บทที่ 38 บททดสอบของเหล่าอาจารย์
ประตูขนาดเล็กให้ความรู้สึกประหลาดอยู่บ้าง หลังจากที่ผ่านเข้าไปแล้ว ซูหยวนก็เห็นเลเซอร์สีแดงวาดผ่านตนเอง ด้านหน้าที่ตอนนี้มีตัวเลข 1,173 ก็เปลี่ยนเป็น 1,246 ทันที
ตัวเลขนั้นขยับขึ้นเรื่อยๆ ทุกคนมองดูตัวเลขที่ปรากฏอยู่ด้านหน้าภายในห้องกว้างสีขาวซึ่งไม่มีอะไรเลยนอกจากผนัง ตัวเลขนี้จึงเป็นจุดสนใจเดียวของนักเรียนทั้งหมด ซูหยวนหรี่ตาลง...เธอไม่ได้คิดว่าตัวเลขนี้มาแบบสุ่มหรอกนะ เหมือนกับตอนที่เธอก้าวเข้ามาครั้งแรก ตัวเลขก็เปลี่ยนไป มันเพิ่มขึ้นครั้งเดียว 76 แต้ม ดังนั้นมีความเป็นไปได้ว่าประตูที่พวกเธอเดินผ่านมาก็คือเครื่องแสกนพลังงานในร่างกาย
นักเรียนเข้ามาเพิ่ม ตัวเลขก็เปลี่ยนไป บางครั้งเพิ่ม 40 บางครั้งก็เพิ่มมากกว่านั้น ซึ่งน่าจะเป็นค่าพลังงานของนักเรียนเหล่านั้นด้วย แต่ที่ซูหยวนไม่เข้าใจก็คือ...ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆตามจำนวนคนนี้ มีความหมายอย่างไร
แน่นอนว่าซูหยวนไม่จำเป็นต้องรอนานเลย หลังจากที่ทุกคนเข้ามาในห้องแล้ว ในที่สุดประตูห้องก็ปิดลง ตัวเลขทั้งหมดที่แสดงอยู่ 1,651 ก็หายไป มีตัวเลข 41 ปรากฏขึ้นมาแทน
ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด!!
เสียงสัญญาณร้องเตือนทำให้นักเรียนทั้งหมดสะดุ้งโหยง พวกเขาเข้ามาในห้องนี้นานแล้ว แต่ก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไรอยู่ดี ครั้นเมื่อมีเสียงประหลาดดังขึ้น พวกเขาย่อมต้องเพิ่มความระมัดระวังตัว
ตึง ตึง ตึง
เสียงฝีเท้าดังเป็นจังหวะ ให้ความรู้สึกหนักแน่นและกดดัน นักเรียนทั้งหมดรวมถึงอันซูหยวนก็นำอาวุธของตนเองออกมาเตรียมความพร้อมทันที หญิงสาวคว้าจับพลั่วไว้ในมือแน่น ก่อนจะเห็นว่าประตูฝั่งทางซ้ายและขวาเปิดออก เผยให้เห็นสิ่งมีชีวิตรูปร่างคล้ายมนุษย์เดินออกมา
“หุ่นซ้อมอินทรีย์! ว่าแล้วต้องเป็นพวกมันแน่” เสียงตื่นตระหนกของนักเรียนคนหนึ่งดังขึ้น อันซูหยวนมองดูพวกเขาแล้ว คล้ายกับว่าทุกคนจะเข้าใจสิ่งมีชีวิตที่ปรากฏตรงหน้าเป็นอย่างดี ถึงอย่างนั้น...พวกเขาก็ดูหวาดกลัวพวกมันด้วยเช่นกัน
