จะวาดอะไรดีนะ…
ฉันมองไปรอบๆ อืม…ท้องฟ้าก็สวยดี แต่รายละเอียดยุบยับไปหน่อย
วาดโวย่ากับคุณวินเซียดีไหม? อืม…คนสวยกับเด็กน้อยน่ารักหรือ จะดึงเอาลักษณะที่งดงามนี้ออกมา ท่าจะเป็การยาก
รถไฟคาเฟ่นี่แหละ อืม…ลวดลายบรรจงละเอียดลอองดงามเกินไป มีหวังตั้งใจวาดจนลืมเวลาแน่ๆ
ถ้าอย่างงั้น…เอาเ้านี่แหละ
ฉันเริ่มจับดินสอ จรดเส้นสีดำลงไปยังกระดาษ
วาดรูปด้วยกัน…นั่นสินะ ไม่ได้วาดรูปกับคนอื่นมานานแค่ไหนแล้วนะ
ภาพวันคืนอันอบอุ่นในห้องศิลปะ หน้าต่างโล่งลมโชยเข้ามา ฉันกับเพื่อนอีกหลายคน จับดินสอพู่กันวาดรูปร่วมกัน
มีคนหนึ่งเริ่มสาดสีใส่ไปมา ทุกๆคนจึงเริ่มหันมาละเลงสีกัน จนทั่วทั้งห้องเปี่ยมไปด้วยสีสัน พื้นสีเขียวกลายเป็ลวดลายแต่งแต้ม กำแพงมีรูปประหลาด ชุดเปรอะเปื้อนไปด้วยกัน มันสนุกมากเลยละ
จากนั้น ก็พลัดกันดูรูป ให้ความเห็น ปรับแต่งกันไป…
แต่ตอนนี้ ทุกคนต่างแยกย้ายหายไปกันหมดแล้ว ไม่มีใคร วาดรูปอีกแล้ว
“เสร็จแล้ว!” โวย่ายกกระดาษขึ้นมา
“วาดไวจัง ขอดูหน่อยสิ”
“ไม่ให้! รอเปิดพร้อมๆกันสิพี่นารุมิ”โวย่าแลบลิ้น แบร่ แบร่ ออกมาพร้อมกอดภาพไว้ ก่อนจะเอาผ้ามาปิด
“โอเค โอเค”
คงอยากจะเปิดภาพพร้อมๆกันสินะ เซอร์ไพรส์แน่ๆ
“เสร็จแล้ว” ฉันเองก็วางดินสอสีลงแล้ว ต้องแสดงให้เห็นแล้วว่าจิตรกรน่ะ ฝีมือเป็อย่างไร
อ๊ะ! แต่ไม่ได้คิดจะแข่งกับเด็กหรอกนะ
“ฉันเองก็วาดเสร็จแล้วค่ะ” วินเซียพูดขึ้นมาพร้อมคว่ำภาพของตนเอง
“ถ้าอย่างนั้น มาเปิดภาพพร้อมๆกันเลย”
ฉันกับวินเซีย คว่ำภาพไว้ แต่โวย่าเอาผ้าคลุมภาพที่วาดไว้ ทำเหมือนแสดงโชว์ ชวนตื่นเต้นดีจัง
“ถ้าอย่างนั้น…” โวย่านับถอยหลัง
3…
2…
1…
พรึ่บ ผ้าถูกกระชากไปตามนิ้ว ภาพนั้นก็คือ…
แอปเปิลบนโต๊ะ นั่นเอง
ภาพของโวย่าและวินเซียนั้น เหมือนกัน เหมือนกันกับของฉันเลยด้วย!?
