เทียนฉินไม่รอช้าเร่งขับเคลื่อนพลังปราณออกมา ชั่วพริบตากลิ่นอายอันทรงพลังก็พลันแผ่กระจายออกไปเป็นวงกว้าง ด้านหลังของเทียนฉินปรากฏร่างของมังกรเพลิงขึ้นมาตัวหนึ่ง ส่งเสียงกู่ร้องคำรามก้องฟ้าราวกลับว่าได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระ ภาพเหล่านั้นทำให้ผู้คนโดยรอบต่างจิตใจหวั่นไหวแผ่นหลังเย็นวูบ
"นี่มันยังใช่พลังของศิษย์คนหนึ่งอีกหรือ?"ชายหน้าแหลมที่ยืนมองอยู่ไม่ไกลร้องอุทานออกมาเสียงหลง
ในขณะที่บนเวทีเทียนฉินวาดดาบออกไปพร้อมกับตะโกนออกมาเสียงดัง
"อัคคีกัมปนาท!"
ทันใดนั้น ก็พลันปรากฏกลุ่มเปลวเพลิงเจิดจ้าที่ผสานกับปราณดาบแหลมคม สายแล้วสายเล่าขับเคลื่อนออกมาจากภายในร่างของเทียนฉิน จนทำให้อากาศรอบด้านราวกับกำลังจะถูกแผดเผา เสียงร้องคำรามของมังกรเพลิงพุ่งทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้า ก่อนจะรวมตัวกับปราณดาบทั้งหมด พุ่งกระโจนเข้าใส่มังกรของเสิงเจิ้นจู้อย่างเกรี้ยวกราด
"จิตมังกรอย่างนั้นรึ?"
หน้าของเสิงเจิ้นจู้เปลี่ยนเป็นซีดขาวด้วยความตกใจ คนอื่นอาจจะไม่สามารถสัมผัสได้ถึงจิตมังกรนี้ แต่ด้วยความที่ตัวมันฝึกฝนเคล็ดวิชาที่เกี่ยวข้องกับมังกรเหมือนกัน มันจึงมั่นใจว่าสิ่งที่มันสัมผัสได้นั้น เป็นจิตวิญญาณของมังกรอย่างแน่นอน แม้ว่ามันจะเบาบางขนาดไหนก็ตาม
ทันใดนั้น เสียงของการปะทะกันพลันดันสนั่นหวั่นไหวจนพื้นดินแผ่นดินสั่นสะเทือน ม่านพลังที่เคยคุ้มกันอยู่รอบเวทีเริ่มเกิดรอยปริร้าว จนในที่สุดก็พังทลายลงไม่เหลือชิ้นดี ผู้คนโดยรอบส่วนใหญ่พอต้านทานพลังที่เล็ดรอดออกมาได้บ้าง แต่ก็ยังมีบางคนที่เหม่อลอยมองดูฉากต่อสู้จนไม่ทันระวังตัว ถูกลูกหลงพัดกระเด็นลอยออกไปไกล
ลานประลองโดยทั่วไปนั้นสร้างขึ้นมาโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ศิษย์ในนิกายได้มีโอกาสเปรียบเทียบฝีมือกัน ดังนั้นโดยพื้นฐานทั่วไปแล้วไม่มีศิษย์คนใดมีพลังถึงขั้นสร้างความเสียหายต่อม่านพลังหรือแม้กระทั่งพื้นเวทีได้
แต่ทว่าการต่อสู้ในครั้งนี้ ทั้งสองต่างมีพลังสูงถึงระดับก่อกำเนิด ซึ่งหากกล่าวกันตามความจริงทั้งสองสามารถขึ้นไปเป็นผู้อาวุโสได้โดยตรงแล้ว โดยเฉพาะเทียนฉินนั้นมีระดับก่อกำเนิดขั้นสูงสุด ด้วยกระบวนท่าที่เน้นโจมตีเป็นวงกว้างเช่นนี้ มีหรือที่ม่านพลังธรรมดาจะสามารถต้านทานแรงระเบิดที่เกิดขึ้นได้