“มันเป็นบททดสอบที่เหมาะสมก็จริง ที่ตระกูลของฉัน เวลาฝึกฝนก็ฝึกกับหุ่นซ้อมอินทรีย์พวกนี้แหละ เพียงแต่...จำนวนของพวกมัน ไม่ใช่ว่าจะมากเกินไปหน่อยหรอ” นักเรียนหญิงคนหนึ่งกล่าวด้วยท่าทางเป็นกังวล
แท้จริงแล้ว หุ่นซ้อมอินทรีย์เหล่านี้ก็คือสิ่งมีชีวิตที่ถูกสร้างขึ้นโดยมนุษย์ เป็นการนำชิ้นส่วนของซากพืชหรือสัตว์กลายพันธุ์ระดับสูงมาปรับปรุงเพื่อให้พวกมันกลายคู่ซ้อมมือ ซึ่งไม่เหมือนกับพืชหรือสัตว์กลายพันธุ์ที่มีเจตนาในการสังหารและควบคุมไม่ได้ พวกซากพืชหรือสัตว์กลายพันธุ์ปรับแต่งเหล่านี้จะมีซิปฝังอยู่ที่หัวด้วย เมื่อพวกมันกำลังจะทำร้ายมนุษย์จนถึงแก่ความตาย พวกเขาก็สามารถควบคุมให้มันหยุดมือได้
ถือว่าเป็นการฝึกซ้อมกับของจริงที่ปลอดภัยที่สุดแล้ว ดังนั้นตระกูลใหญ่หลายตระกูลจึงซื้อพวกมันเอาไปไว้ใช้ในการฝึกซ้อมให้กับรุ่นเยาว์ในตระกูลพวกเขาด้วย
อันซูหยวนไม่ได้รู้ข้อมูล ถึงอย่างนั้นข้อมูลที่พวกนักเรียนพูดออกมาก็ทำให้คาดเดาได้บ้างไม่มากก็น้อย ปรากฏว่าบททดสอบของสถาบันนี้ก็คือการจัดการกับหุ่นซ้อมอินทรีย์เหล่านี้ ประเมินจากสายตาคร่าวๆ พวกมันน่าจะมีจำนวนประมาณ 30-40 ตัว ถ้าอ้างอิงข้อมูลตัวเลขที่ปรากฏอยู่บนผนังของห้อง เชื่อว่าจำนวนพวกมันทั้งหมดก็คือ 41 ตัว
จากที่ได้ยิน นักเรียนหลายคนเคยฝึกซ้อมตัวต่อตัวกับพวกมันมาก่อน ด้วยจำนวน 41 ตัวนี้ หากหารเฉลี่ย 1,651 ด้วย 40 ซึ่งเป็นค่าพลังงานพื้นฐานของนักเรียนชั้นปีที่ 1 ทั่วไป ย่อมได้ตัวเลขนี้พอดี นั่นหมายความว่า...ทางสถาบันคำนวนค่าพลังงานของนักเรียนทั้งหมด แล้วหารเฉลี่ยตามค่าพลังงาน เพราะแบบนั้นเมื่อเทียบอัตราส่วนจำนวนนักเรียนแล้ว หุ่นซ้อมอินทรีย์เหล่านั้นจึงมีมากกว่า
ค่าพลังงานของซูหยวนคนเดียวก็เกินค่าพลังงานพื้นฐานไปแล้ว ดังนั้นถ้ามองตามความจริง เธอจะต้องจัดการกับหุ่นซ้อมอินทรีย์นี้ 2 ตัว แน่นอนว่านักเรียนคนอื่นๆไม่รู้เรื่องนี้ ไม่อย่างนั้นพวกเขาจะต้องโยนภาระนี้ให้กับพวกที่มีค่าพลังงานมากไปแล้ว
หญิงสาวอยู่เงียบๆในมุมห้อง ยังไม่ได้เคลื่อนไหวในครั้งแรก เธออยากรู้ว่านักเรียนเหล่านี้จะรับมืออย่างไรกับบททดสอบนี้ก่อน ความใจเย็นของซูหยวนกลายเป็นที่สนใจของเหล่าอาจารย์ทันที ในห้องนี้...นอกจากอันซูหยวนแล้ว นักเรียนคนอื่นๆก็แสดงท่าทางต่างกันออกไป