ฉันกับวินเซียหัวเราะออกมา
“พวกเราทั้ง 3 คิดเหมือนกันเลยนะคะ”
“ใช่…ถ้าอย่างนั้น ฉันเริ่มก่อนก็แล้วกัน…”
“นี่คือภาพของ แอปเปิลบนโต๊ะ…แอปเปิลสีแดงสด ที่ตั้งเด่นอยู่ตรงหน้าฉัน บนถาดสีทอง มีฉากหลังเป็แสงไฟและราตรี ฉันว่ามันสวยและเด่นดีในยามราตรีนี้ แถมรอบๆก็ไม่มีสีแดงอื่นนอกจากแอปเปิลลูกนี้ด้วย เพราะอย่างนั้นฉันเลยวาดแอปเปิลนี่น่ะ แล้วพวกเธอละ? ทำไมถึงวาดแอปเปิลกัน”
“สมเป็จิตรกรเลยค่ะ วาดสวยจริงๆ”
“สมจริงจัง…” โวย่าตาเป็ประกายกับภาพของฉัน
“ว่าแต่…ต้องอธิบายอะไรด้วยหรือ?” โวย่าเอียงคอถามด้วยความสงสัย
“การอธิบายเป็การบอกแิและที่มาของภาพน่ะนะ แต่จะให้เหตุผลว่า อยากวาดหรือไม่ได้คิดอะไร แค่นั้นก็ได้…”
“ศิลปะเป็เื่ความคิดและมุมมองต่อสิ่งที่รับรู้น่ะนะ โวย่า”
“แบบนี้นี่เอง…มุมมองของสิ่งที่วาดอย่างนั้นหรือ…?”
โวย่ายกรูปตัวเองขึ้นมา มองเข้าไปในรูปแอปเปิลนั่น
นั่นน่ะสินะ บางที…อาจจะยากพอสมควร
“ถ้าอย่างนั้น ฉันขอเป็คนต่อไปเลยนะคะ…”
วินเซียยกภาพของตัวเองขึ้นมา
“ฉันกำลังวาด ความโดดเดี่ยว และ ความแปลกแยก ค่ะ”
หา?...ฉันมองไปยังวินเซีย มองไปยังภาพนั่น
ภาพของแอปเปิลที่ดูสมมาตรมาก ลายเส้นลงน้ำหนักได้ดี ทั้งแสงและเงาลงอย่างประณีตจริงๆ เป็ภาพแอปเปิลที่ครูศิลปะทุกคน จะต้องให้คะแนนเต็มอย่างแน่นอน
“สิ่งที่อยู่ในถาดสีทองนี้ คือความโดดเดี่ยว ที่ได้รวมตัวกันที่จุดตรงกลาง จนหลอมรวมกันเป็ทรงกลมขนาดใหญ่พอดีมือ ความแปลกแยกของสีแดงที่มีแค่จุดนี้จุดเดียวในราตรีนี้ นี่คือสิ่งที่ฉันเห็นตรงหน้าค่ะ”
พอมาเพ่งดูแล้ว…แอปเปิลที่อยู่อย่างโดดเดี่ยวตรงกลางกระดาษนั่น ก็แปลกแยกจริงๆ สีแดงของดินสอสีที่ขีดเขียน มันแปลก สำหรับกระดาษสีขาวที่สะอาดจริงๆ แค่มีรอยดินสอนิดเดียว ก็เปลี่ยนมุมมองต่อกระดาษทั้งแผ่นได้เลย
นี่คือคอนเซ็ปของแอปเปิลบนถาดสีทอง ที่วินเซียเห็นอย่างนั้นสินะ
“ก็…ประมาณนี้ ละมั้งคะ พอจะเหมือน…จิตรกรบ้างไหมคะ?”
วินเซียหน้าแดงเล็กน้อย แล้วหลบหน้าหลังภาพที่วาดนั่น
“งดงามมากคุณวินเซีย”
ฉันหัวเราะเบาๆ ก่อนจะปรบมือให้เธอ พร้อมยิ้มออกมา
“แอปเปิลดูน่าอร่อยดีนะวินเซีย” โวย่ายกนิ้วโป้งให้
“ขอบคุณมากค่ะ” วินเซียยิ้มออกมาเล็กน้อย
“เอาละ คนสุดท้ายแล้วนะโวย่า พร้อมหรือยัง?”