เปลวเพลิงยังคงเผาไหม้ทำลายชั้นบรรยากาศโดยรอบอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงโดยง่าย โดยปกติแล้วกระบวนท่าอัคคีกัมปนาทนี้ก็เป็นกระบวนท่าที่รุนแรงมากอยู่แล้ว แต่เมื่อมารวมเข้ากับพลังปราณระดับก่อกำเนิดขั้นสูงสุดของเขา อีกทั้งความเข้าใจในแก่นแท้ธาตุไฟที่บรรลุไปถึงระดับเที่ยงแท้ในตำนาน ทำให้อนุภาพที่เทียนฉินปลดปล่อยออกมานั้น รุนแรงจนไม่อาจมีใครสามารถจินตนาการได้ถึง
ส่วนในใจของทุกคนต่างรับรู้ได้ว่าการต่อสู้ครั้งนี้ไม่ว่าใครแพ้หรือชนะ แต่ภาพที่ปรากฎอยู่ตรงหน้านี้ต้องประทับอยู่ในใจของทุกคนยากจะลืมเลือนไปชั่วชีวิต เพราะการต่อสู้ที่ทรงพลังเช่นนี้พวกมันไม่มีโอกาสได้พบเห็นง่ายๆอย่างแน่นอน
เพียงไม่นานเมื่อเปลวเพลิงค่อยๆจางหายไป ท่ามกลางกลุ่มควันก็มองเห็นร่างของเสิงเจิ้นจู้ร่างกายสั่นเทิ้ม ขาข้างหนึ่งคุกเขาลงโดยมีกระบี่ปักลงที่พื้นเพื่อประคองตัวมันไม่ให้ล้มลง เทียนฉินเก็บดาบเพลิงนภาเข้าฝักพลางยืนเอามือไขว้หลังมองดูมันด้วยสายตาเฉยชา ในใจไม่รู้สึกยินดียินร้ายกับชายตรงหน้าเลยสักนิด
รอบด้านลานประลองพลันเงียบเชียบไร้สิ้นเสียง ผู้คนรอบด้านต่างอ้าปากค้างดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ ไม่มีใครในที่นี้สักคนที่คิดว่าศิษย์พี่เสิงของพวกมันจะพ่ายแพ้จนหมดสภาพได้ขนาดนี้ ที่สำคัญนี่เพิ่งจะประลองกันไปเพียงสองกระบวนท่าเท่านั้น พลังที่รุนแรงเช่นนี้ทำให้พวกมันหันมามองทางเทียนฉินด้วยความยำเกรง
"หึ่ม! น้องเทียนนี่ก็จริงๆเลย!"
"เจ้าจะไว้หน้าคนของนิกายข้าสักหน่อยไม่ได้หรือไง?"
จงลู่อันถอนหายใจออกมาก่อนจะพุ่งตัวไปทางเสิงเจิ้นจู้ จากนั้นจึงประคองร่างของมันให้ลุกขึ้นยืนอีกครั้ง ทำให้เสิงเจิ้นจู้รู้สึกตัวพลันแหงนหน้าขึ้นมามองเทียนฉินด้วยแววตาหลากหลายอารมณ์ แต่ก่อนที่มันจะเอ่ยอะไรได้ก็กระอักเลือดออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
"เจ้ากลับไปที่บ้านพักก่อนเถอะ! ข้าจะพาเสิงเจิ้นจู้ไปพักฟื้นเสียหน่อย!"