บางคนตื่นตระหนก บางคนตื่นเต้นที่จะได้ต่อสู้ และบางคนก็หวาดกลัว
“นักเรียนทุนอัน พวกเรามารวมกลุ่มกันเถอะ” เหมือนกับที่อีกฝ่ายเคยพูดเอาไว้ก่อนหน้านี้ เมื่อเห็นว่าบททดสอบก็คือการต่อสู้จริง หญิงสาวนักเรียนทุนคนนั้นก็รีบวิ่งเข้ามาหาซูหยวนพร้อมกับเพื่อนนักเรียนทุนอีก 4 คนด้านหลัง
ทุกคนมีสีหน้าตื่นตระหนกอย่างมาก ท่าทางไม่พร้อมสำหรับการต่อสู้จริงนี้เลย อันซูหยวนขมวดคิ้วแต่ไม่ได้แสดงออกอะไร เธอไม่มีความคิดที่จะรวมกลุ่มกับพวกเขาตั้งแต่แรก ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้วางแผนที่จะแตกหักกันโดยไร้สาเหตุ
“นักเรียนอัน พวกเราจะทำยังไงดี” เมื่อเห็นว่าอันซูหยวนไม่พูดอะไร นักเรียนหญิงคนนั้นก็เอ่ยถามขึ้น
สถานการณ์ตอนนี้ ด้านหน้าที่มีนักเรียนกลุ่มแรกๆอยู่เริ่มมีการปะทะกันแล้ว ซูหยวนเห็นว่าหุ่นซ้อมอินทรีย์เหล่านั้นไม่ได้อ่อนแอเลย พวกมันเคลื่อนไหวเหมือนกับมนุษย์ แต่ก็มีความแข็งแกร่งที่มากกว่ามนุษย์ในระดับเดียวกันอยู่ขั้นหนึ่ง อีกอย่าง...เนื่องจากจำนวนของพวกมันที่ค่อนข้างมาก นักเรียนที่รับมืออยู่ตอนนี้มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ไม่น่าแปลกใจเลยที่พวกเขาจะรับมือได้อย่างยากลำบาก
“นักเรียนอัน ฉันว่าพวกเราเองก็ควรจะต้องลงมือแล้วล่ะนะ ถ้าไม่ลงมือเลย คะแนนการทดสอบของพวกเราก็คงจะย่ำแย่แน่” เพราะอันซูหยวนไม่ยอมตอบอะไรเสียที นักเรียนหญิงจึงร้อนรนขึ้นมา
“ใช่ ฉันคิดว่าพวกเราจะต้องลงมือแล้วนะ นักเรียนอัน...เธอคิดว่าพวกเราจะโจมตีมันยังไงดี”
“ฉันคิดว่าตัวเองน่าจะสนับสนุนการต่อสู้ได้ นักเรียนอันไปล่อพวกมันมาทีละตัวดีไหม พวกเรา 6 คน ยังไงก็ต้องจัดการได้อยู่แล้ว”
“จริงด้วย ให้นักเรียนพวกนั้นรับมือกลุ่มใหญ่ไป ส่วนพวกเราก็ค่อยๆไล่เก็บทีละตัว แบบนี้คะแนนของพวกเราก็คงไม่แย่”
นักเรียนทั้ง 5 ต่างก็แสดงความคิดเห็นของตนเองขึ้นมา อันซูหยวนเลิกคิ้วในขณะที่มองพวกหล่อน ในขณะที่นักเรียนมากมายกำลังรับมือกับหุ่นซ้อมอินทรีย์ด้วยความยากลำบาก นักเรียนทุนเหล่านี้กลับอาศัยที่ว่าตนเองอ่อนแอกว่า ไม่ยอมเข้าร่วมสู้รบข้างหน้า แต่คิดจะเก็บกินผลงานอยู่ข้างหลัง...
