บทที่15 ฟินิกซ์แห่งอัคคีนิรันดร์
“จริงสิข้ายังไม่ได้ถามชื่อของพวกท่านเลยนิจะให้ข้าเรียกพวกท่านว่าอย่างไรละ”
ขณะที่คณะของเดนเดินทางอยู่นั้นเดนก็ได้ถามไปยังหญิงสาวที่ดูท่าทางจากการแต่งกายของนาง เขาพอจะเดาได้ว่าคงเป็คนของตระกูลสูงศักดิ์สักตระกูลหนึ่งในเมืองอัคคีนิรันดร์เป็แน่
“เรียกข้าว่า ออโรร่า ก็แล้วกันแล้วนามของท่านเล่า”
“ข้าเดน ส่วนนี้เ้าขาว”
“เป็ชื่อที่แปลกดีนะ แต่ยังไงก็ต้องขอบคุณพวกท่านมากที่ช่วยเหลือพวกเราในขณะนั้น”
“ไม่เป็ไร แต่เื่มันเป็มายังไงกันละพวกท่านถึงได้ถูกซุ้มทำร้าย”
“พวกของเราออกเดินทางไปตามหาบุบผาอัคคีทีู่เาไฟที่ห่างจากตัวเมืองประมาณยี่สิบกิโลเมตรตามข่าวลือที่ลือกันภายในเมืองนะ แต่ก็ไม่พบมัน พวกเราจึงเดินทางกลับแต่ระหว่างทาง กลับถูกลอบทำร้ายอย่างที่ท่านเห็นนั้นละ”
“อืมเป็อย่างนั้นเองรึ ข้าว่าพวกท่านโดนข่าวลือนั้นหลอกเข้าให้แล้วละ”
“พวกท่านพอรู้ตัวคนร้ายมั้งไหมละ”
“พวกข้าไม่ทราบหรอก แต่สงสัยคนที่ปล่อยข่าวเื่บุบผาอัคคีนั้นออกมาแต่ก็ไม่รู้ว่าใครเป็คนกุเื่ขึ้นมา”
“ท่านอยากได้บุบผาอัคคีไปทำไมกันละ”
“ท่านพ่อข้าติดพิษเยือกแข็งตอนที่ท่านไปปราบอสรพิษเหมันต์นอกด่านมานะ มีแต่บุบผาอัคคีเท่านั้นที่ช่วยท่านได้ข้าเลยต้องตามหามันในทุกๆทางที่พอจะทำได้”
“อืมคงมีคนอยากให้พวกเ้าตาย พวกเ้าไปขัดผลประโยชน์กับใครเข้าละ”
เมื่อหญิงสาวได้ยินคำถามจากเดนนางจึงหันไปสบตากับผู้เฒ่าที่เพิ่งหายจากการาเ็แล้วกล่าวขึ้น
“ก็มีอยู่พวกหนึ่งนะ ดยุกแห่งฟาเรน มีอำนาจรองจากกษัตริย์ของเมืองอัคคีนิรันดร์”
“อะไรละนั้น ดยุกแห่งฟาเรน”
หญิงสาวจ้องมองไปยังชายหนุ่ม
“ท่านคงไม่ใช่คนของที่นี้สินะ ดยุกเป็ชื่อตำแหน่งที่กษัตริย์ทรงแต่งตั้งขึ้นนะ ซึ่งเป็ตำแหน่งที่สูงมากเป็รองเพียงกษัตริย์เท่านั้น”
“แล้วบุคคลละดับนั้นมามีเื่กับพวกท่านได้ยังไงกันละ”
“ก่อนข้าจะบอกเื่ราวกับท่าน ท่านช่วยบอกกับเราหน่อยได้ไหมท่านมาจากไหนกัน”
“เ้าเคยได้ยินชื่ออาณาจักรพฤกษา์ไหมละ”
เดนถามไปที่หญิงสาว เมื่อเธอได้ยินกลับทำหน้างง
“อาณาจักรพฤกษา์ คือที่ใดกัน”
“เฮ้อออ คงต้องอธิบายยาวเลยละนะพื้นที่ ที่พวกเราอยู่นี้คือทวีป ทวีปหนึ่งชื่อว่าทวีปม่านหมอกแห่งพฤกษาและเมืองหลวงที่ใหญ่ที่สุดของทวีปก็คืออาณาจักรพฤกษา์คงไม่แปลกหรอกที่พวกเ้าไม่รู้จัก พวกเ้าอยู่สะปลายขอบของทวีปนี่นะ”
“ท่านว่ายังไงนะอาณาจักรพฤกษา์เป็เมืองหลวงของทวีปที่พวกเราอยู่อย่างนั้นรึทำไมพวกข้าไม่เคยได้ยินเลยละ”