โวย่าส่งเสียง อะแฮ่ม ออกมา
“พร้อมจะนำเสนอแล้ว”
โวย่ายืนขึ้นพร้อมกลับไปคลุมภาพตัวเอง
“ภาพของหนูก็คือ…” โวย่ายกภาพขึ้นมาด้วยสองมือ ผ้าคลุมหล่นลงบนโต๊ะ
“ภาพของแสงสีขาว ที่กระทบพื้นผิวจนแสดงออกมาเป็ทรงกลม และแสงสีขาวนั้นได้ถูกดูดกลืนจนเหลือแต่สีแดง สะท้อนออกมาตามทรงกลมนั่น และกลายเป็สิ่งที่อยู่บนถาดนั่นเอง”
แสงสีขาว? สะท้อน? งั้นเหรอ…ภาพของโวย่า เป็แอปเปิลทั่วๆไปเลย ไม่ได้สวยงามจนตาลุกวาว และก็ไม่ได้น่าเกลียดในเวลาเดียวกันด้วย เป็ภาพ ที่ใครๆก็วาดได้แต่ว่า…
ในเชิงคอนเซ็ปแล้ว ฉันประหลาดใจพอสมควรเลยนะ สิ่งที่โวย่าเห็นตรงหน้าไม่ใช่แอปเปิล? แต่เป็แสงกระทบและสะท้อนออกมาเป็ภาพของวัตถุ
ฉันเท้าคางและยิ้มออกมา ทั้งๆที่วาดรูปเดียวกันแท้ๆ ด้วยอุปกรณ์ทั่วๆไป แต่ทุกคนกลับมองสิ่งที่อยู่ตรงหน้าต่างกัน แต่ละคนก็มีคอนเซ็ปของตัวเอง…มีภาพในหัวใจกันทั้งนั้น
ฉัน…พอใจกับการวาดครั้งนี้มาก ก่อนจะตอบกลับไปว่า…
“เห…วิทยาศาสตร์มาเต็มเลยนะ โวย่า”
“แน่นอนอยู่แล้ว สักวันโวย่าจะไปอวกาศ ต้องเรียนเยอะๆ กินเยอะๆ จะได้ไปยังฟากฝั่งนั้นได้…”
“แล้วภาพของหนู เป็อย่างไรบ้าง?” โวย่าถามขึ้นพร้อมเอามือเท้าเอว
“สำหรับฉันแล้ว ฉันให้คะแนนเต็มร้อยค่ะ คุณโวย่า”
“เย่!”
“สำหรับฉัน…ฉันให้ฝีมือวาดแค่ 30…”
“เอ๋!? มันไม่สวยอย่างงั้นหรือ?” โวย่าหันภาพตัวเองเข้าหาตัว แล้วมองอย่างสงสัย
“แต่คอนเซ็ปของเธอ…ฉันให้เต็ม”
โวย่าหันมามองฉัน แล้วยิ้มออกมาอย่างพอใจ
แค่แอปเปิลลูกเดียว แต่ละคนก็มีมุมมองที่แตกต่างกัน
สำหรับฉัน มันคงมาจากการฝึกฝน
สำหรับวินเซีย มันคงมาจากประสบการณ์
สำหรับโวย่า มันคงมาจากห้องเรียน
ฉันพิงหลังไปกับโซฟา เงยหน้ามองท้องฟ้าก่อนจะคิดกับตัวเองเงียบๆ
“แล้ว…ภาพที่คุณจะวาดนั่น คุณคิดว่าคุณขาดอะไรไปหรือคะ?” วินเซียหันมาหาฉัน
