เกวียนม้าคันหนึ่งวิ่งเลียบไปตามถนนด้วยความเร็วสูงเร็วเสียจนม้าแข็งแรงสามตัวที่ลากอยู่ตะเบ็งกล้ามให้เห็นเป็มัดๆตัวเกวียนนั้นดูเป็เกวียนไม้ธรรมดา ทว่าม้าสามตัวที่ลากอยู่กลับดูเป็ม้าพันธุ์ดีขัดกับสภาพของเกวียนโดยสิ้นเชิง
ตามเส้นทางถนนที่ล้อมรอบไปด้วยทุ่งหญ้าและป่าเขาดวงตะวันตั้งโด่งสาดแสง
ภายใต้แสงแดดที่แผดเผา ชายชราผู้บังคับเกวียนมีเหงื่อไคลไหลไม่หยุดทำหน้าตาเคร่งเครียด อาจเพราะความร้อน...หรืออาจไม่ใช่ทว่าชายชราก็มักเหลียวมองหลังบ่อย ราวกับกำลังระแวงบางสิ่ง
ภายในตัวเกวียนด้านหลังมีผู้โดยสารกันอยู่สี่คน เป็เด็กสองผู้ใหญ่สอง ซึ่งไมเคิลเป็หนึ่งในนั้น...
ผู้โดยสารทั้งหมดล้วนแต่งตัวเหมือนผู้คนสมัยยุโรปกลาง ทว่าก็มีเส้นผมสีเงินกันเสียส่วนใหญ่โดยมีหญิงสาวผู้หนึ่งแต่งกายโดดเด่น แสดงลักษณะความเป็ผู้นำออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน
หญิงผู้นั้นมีเส้นผมสีเงินยาวและมีใบหน้างดงาม...ทว่าก็ไม่นับว่าโดดเด่นเธอเหล่มองไปทางบุคคลผู้สวมชุดคลุมน้ำตาล...ไมเคิล ผู้นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเป็พักๆอาจเพราะความสนใจ เหงื่อเม็ดเล็กผุดขึ้นให้เห็นบนใบหน้างามนั้น โดยที่เธอหยิบพัดสีขาวขึ้นมาสะบัดอย่างปริดปอยราวกับแรงลมจากความเร็วรถเกวียนไม่อาจดับความร้อนของเธอ
แม้หญิงสาวผู้สวมชุดเลิศหรูจะดูเป็จุดเด่นทว่าก็ยังมีอีกคนในกลุ่มที่โดดเด่นไม่แพ้กัน เป็เด็กสาวสูงราวๆ หนึ่งร้อยสี่สิบเิเ...ผู้นั่งอยู่ข้างกายหญิงสาว
สิ่งที่ทำให้เด็กสาวผู้นั้นโดดเด่นก็คือ ดาบสีเงินเล่มยาวที่วางพาดไว้ข้างกายเป็บุคคลเดียวนอกจากไมเคิลที่พกอาวุธให้ได้เห็น
เด็กสาวสวมชุดคลุมสีดำคลุมทั้งร่าง ทว่าก็ต่างจากไมเคิลตรงที่ชุดคลุมของเธอเผยเสื้อผ้าใต้อกลงไป เป็เนื้อผ้าสีเทารัดรูปกะทัดรัดดูเหมาะสำหรับการต่อสู้ ครอบคลุมทั่วร่างจนแทบไม่เห็นเนื้อหนัง
ไม่เพียงร่างกายส่วนใหญ่ที่ถูกปกปิดแม้แต่ใบหน้าภายใต้ผ้าคลุมเองก็ถูกบดบังอยู่ใต้หน้ากากสีขาวมีรอยยิ้มฉีกกว้างที่ไม่เชิงว่าเป็รอยยิ้มอารมณ์ดี...เป็รอยยิ้มแบบที่ไม่อาจอ่านอารมณ์ได้สร้างบรรยากาศให้ดูลึกลับยิ่งขึ้น
แม้ถนนหนทางจะราบเรียบราวพื้นดินถูกเกลี่ยเสมอกันทว่าก็ยังหลงเหลือจุดพื้นต่างระดับอยู่บ้างตัวเกวียนที่วิ่งด้วยความเร็วจึงสั่นะเืเล็กน้อยเป็พักๆแต่กระนั้นก็ไม่มีผู้โดยสารคนใดกล่าวบ่น...มีเพียงความเงียบงันในพื้นที่โดยสารเื้ั
กำลังระแวงเราอยู่สินะ...