จงลู่อันเห็นท่าทางของเสิงเจิ้นจู้ไม่ค่อยดีนัก ก็เอ่ยปากบอกกับเทียนฉินก่อนจะพาเสิงเจิ้นจู้ออกไปจากลานประลองทันที เมื่อทั้งสามคนจากไปความเงียบงันที่เคยมีก็ดังระงมขึ้นอีกครั้ง ผู้คนต่างจับกลุ่มพูดคุยถึงการต่อสู้ครั้งนี้อย่างเมามันส์ โดยประเด็นหลักยังคงเป็นเรื่องของเทียนฉินที่ทุกคนอยากรู้ว่าเป็นใคร แต่ถึงพวกมันอยากรู้มากแค่ไหน ก็ไม่มีใครหาญกล้าเข้ามาสอบถามเขาตรงๆเลยสักคน
"ไม่น่าเชื่อว่าอายุเพียงเท่านี้ กลับสามารถบรรลุถึงระดับก่อกำเนิดขั้นสูงสุดได้แล้ว!"
ท่ามกลางความวุ่นวายของศิษย์นิกายกระบี่สำราญที่กำลังสอบถามถึงชื่อของเทียนฉินนั้น ไม่มีใครสังเกตุเลยว่าบนท้องฟ้าที่ห่างไกลออกไปนั้น มีชราชราสวมชุดสีฟ้าครามจ้องมองเทียนฉินที่เดินหายไปด้วยแววตาหลายหลายอารมณ์ แต่ไม่นานมันก็เหาะหายลับไปในอากาศอย่างรวดเร็ว หากจงลู่อันสังเกตุเห็นแล้วละก็ เขาจะรู้ได้ทันทีเลยว่านี่คืออาวุโสสูงสุดของนิกาย หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งก็คืออาจารย์ของเขานั่นเอง
เวลาผ่านไปครึ่งชั่วยาม จงลู่อันจึงได้กลับเข้ามายังบ้านพักของตนเองอีกครั้ง เทียนฉินที่นั่งทำสมาธิอยู่พลันลืมตาเอ่ยถามออกมาทันที
"เสิงเจิ้นจู้เป็นอย่างไรบ้าง?"
"ยังดีที่เจ้ายั้งมือ ไม่เช่นนั้นเห็นทีว่ามันคงไม่อาจจะไปป่ามรณะกับพวกเราได้แล้ว!"
จงลู่อันลากเก้าอี้ออกมานั่งต่อหน้าเทียนฉิน จากนั้นจึงเอ่ยต่อ
"แต่การไปป่ามรณะครั้งนี้คงต้องเลื่อนออกไปอีกสักสองสามวัน ให้เสิงเจิ้นจู้ได้ฟื้นฟูร่างกายจนกลับมาเป็นปกติเสียก่อน!"
"เจ้าคงไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหม?"
เทียนฉินได้ยินก็พยักหน้ายอมรับกับการตัดสินใจของจงลู่อัน
"แล้วแต่เจ้าแล้วกัน!"
"ว่าแต่กระบวนท่าที่เจ้าใช้เป็นของนิกายเพลิงอัคคีจริงหรือ?"
เมื่อหมดเรื่องของเสิงเจิ้นจู้แล้ว จงลู่อันก็เอ่ยถามขึ้นมาอีกครั้งอย่างสงสัย ส่วนเทียนฉินเห็นหน้าตาเต็มไปด้วยความอยากรู้ของจงลู่อันก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ ก่อนจะเอ่ยปากหยอกล้ออย่างสนุกสนาน
"ถามอย่างนี้หรือว่าเจ้าเคยต่อสู้กับคนของนิกายของข้ากัน?"
"หึ่ย! ไม่ใช่อย่างนั้น!"
"ข้าแค่อยากรู้เอาไว้! เผื่อวันข้างหน้าเกิดการต่อสู้กันขึ้นมา ข้าจะได้ระมัดระวังตัวเอาไว้!"
จงลู่อันปฎิเสธออกมาอย่างรวดเร็ว แต่ไม่นานคล้ายกับมันจะนึกอะไรออกก็พลันปิดปากทันที และเมื่อหันมามองหน้าเทียนฉินก็เห็นสีหน้าที่จ้องมองมาอย่างจ
ริงจัง
"ยังมีเรื่องที่เจ้ายังไม่ได้บอกข้าอีกใช่ใหม?"
จบตอนที่ 174