“พูดตามตรง…ฉันไม่รู้ วิธีที่จะวาดกระแสลมในยามค่ำคืนแบบนั้น”
วินเซียเปิดภาพขึ้นมา
“จากภาพนี่…ฟินเซนต์ วิลเลิม ฟัน โคค เป็คนวาดสินะคะ”
“ใช่…”
ฉันลุกขึ้น หันหน้ามาคุยกับวินเซีย
“เขาวาดภาพนี้ ตอนอยู่ในโรงพยาบาลจิตเวชน่ะ”
“พี่นารุมิได้ลองวาดไปแล้วสินะ เ้าปลาไหลดัดผมลอนนั่น”
ปลาไหลดัดผมลอนหรือ…พอมองดูดีๆก็เริ่มมีเค้าลางแฮะตัวปลาไหลจากฝั่งซ้ายมาตรงกลาง แล้วกระแสลมด้านล่างเป็ผมดัดลอนสินะ
“อืม…จริงสิ! โวย่า เธอรู้หรือเปล่า ภาพกระแสลมนั่นเป็วิทยาศาสตร์สุดๆไปเลยนะ”
“จริงหรือ?” สายตาเปล่งประกาย อยากรู้อยากเห็น
“ใช่ กระแสลมนั่น มีการเคลื่อนที่แบบ…ความอลวนของของไหล อะไรสักอย่างนี่ละ”
พอดีฉันเอง ก็ไม่ได้เก่งวิทยาศาสตร์ซะด้วยสิ เลยไม่ค่อยจะเข้าใจสักเท่าไหร่
แต่พอเห็นโวย่าหยิบกระดาษที่วาดรูปมาจดๆแล้ว สงสัยคงจะชอบวิทยาศาสตร์จริงๆนะ
“เดี๋ยวค่อยเอาไปถามยูนิซาเมะกับวินเซียหลังปิดร้านดีกว่า” โวย่าตาเป็ประกายสนอกสนใจมาก
วินเซียมองดูภาพต่อไป สายตาเหมือนจะสงสัยเหมือนกัน
“แล้ว…ทำไมเขาถึงวาดกระแสลมนี่ได้กันคะ?”
“อืม…นั่นสินะ แวน โก๊ะ น่ะ วาดภาพนี้ใน่กลางวัน…”
“เพราะทางโรงพยาบาลไม่อนุญาตให้ทำอะไร่กลางคืน เขาเลยจำแสงและสายลมในยามค่ำ แล้วค่อยมากลับมาวาด…”
“เขาวาดภาพนั้น…จากความทรงจำที่ถูกแต่งเติมด้วยอารมณ์ก็เลยออกมาเป็แบบนั้น ฉันคิดว่าอย่างนั้นแหละ”
ฉันคิดว่า ตัวเองเห็นมากกว่าที่ที่แวนโกะเห็นด้วยซ้ำไป ภาพของเมืองและหมู่ดาว สามารถวาดในตอนกลางคืนได้ทันทีด้วย
“แล้วคุณนารุมิ ก็ลองทำตามดู แต่ยังไม่เหมือนสินะคะ”
“ใช่ ฉันมองสายลมและแสงมายาวนานมาก…ฉันถึงขั้นลองตัดใบหูทิ้งเลยนะ เผื่อจะเข้าใจขึ้น แต่ก็…” ฉันถอนหายใจเบาๆ ถึงตอนหลังจะไปปลูกใบหูใหม่แล้วก็ตาม
“หวา! ทำไปทำไมกันพี่นารุมิ ตัดหูตัวเองเนี่ย?”