ไมเคิลััได้ถึงสายตาที่จ้อมมอง กฎเหล็กของการทำเควสแบบ ActualRole Play เลยก็คือ ต้องรวบรวมข้อมูลเล็กๆ น้อยๆ เพื่อสร้างความไว้ใจหลังจากนั้นก็จะเป็การรวบรวมข้อมูลอีกทีดังนั้นทักษะในการวิเคราะห์และสังเกตจึงเป็สิ่งสำคัญ
หากเป็ชีวิตจริงคงไม่ง่าย แต่เพราะเป็เกมที่มีไอคอนบอกความเป็มิตรบนศีรษะจึงทำให้อ่านสถานการณ์และคาดเดาได้ง่ายกว่าชีวิตจริง...ซึ่งในตอนนี้ มีอยู่หนึ่งคนที่ไมเคิลดูไม่ออกว่ากำลังคิดอะไรอยู่เป็เด็กสาวร่างเล็กผู้สวมชุดคลุมสีดำคลุมทั้งร่างผู้นั่งตรงข้ามเขา...อยู่ข้างกายหญิงสาวคนสำคัญ
การที่รู้ว่าเป็เด็กสาวส่วนหนึ่งเพราะรูปร่างเผยทรวดทรงภายใต้ชุดคลุม แต่หลักๆคือเพราะเสียงที่ได้ยินตอนพูดคุยกันก่อนหน้าหากไม่ใช่เด็กสาวผู้นี้ลุกขึ้นมากล่าวอนุญาตก็เป็ไปได้ว่าไมเคิลอาจไม่ได้ติดสอยห้อยตามมาด้วย
ทางด้านไอคอนความเป็มิตรบนศีรษะเองก็ค่อนข้างดูเป็กลางทว่าดาบสีเงินเล่มงามก็ถูกวางพาดไว้ข้างกาย พร้อมหยิบใช้ทุกเมื่อ ไมเคิลเชื่อว่าหากเขาทำท่าทางมีพิรุธหรือคิดตุกติก คงโดนฟันทิ้งทันที
สิ่งโดดเด่นสะดุดตาที่สุดของเด็กสาวก็คือหน้าท้องที่นูนพองขึ้นมาเล็กน้อย ไม่เชิงว่าอ้วน เพราะส่วนอื่นของร่างกายยังคงดูเล็กกะทัดรัด
ไมเคิลให้ความสนใจกับเด็กสาวตรงหน้านี้เป็พิเศษการที่เธออนุญาตให้เขาโดยสารมาด้วยได้โดยไม่มีใครโต้แย้งบ่งบอกถึงอำนาจของเธอในกลุ่มเด็กสาวผู้นี้ย่อมไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไป
และอีกอย่าง...
“...ว่าแต่ คุณไมเคิลเดินทางคนเดียวมานานรึยังคะ?”
เสียงผู้หญิงดังถามขึ้นกะทันหันไมเคิลประหลาดใจเล็กน้อยที่มีผู้เริ่มสนทนาจากความว่างเปล่าหลังจากที่สมองประมวณผลซักพัก เขาจึงหันหน้ามองบุคคลผู้เริ่มการสนทนานั้น
“อ๊ะ ต้องขอโทษด้วยที่ลืมแนะนำตัว... ดิฉันคือผู้นำของคณะเดินทางนี้ชื่อว่าคาร่า คาเวลเรีย...” หญิงสาวยิ้ม “ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ”
ฉับพลันไอคอนสีส้มบนศีรษะที่เคยเป็เครื่องหมายคำถามเปลี่ยนกลายเป็ชื่อ‘คาร่า’ แทน ผู้ที่กล่าวคำพูดไม่ทันตั้งตัวนี้ขึ้นมาก็คือหญิงสาวคนสำคัญ...คาร่า
เธอมีใบหน้างดงาม ดวงตาสีเงินกลมโตฉายแววหญิงสาวผู้อ่อนโยน เส้นผมสีเงินยาวและเสื้อผ้าชั้นสูงอาจช่วยเสริมความงามให้เธอแต่ไมเคิลก็ดูออก... ไม่สิ ไม่ว่าใครก็น่าจะดูออกได้อย่างชัดเจน...รอยยิ้มบนใบหน้านั้นเป็เพียงสิ่งปั้นแต่ง
“ท่านคาร่า...สินะครับ ผมเพิ่งเดินทางคนเดียวได้ไม่นานและเกิดหลงทาง... ถ้าไม่ได้ท่านช่วยไว้คงแย่”ไมเคิลกล่าวพลางก้มหัวขอบคุณทว่าดวงตาภายใต้ผ้าคลุมก็แอบสังเกตพฤติกรรมอีกฝ่ายอยู่เนืองๆ
