่าที่คอนนี่ใช้อยู่เป็นประจำ “ฉันบอกร็อบไปแล้วละว่า มันเป็นปาร์ตี้เล็ก ๆ แล้วมันจะช่วยให้เขาสนิทสนมคุ้นเคยกับคนในสังคมของเราด้วย”“ฉันว่าเธอนี่น่าหมั่นไส้ชะมัดเลย” แอนดี้ไม่ยอมปิดบังความรู้สึกของตัวเองไว้“ทำไมล่ะ? ” คอนนี่ยักไหล่ “เขาก็เป็นผู้ชายที่รู้อยู่แล้วนี่ว่าตัวเองมีเสน่ห์ขนาดไหน แล้วฉันก็ไม่ได้พูดเรื่องที่เขาไม่อยากรู้ด้วย”“เห็นแอนดี้บอกฉันว่าเขาหล่อไม่เบาเลยนี่” ความโกรธอย่างเยือกเย็นที่แล่นเข้ามาจับใจ จนทำให้แคทธี่ต้องเข้าร่วมในการสนทนาด้วยรอยยิ้มอย่างมีเลศนัยปรากฏขึ้นตรงมุมปากของคอนนี่อีกครั้ง“เธอมั่นใจได้เลยก็แล้วกันว่า ไม่ว่าเขาจะเป็นอะไรก็ตาม แต่ไม่ใช่ลักษณะของเกษตรกรแน่ และถ้ามีสมุดโทรศัพท์ส่วนตัว ก็รับรองได้อีกละว่าต้องเต็มเหยียดเลย”“ก็ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงทำไมเขาถึงจะออกมาอยู่เสียที่นี่ล่ะ ทำไมถึงต้องซื้อไร่ด้วย? ” แคทธี่ยกมือขึ้นเท้าสะเอวอย่างไม่รู้ตัว“โอ้โฮ แคทธี่” เสียงหัวเราะปร่า ๆ ดังมาจากเก้าอี้นวม “นี่ ฉันน่ะยังไปไม่ถึงจุดที่ร็อบเขาจะต้องบอกทุกอย่างให้ฉันรู้หรอกนะ ฉันรู้แต่ว่าเขามีเงินมากคนหนึ่งเชียวละ บางทีอย่างที่แอนดี้พูดก็ได้ ตัวเขาเบื่อที่จะทำตัวเป็นเพลย์บอยก็เลยคิดจะตั้งต้นชีวิตใหม่อะไรทำนองนั้น”“คนที่เป็นเพลย์บอยน่ะ เขาไม่แต่งงานกันหรอก” แอนดี้พูดเยาะ ๆ“แหม...เธอนี่มันเจ้าความคิดจริง ๆ นะ” คอนนี่ส่งยิ้มหวานระรื่นให้เพื่อนสาวคนที่นั่งอยู่บนพื้นเสียงจากเตาอบดังขึ้นเบา ๆ ในขณะที่ทั้งสามสาวกำลังต่อปากต่อคำกันอย่างเพลิดเพลิน แคทธี่หมุนตัววิ่งเข้าไปในครัวโดยมีแอนดี้ลุกและเดินตามไปติด ๆ“ฉันคิดว่าฉันคงจะไม่ชอบนายร็อบ ดั๊กลาสคนนี้แน่ ๆ ” แคทธี่กัดฟันพูด คำบรรยายของคอนนี่ทำให้เธอรู้สึกขื่น ๆ อยู่ในคอ โดยเฉพาะเมื่อนึกไปถึงว่าก็เขาผู้นี้แหละ ที่เป็นเจ้าของคนใหม่ของบ้านไร่แห่งตระกูลคาร์ลสัน“เธอยังไม่เคยเห็นเขาเลย” แอนดี้หันไปมองเพื่อนอย่างไม่เข้าใจ “เธอคงไม่ปล่อยให้คำพูดของคอนนี่มาทำให้ไม่สบายใจหรอกนะ สำหรับฉันน่ะ ฉันก็ยังคิดว่าเขาเป็นคนที่มีเสน่ห์คนหนึ่ง แล้วก็มีท่าทางเป็นมิตรดีแต่ฉันไม่คิดว่าเขาจะเป็นคนเจ้าชู้อย่างที่คอนนี่คิดหรอก”แคทธี่หยุดชะงักอยู่หน้าเตา ถือหูถาดไว้ข้างละมือ เหลียวกลับไปมองแอนดี้“ฉันไม่ได้เป็นทั้งมิตรหรือศัตรูของผู้ชายคนนี้หรอก” เธอว่า บังคับให้อารมณ์ของตัวเองสงบลง “เขาไม่ได้มีความหมายสำหรับฉัน และฉันก็ไม่ได้มีความหมายสำหรับเขาเช่นกันด้วย”