พูดในข้อเท็จจริง พวกเขาก็ดูเหมือนจะเป็นพวกรู้จักเอาตัวรอดเป็นยอดคนอยู่ ทว่า...นักเรียนที่ขี้ขลาดเช่นนี้ คิดว่าอาจารย์ทั้งหลายจะสนใจจริงหรือ? นอกจากนี้...การกระทำของพวกเขาที่เคยถูกดูหมิ่นอยู่แล้วว่าเป็นนักเรียนทุนไร้ค่า ชอบเกาะและเป็นตัวถ่วงให้นักเรียนคนอื่นอยู่เสมอ เห็นทีว่าจะเป็นจริงตามนั้น
พวกเธอทั้ง 5 คน ที่จริงมีความรับผิดชอบอย่างต่ำก็คือหุ่นซ้อมอินทรีย์ 5 ตัว หากต่อสู้แบบ 1 ต่อ 1 ก็อาจจะยังพอมีหวัง แต่นักเรียนทุนเหล่านี้ไม่เคยต่อสู้จริง ไม่มีวิชาต่อสู้ที่สืบทอดมาด้วยซ้ำ อาวุธที่พวกเขาถืออยู่ก็เป็นจำพวกดาบที่เข้าใจว่ากวัดแกว่งไปแล้วก็สามารถจัดการศัตรูได้ ไม่รู้กระทั่งพรสวรรค์ของตนเอง...ดังนั้น หากให้รับมือหุ่นซ้อมอินทรีย์ 5 ตัวคงเป็นไปได้ยาก
อันที่จริง การตัดสินใจเช่นนี้ไม่ผิดเลย เมื่อต้องเผชิญหน้ากับการต่อสู้แบบเอาชีวิตรอด นักเรียนทั้ง 5 คนนี้เป็นกลุ่มคนส่วนน้อยที่น่าจะมีชีวิตรอดได้นานที่สุด ในขณะที่ปล่อยให้พรรคพวกเป็นด่านหน้าตกตายก่อน
ซูหยวนแค่นหัวเราะเมื่อคิดถึงตรงนี้ ถ้าเป็นการต่อสู้แบบเป็นตาย...เธอที่ไร้ความสามารถก็อาจจะทำเหมือนกันก็ได้ แต่...นี่เป็นสถานการณ์อะไร?
นี่คือการทดสอบที่ไม่ว่าจะยังไง อาจารย์ก็ไม่ปล่อยให้นักเรียนตกตายลงทั้งอย่างนี้ ถ้ายังแสดงความขี้ขลาดและเห็นแก่ตัวออกมา คิดว่าจะได้รับคะแนนที่ดีจากอาจารย์งั้นหรือ?
นอกจากนี้...สิ่งที่นักเรียนทั้ง 5 ตัดสินใจก็คือการส่งเธอไปเป็นตัวล่อ ดึงดูดหุ่นซ้อมอินทรีย์มาที่กลุ่มเพื่อให้พวกหล่อนจัดการ อันซูหยวนเป็นพวกที่ไม่ให้ค่ากับความสัมพันธ์ฉันท์มิตรอยู่แล้ว คิดว่าเธอจะยอมเสียสละตนเองไปเป็นตัวล่อจริงๆน่ะหรือ?
ยิ่งการที่จะยอมเป็นตัวล่อศัตรูให้คนในทีมได้นั้น ยิ่งจำเป็นต้องมีความเชื่อใจในฝีมือของเพื่อนร่วมทีมเป็นอย่างมาก อันซูหยวนอยากจะย้อนกลับไปถามจริงๆ ว่าเธอสามารถเชื่อทั้ง 5 คนนี้ได้หรือเปล่า
ถ้าเข้าตาจน เชื่อได้เลยว่าทั้ง 5 คนจะต้องหนีไปแล้วทิ้งให้ผู้ที่ไปล่อหุ่นซ้อมอินทรีย์เหล่านี้มา ต้องรับมือด้วยตัวเองเป็นแน่ ท้ายที่สุดแล้ว...คนที่ออกไปล่อก็คือคนเดียวที่แบกรับความเสี่ยงทั้งหมด ทั้งๆที่พูดคุยกันไม่ถึงสองประโยค คนเหล่านี้ก็คิดมาเกาะเธอ โยนเธอลงหลุมเสียแล้ว
“ขอโทษนะ แต่ฉันไม่มีความคิดที่จะทำหน้าที่เป็นตัวล่อให้พวกเธอ” อันซูหยวนตอบกลับตามตรง นักเรียนทั้ง 5 ได้ยินอย่างนั้นก็ชะงักไป