รอยยิ้มคาร่าแปรเปลี่ยนไปเป็รอยยิ้มเจือนๆ ซักพัก ก่อนกลับมาเป็ปกติ
“เรียกคาร่าก็พอค่ะ ดิฉันเป็เพียงลูกสาวพ่อค้าในเมืองเล็กๆ เท่านั้น...อีกอย่าง เป็เช็ตผู้ที่ดิฉันไว้ใจที่อนุญาติให้คุณไมเคิลโดยสารมาด้วย”คาร่าหันมองเซ็ต “ถ้าไม่มีเธอ ดิฉันคงลังเล... ว่าจะให้คุณโดยสารมาด้วยดีหรือไม่”
ไมเคิลหันมองในทิศทางเดียวกันทว่าสิ่งตอบรับที่ได้กลับมีเพียงการพยักหน้าเล็กน้อยของเด็กสาว...เซ็ต
“...งั้นหรือครับ”
ไมเคิลสังหรณ์ถึงบางสิ่ง... แม้จะไม่มีระบบแจ้งเตือนทว่าก็ราวกับไม่ได้มีเพียงเขาที่สังเกตผู้คนโดยรอบ...เซ็ตเองก็จ้องมองเขาอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน
มันเป็เพียงความรู้สึกที่ไม่มีหลักฐานใดๆ มารองรับเป็เพราะหน้ากากน่าขนลุกนั่นปกปิดจนแทบไม่เห็นแววตาของผู้สวม ซึ่งไมเคิลคิดว่าเื่นี้เขาอาจคิดไปเอง
“การเดินทางนี้ยังอีกยาวไกล... จุดหมายของคุณไมเคิลคือที่ไหนหรือคะ?ถ้าบังเอิญที่หมายของเราเป็ที่เดียวกัน การเดินทางร่วมกับผู้ที่สู้เป็ย่อมสร้างประโยชน์แก่คณะเดินทางนี้”
คาร่ากล่าวทั้งรอยยิ้ม
“เื่นั้น... ผมเองก็ยังไม่แน่ใจ” ไมเคิลเงียบไปซักพักแล้วจึงพูดต่อว่า“เป็เพราะเพิ่งออกเดินทางครั้งแรก จึงยังไม่มีจุดหมายแน่ชัด ...แต่ถ้าคุณคาร่าจะใจดีให้ผมโดยสารเกวียนนี้ต่อผมก็ยินดีจะให้ความช่วยเหลือในทุกด้านเท่าที่จะทำได้”
ไมเคิลค้อมศีรษะเล็กน้อยราวสุภาพบุรุษพลางกล่าวบทที่เตรียมไว้อย่างไม่มีติดขัด แม้น้ำเสียงจะเรียบนิ่งแต่ความจริงก็แอบดีใจอยู่ลึกๆ ที่สามารถหาข้ออ้างเกาะติดคณะเดินทางนี้ได้ต่อ
สิ้นคำกล่าวนั้นของไมเคิลรอยยิ้มของคาร่าก็ดูสดใสขึ้นเล็กน้อยอาจเพราะได้พูดคุยทำความรู้จักกันมาซักพัก จึงเริ่มไว้ใจ ทางด้านไอคอนความเป็มิตรบนศีรษะเองก็อ่อนโอนไปทางเป็กลางเล็กน้อยแล้วเช่นกัน
“ในเมื่อเราอาจต้องอยู่ร่วมกันอีกนานถ้าเช่นนั้นคงต้องมาแนะนำตัวกันก่อน...” คาร่าผายมือไปทางเซ็ตผู้นั่งอยู่ข้างๆ “อย่างที่ดิฉันกล่าวไป...คนผู้นี้คือเช็ต เป็ผู้คุ้มกันคณะเดินทางนี้ และยังเป็ผู้ที่ดิฉันไว้ใจที่สุดอีกด้วย”
เซ็ตค้อมศีรษะให้ไมเคิลเล็กน้อย ไร้ซึ่งคำเอื้อนเอ่ยแนะนำตัวการทำแบบนี้อาจดูเป็การเสียมารยาทแต่ไมเคิลก็ไม่ได้ว่าอะไรทางด้านคาร่าเองก็ดูจะไม่ใส่ใจ พลางชี้ไปยังชายชราผู้ขับเกวียนด้านหน้าและกล่าวต่อ
“นั่นคือคนขับเกวียนของกลุ่ม ผู้ทำงานจิปาถะ อัลเฟรโด้” คาร่าเว้น่ซักพักก่อนชี้ไปยังบุคคลผู้ซึ่งนั่งอยู่ข้างไมเคิล “และสุดท้าย เด็กรับใช้ส่วนตัวของดิฉันเทรวี่”
“...ข้าเทรวี่ อึก... ต้องขอฝากตัวด้วย...”