“ใช่ มันใช้ความกล้าและบ้าบิ่นมากเลยแหละ ตอนที่กรรไกรตัดออกมา มัน…”
เื่แบบนี้ ไม่ควรพูดกับเด็กแหละนะ
“เอาน่า…อย่าไปใส่ใจเลย แค่อย่าทำตามก็พอนะโวย่า”
โวย่าทำปากสั่น พยักหน้ารับทราบกับฉัน
“แสดงว่าคุณนารุมิ ไม่น่าจะเข้าใจในตัวคุณ แวน โก๊ะ สินะคะ”
ฉันได้ฟังก็นิ่งไป ก็อาจจะจริง ฉันเกิดในยุคที่จักรกลทรงปัญญาทำทุกอย่างให้ ไม่ได้ขมขื่นแบบในยุคนั้น การจะเข้าใจแิและมุมมองนั่น มันยากจริงๆสำหรับฉัน
“ก็คงจะอย่างนั้น”
“ฉันคิดว่าสาเหตุที่ คุณ แวน โก๊ะ วาดภาพนั้นได้เพราะเขาไม่มี อิสระ แหละมั้งคะ”
“หมายถึง…ที่ว่าเขาอาศัยอยู่ในโรงพยาบาลจิตเวชนั้นน่ะหรือ?”
“ใช่ค่ะ เพราะอย่างนั้น เขาถึงไม่มี อิสระ ในการรับรู้สายลมและแสงแดด”
นั่นสิ เทียบกับฉันแล้ว…ฉันออกไปรับสายลมและแสงได้ตลอดเวลาเลย
“เพราะอย่างนั้น ประสาทััเดียวที่เขามีก็คือ การมองเห็น สินะวินเซียจัง!”
โวย่าลุกขึ้น ชูมือตอบเหมือนนักเรียนตอบคำถามครู
“ค่ะ เพราะ การได้ยิน ลิ้มรส รับกลิ่น และอื่นๆ อาจจะเป็ส่วนน้อยที่ช่วยให้เขาวาดภาพได้ แต่…”
“การมอง คือสิ่งเดียวที่เขาทำได้ดีที่สุดใน่เวลานั้น ในห้องผู้ป่วยนั่น ฉันคิดว่าน่าจะเป็อย่างนั้นนะคะ…”
ทำได้ดีที่สุด…
เพราะไม่มี อิสระ…
ฉันเริ่มคิด หรือว่าสิ่งที่ฉันพลาดไปคือสิ่งนี้…
การได้ยินหรือ? เสียงจากผู้ป่วยรอบๆนั่น เขาจะได้ยินเสียงสายลมจริงๆหรือ?
การลิ้มรสหรือ? อาหารของโรงพยาบาลจิตเวชนั่น รสชาติจะน่าอภิรมย์จริงๆหรือ?
การรับกลิ่นหรือ? กลิ่นของยา สารเคมีนั่น เขาจะได้กลิ่นแสงแดดจริงๆหรือ?
การรับััหรือ? การไม่มีอิสระนั่น เขาจะเดินออกไปหาสายลมและแสงแดดได้ ตามที่หัวใจ้าจริงๆหรือ?
“และการที่เขาเข้าโรงพยาบาลจิตเวช น่าจะทำให้เขาจิตใจไม่มั่นคง”
ก็จริง โรงพยาบาลจิตเวช เป็ภาพลักษณ์ของคนป่วยทางจิตอยู่แล้วนี่นะ
“นั่นสินะ…จะวาดภาพนั้นได้ในสถานการณ์แบบนั้น ต้องใช้อะไรกันแน่นะ”
โวย่ามองพวกดูพวกฉันทั้งคู่ด้วยความสงสัย
ฉันกับวินเซีย นิ่งเงียบไป เหม่อมองท้องฟ้ายามค่ำคืน ราตรีนี้ ก็คงจะเหมือนกับราตรีที่เขาเห็น
มันอาจจะต่างกัน แต่สุดท้ายแล้ว แสงจันทร์และดวงดาว ก็ยังคงส่องสว่างเหมือนเดิม
อะไรคือสิ่งที่ผลักดันเขา ให้วาดรูปนั้นได้นะ…
“ความกล้า ยังไงแหละ!”