“ทำไมล่ะ? เธอเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุดในกลุ่มของพวกเรานะ เธอก็ควรจะต้องรับหน้าที่นี้ไปไม่ใช่หรอ”
“ใช่ๆ ถ้าให้พวกเราไปเป็นตัวล่อ อย่างนั้นก็เท่ากับโยนพวกเราไปตายเท่านั้นแหละ”
“จริงด้วย ถ้าพวกเราแข็งแกร่งได้เท่ากับเธอ พวกเราก็คงจะยอมไปเป็นเหยื่อล่อแล้ว”
“นักเรียนทุนอัน เธออาจจะคิดว่าพวกเราไล่ให้เธอไปเสี่ยง แต่เธออย่าลืมว่านี่เป็นการตัดสินใจทำเพื่อทีมนะ ถ้าเธอไม่ทำงานตามความเห็นส่วนใหญ่ของทีม เธอก็อาจจะถูกตัดสินว่าเป็นผู้ที่ไม่เหมาะสมก็ได้ อาจารย์ที่เฝ้ามองดูอยู่คงจะไม่เลือกเธอเป็นศิษย์” นักเรียนทุนทั้ง 5 ผลัดกันพูด
อันซูหยวนมองพวกเธออย่างไม่อยากจะเชื่อ ปรากฏว่าตอนนี้เธอกลายเป็นคนที่ไม่ทำตามข้อตกลงของทีมไปทั้งแต่เมื่อไร? แล้วเธอเข้าร่วมกับพวกเขาแล้วอย่างนั้นหรือ?
“ขอโทษนะ ฉันไม่เคยเข้าร่วมกลุ่มกับพวกเธอ เพราะแบบนั้น...ไม่ต้องใช้การตัดสินใจของคนในทีมมาให้ฉันทำงาน”
อันซูหยวนส่ายหน้า เธอพูดมันออกไปให้ชัดเจน ที่เธอยังไม่เข้าร่วมการต่อสู้ก็เพราะต้องการดูรูปแบบการต่อสู้ของนักเรียนคนอื่นๆ เธอมีอาวุธเป็นพลั่วและธนู หากแนวหน้ามีผู้ใช้อาวุธชนิดปะทะจำนวนมาก อย่างนั้นเธอก็จะได้สนับสนุนพวกเขาแทน
นี่ไม่ได้หมายความว่าเธอกำลังหดหัวแล้ววางแผนทำคะแนนอยู่ข้างหลังเหมือนกับนักเรียนทุนเหล่านี้ ไม่ได้หมายความว่าเธอเข้าร่วมกลุ่มกับพวกเขาเสียหน่อย
“อะไร? เธอไม่พอใจที่พวกเราให้เธอทำหน้าที่เป็นตัวล่อก็เลยพูดแบบนี้งั้นหรอ? นักเรียนทุนอัน...ไม่ใช่ว่าพวกเราตกลงกันแล้วหรอ จู่ๆก็พูดจาเอาแต่ใจแบบนี้ได้ยังไง” นักเรียนคนหนึ่งขมวดคิ้วมุ่น แสดงความไม่พอใจออกมา ราวกับว่าอันซูหยวนคือคนนิสัยชั่วร้ายเสียเหลือเกิน
“ฉันไม่อยากจะทะเลาะกับพวกเธอด้วยเรื่องไร้สาระ แต่ฉันไม่คิดจะเข้ากลุ่มพวกเธอ ไม่ว่าจะตอนนี้หรือในอนาคต ดังนั้นอย่ามายุ่งกับฉันให้มากนัก” อันซูหยวนส่ายหน้า
เดิมที เธอไม่คิดจะสนิทกับใครเป็นพิเศษ ไม่ชอบทำงานเป็นกลุ่ม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเธออยากจะตัดความสัมพันธ์กับผู้คนไปทั่ว เพื่อให้กลายเป็นพนักงานดีเด่น อันซูหยวนรู้ว่าต้องทำงานร่วมกับผู้คนเป็นจำนวนมาก ต่อให้ไม่ชอบใจกันแค่ไหน ทว่าความสัมพันธ์แบบสวมหน้ากากก็ยังต้องมีอยู่ ดังนั้นเธอไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องพูดกับใครอย่างไร้เยื่อใยเช่นนี้มาก่อน
แต่ถ้าพูดจาดีๆแล้วไม่รู้เรื่อง อันซูหยวนก็ไม่รังเกียจที่จะพูดมันออกไปตรงๆเช่นกัน
“นี่เธอ!”