เด็กหนุ่มเพียงคนเดียวในกลุ่มกล่าวทักทายขึ้นมาด้วยท่าทีผะอืดผะอม...ดูทรมาณ
เทรวี่เป็เด็กชายอายุราวๆ สิบขวบ แม้ตอนนี้จะทำหน้าตาพิลึกอยู่แต่ใบหน้าอ่อนเยาว์นั้นค่อนข้างดูดี เหมือนลูกเศรษฐีมากกว่าจะเป็เพียงเด็กรับใช้
“อะ อืม...”
“เป็อะไรรึเปล่า เทรวี่?”
คาร่าโพลงออกมาด้วยความเป็ห่วง น้ำเสียงเธอฟังดูจริงใจต่างจากน้ำเสียงแข็งๆ ตอนพูดคุยกับไมเคิลอย่างเห็นได้ชัด
“...ข้าไม่เป็ไร พี่สาว...ท่านคาร่า ข้าแค่รู้สึกเวียนหัวเล็กน้อย...”
“งั้นหรือ? ถ้าไม่ไหวจริงๆ ...จะให้เกวียนหยุดพักก่อนก็ได้นะ”
เทรวี่เงียบไปซักพัก ก่อนทำหน้าตาจริงจังและกล่าวออกมาอย่างตั้งมั่น
“ข้าไม่เป็ไร ท่านคาร่า พวกเราเพิ่งพักทานอาหารเที่ยงเมื่อไม่นานนี้...ข้าไม่อยากให้การเดินทางนี้ล่าช้าลงเพียงเพราะข้า”
เมื่อได้รับคำตอบแน่วแน่จากเทรวี่ คาร่าจึงเลิกซักไซ้โดยที่ทั้งสองยังคงพูดคุยถามอาการกันต่อซักพัก
ภายในเกวียนนั่นค่อนข้างคับแคบ แม้จะมีเนื้อที่มากแต่ส่วนใหญ่ล้วนถูกเติมเต็มช่องว่างด้วยสัมภาระจำนวนมหาศาลเป็เพราะความคับแคบของเกวียนจึงทำให้ไมเคิลได้ยินบทสนทนาของสองนายบ่าวอย่างชัดเจน
ในตอนแรก เด็กน้อยเทรวี่หลุดปากเรียกคาร่าว่า ‘พี่สาว’ ก่อนจะเปลี่ยนไปเรียก‘ท่าน’ อย่างฉับพลัน ไมเคิลจับผิดบางสิ่งได้ในคำพูดเ่าั้ หลังจากประติดปะต่อเื่ราวทั้งหมดได้ภาพร่างภายในหัวก็ชัดเจนยิ่งขึ้นกว่าเดิม
อาจเพราะคาร่าปฏิบัติตนกับเด็กรับใช้ดั่งพี่สาวจึงทำให้เทรวี่หลุดปากกล่าวเช่นนั้น แต่ไม่ว่าความจริงจะเป็เช่นไรไมเคิลก็ไม่อาจเอ่ยถามเพื่อยืนยันข้อสงสัย แต่หากทุกสิ่งเป็อย่างที่เขาคิดจริง ทุกอย่างก็จะลงล็อคพอดี
หลังการสนทนาของคาร่าและเทรวี่จบลง สรุปคร่าวๆ จากการสนทนาของทั้งคู่คงเป็เพราะอาการเมารถเนื่องจากเทวี่ไม่เคยนั่งเกวียนมาก่อน จึงไม่มีใครรู้ว่าเทรวี่นั้นเมารถง่ายเป็เหตุให้ไม่มีใครเตรียมยาแก้ติดมาด้วย
จะว่าไปแล้ว... เกวียนมันชักจะเร็วไปหน่อยไหมนะ?
เมื่อมองลอดช่องว่างระหว่างเกวียน ทำให้ไมเคิลเห็นวิวภายนอกความเร็วของเกวียนในตอนนี้ไม่ต่างไปจากรถยนต์บนถนนที่วิ่งด้วยความเร็วสูงนั่นทำให้ไมเคิลแปลกใจที่เกวียนไม้นี้ยังไม่พังเมื่อได้เจอกับแรงกระแทกซ้ำๆแต่เมื่อคิดได้ว่านี่เป็โลกเกม เขาจึงคิดว่าไม่ควรคิดอะไรมากให้ปวดหัว
บรรยากาศภายในเกวียนกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง ไอคอนบนศีรษะส่วนใหญ่ก็ค่อนไปทางเป็กลางแล้วด้วยหลังหันมองนอกเวียน ไมเคิลจึงนึกบางสิ่งที่เป็การเริ่มต้นเปิดการสนทนาขึ้นมาได้
“ว่าแต่... ทุกท่านกำลังหนีอะไรกันอยู่หรือครับ?”