หืม? ฉันกับวินเซีย หันไปทางเ้าของเสียงนั่น
โวย่ายืนเท้าเอวอยู่
“หนูไม่ค่อยจะเข้าใจเื่โรงพยาบาลจิตเวชอะไรนั่นหรอกนะพี่นารุมิ วินเซีย…”
“มันน่าจะเป็สถานที่แย่ๆ ลำบาก และไม่มีอิสระแน่ๆ…”
“ดังนั้น เขาจึงเค้นสิ่งๆหนึ่ง ให้ออกมาต่อสู้กับความสิ้นหวังโรงพยาบาลจิตเวชนั่น…”
“และสิ่งนั้น ก็คือ ความกล้า ยังไงแหละ”
โวย่ายิ้มออกมา
“เหมือนกับพวกขบวนการ 5 สี ที่ออกมาต่อสู้กับสัตว์ประหลาด พวกเขาต้องใช้ความกล้าหาญ ในการเข้าจัดการพวกมันนั่นเอง” โวย่าชกลมรัวๆ
ความกล้า อย่างนั้นหรือ…
“คุณโวย่าอยากจะบอกว่า เขาเค้น ความกล้าหาญ ของตัวเอง เพื่อวาดภาพอย่างนั้นสินะคะ”
“ใช่แล้ว โวย่าไม่ค่อยจะเข้าใจเื่ศิลปะเท่าไหร่หรอก แต่ว่า…ภาพที่พี่นารุมิชอบนี่ มันน่าจะบอกแบบนั้นไม่ใช่หรือ ก็สีเหลืองมันเด่นซะขนาดนั้นนี่นา”
ฉันนั่งนิ่งไป สายลมยังพัดเอื่อยๆ ราตรียังส่องประกาย
ในโรงพยาบาลจิตเวชนั่น มีแต่ความสิ้นหวังรายล้อมไปหมด เขา…แวน โก๊ะ จึงได้ใช้ ความกล้าหาญ ของตัวเอง
ดึงตัวเองออกจากความสิ้นหวังด้วยการวาดภาพแห่งความหวังออกมา
กระแสของ ความสิ้นหวังสีน้ำเงิน และ ความหวังสีเหลืองได้ หลอมรวมกันเป็หนึ่งเดียว
ต้นไซเปรสคือจุดสูงสุดของความสิ้นหวัง
และหมู่บ้านคือจุดสูงสุของความหวัง
แต่ในท้ายที่สุด ความหวังสีเหลือง ก็ส่องประกายในความมืด
และภาพนั้น ก็ได้เสร็จสมบูรณ์ออกมา
และมันยังส่งต่อความหวังมา ให้กับคนรุ่นหลัง…
รวมถึงฉันด้วย
ฉันหันหน้าไปหาภาพ The Starry night
ภาพยังคงเปล่งประกายในหัวใจฉัน มันยังคงเป็แบบนั้นเสมอมา
แบบนี้นี่เอง…
สิ่งที่ฉันขาดไป…
“เข้าใจแล้ว…ฉันเข้าใจแล้ว!”
ฉันลุกขึ้นยืน พร้ะโกนออกมา ฉันเห็นแล้ว ฉันรู้แล้ว
“ขอบคุณมากคุณวินเซีย ขอบคุณมากโวย่าจัง”
วินเซียยิ้มให้ฉันอย่างอ่อนโยน
“หือ? เข้าใจอะไรหรือ?”
“ฉันเข้าใจแล้วแหละ! สิ่งที่ฉันขาดไปน่ะ”
“โอ้! ดีใจด้วยนะ พี่นารุมิ” โวย่าทำหน้าสงสัยแต่ก็ดีใจตามฉัน
เสียงหัวเราะของฉันดังกังวาล ความดีใจนี่ ในที่สุด ตัวต่อชิ้นสุดท้ายของฉัน ก็ปรากฏออกมาแล้ว
ฉันยกตัวโวย่าชูขึ้นไปยังท้องฟ้า หมุนตัวไปมา หัวเราะไปพร้อมๆกัน ความสุขที่ได้เจอคำตอบที่ตามหา มันเอ่อล้นออกมาแล้ว
และทันใดนั้นเอง…