“มั่นใจในตัวเองเหลือเกินเลยนะ ก็แค่ได้รับคำชมเล็กๆน้อยๆจากคนอื่น ถึงกับคิดว่าตัวเองไม่เหมือนกับพวกเราเลยว่างั้น?”
“ได้ยินว่าเข้าร่วมกับตระกูลจาง ก็เลยคิดว่าตัวเองเป็นคนตระกูลจางไปแล้ว? ไม่เห็นหัวพวกเราที่เป็นนักเรียนทุนเหมือนกันเลยสินะ”
“พวกที่ลืมตัวแบบเธอ ฉันเห็นมาเยอะแล้ว คิดว่าจุดจบจะดีจริงๆหรอ? คิดว่าคนจากเขตชั้นในดีกับเธอจริงๆหรือไง เธอมันพวกหัวสูง ตกลงมาแล้วจะรู้สึก!!”
อันซูหยวนได้รับการตอบสนองเหมือนกับที่จินตนาการเอาไว้ก็แค่นหัวเราะออกมา ดูเหมือนจะไม่ใช่แค่พวกเขตชั้นในแล้วที่ใจแคบ แม้แต่พวกเขตชั้นนอกก็เป็นเหมือนกันนั่นแหละ
การแสดงออกของพวกเธอทำให้อันซูหยวนคิดถูกจริงๆที่ไม่ร่วมมือกับอีกฝ่าย เธอปรายตามองคนเหล่านั้นก่อนจะเมินเฉย ทำเป็นไม่ได้ยินเสียงนกเสียงกาข้างหู หญิงสาวหยิบเอาธนูที่ได้มาจากองค์กรนักล่าสกุลจางขึ้นมา เนื่องจากจำนวนของผู้ต่อสู้ระยะประชิดมีไม่น้อยแล้ว อีกทั้งเข้าไปตอนนี้ก็น่าจะเป็นการเพิ่มความวุ่นวายมากกว่า ดังนั้นซูหยวนจึงได้คิดโจมตีอยู่เบื้องหลังแทน
......ก็นะ อย่างไร เธอก็ไม่ได้มาที่นี่เพื่อพูดคุยหรือหาเพื่อน แต่เธอมาเพื่อทำผลงานอยู่แล้ว
มือเล็กๆเงื้อคันธนูอย่างมั่นคง ที่ผ่านมาเธอใช้เวลาไปกับการฝึกฝนธนูในฟาร์มมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว ถึงแม้จะไม่แม่นยำชนิดที่ว่า “ศรธนูแทรกศรธนู” ได้ แต่ถ้าเธอเล็งไปที่หัว ก็ไม่มีทางพลาดไปถูกลำคอแน่นอน
ฟิ้ว!!
ฉึก!!
การโจมตีอย่างกะทันหันและทรงพลังพุ่งเข้าแซกกลางหัวของหุ่นซ้อมอินทรีย์ราวจับวาง แม้แต่นักเรียนที่กำลังโจมตีอยู่ด้านหน้าก็ยังตกใจ เขาหันมามองคนที่ยิงศรธนูนี้มา เนื่องจากตัวเขากำลังต่อสู้อยู่กับหุ่นซ้อมอินทรีย์ตนหนึ่ง ดังนั้นจึงไม่ทันได้เห็นการโจมตีของอีกตัวที่มาจากข้างๆ ถ้าไม่ได้ศรนี้ช่วยเอาไว้ เขาจะต้องได้รับบาดเจ็บแน่
เมื่อเห็นว่าเป็นใครที่ช่วยเอาไว้ เจ้าตัวก็พยักหน้าให้ เพราะไม่มีเวลาที่จะมามัวขอบคุณกัน เขาจึงยังไม่ได้พูดอะไรอย่างเป็นทางการ แต่การช่วยเหลือครั้งนี้เขาได้จำเอาไว้แล้ว
……………………………………