“อืมอาณาจักรพฤกษา์อยู่ทางเหนือสุด แต่ระหว่างภูมิภาคของข้าและพวกท่านมี ูเาสูงยาวเป็กำแพงธรรมชาติกั้นเป็เขตแดนระหว่างเมืองของพวกท่านและข้า”
“ไม่แปลกที่พวกท่านจะไม่รู้ ทวีปหนึ่งมันใหญ่มากนะข้าเองก็เพิ่งรู้ว่ามีเมืองนามว่าอัคคีนิรันดร์ที่อยู่ทางใต้นี่เหมือนกันแหละ”
“แล้วเหตุใดท่านกล่าวว่าอาณาจักรพฤกษา์คือเมืองหลวงของทวีปนี้กันละในเมื่อท่านก็เพิ่งรู้ว่ามีเมืองอัคคีนิรันดร์อยู่”
“แล้วเมืองอัคคีนิรันดร์ของเ้าได้ติดต่อกับผู้คนต่างทวีปบางไหมละและถ้าข้าไม่บอกพวกเ้าว่ายังมีอาณาจักรอื่นอยู่อีกนอกเหนือจากเมืองของพวกเ้าพวกเ้าจะรู้รึไม่ละ”
หญิงสาวและเหล่าคนติดตามเมื่อได้ยินต่างตกตะลึงในคำบอกเล่าของเดน
“เห็นทีข้าต้องรายงานเื่นี้ให้กับท่านาาได้รับฟังบ้างแล้วละ แล้วท่านมายังที่แห่งนี้ได้ยังไงกันละในเมื่อูเาที่กั้นเขตแดนมีสัตว์อสูรที่ร้ายกาจอยู่เต็มไปหมดนะ”
หญิงสาวมองอย่างสงสัยไปทางเดน
“ข้าก็บินมานะสิ”
“บิน ท่านว่าบินยังงั้นรึ เอ๊ะ”
ในขณะที่หญิงสาวกำลังจะถามกลับไปก็พบว่าเดนลอยตัวอยู่
“นี่ท่านเหาะได้ยังงั้นรึทำได้ยังไงกัน”
“ก็แค่ใช้พลังเวทย์ประครองตัวแค่นั้นเองเอาละทีนี้เล่ามาได้รึยังละความบาดหมางระหว่างพวกท่านนะ”
“ตอนนี้เมืองอัคคีนิรันดร์องค์าาทรงประชวรไม่สามารถออกว่าราชการได้ เหล่าองค์ชายเหล่าองค์หญิงต่างเยาว์วัยเกินกว่าจะว่าราชการ
ดยุกฟาเรนเลยทำหน้าที่แทนองค์าา
แต่ดยุกฟาเรนกลับใช้อำนาจไปในทางมิชอบและก็หาผลประโยชน์มากมายให้กับตัวเอง ใครขวางเขาต่างต้องมีอันเป็ไปแบบแปลกๆแต่พ่อข้าซึ่งเป็แม่ทัพใหญ่คอยขัดขว้างดยุกฟาเรนในหลายๆเื่ซึ่งเขาไม่สามารถทำอันใดได้อย่างประเจิดประเจ้อจึงทำให้เขาไม่พอใจอย่างมาก แต่วันหนึ่งหมู่บ้านนอกด่านถูกอสรพิษเหมันต์เข้าโจมตี
ดยุกฟาเรนได้โอกาศจึงสั่งให้พ่อของข้านำทัพไปปราบ แต่กองกำลังของพ่อข้ากลับถูกสั่งให้ไปประจำการชายแดนทางใต้เกือบทั้งหมดโดยดยุกฟาเรนอ้างว่าชนเผ่าแดนเถื่อนมีการเคลื่อนไหว ทำให้พ่อของข้าต้องออกไปปราบเ้าอสรพิษกับทหารของท่านเพียงสิบคนเท่านั้น ทั้งสิบคนนั้นเหลือรอดกลับมาแค่สามแถมท่านพ่อของข้ายังต้องติดพิษเยือกแข็งกลับมาอีกทำให้ท่านไม่สามารถออกจากห้องอัคคีได้”
“อืมยังงั้นดยุกที่เ้าว่ามานี้คิดหุบบัลลังก์าางั้นสินะ”
“ข้าไม่แน่ใจแต่ข้าสงสัยในอาการประชวรขององค์าามากกว่าที่อยู่ๆท่านก็ประชวรทั้งที่ท่านร่างกายแข็งแรงอย่างมากแถมยังมีพลังต่อสู้ที่สูงเอามากๆด้วย”
“อืมเป็ยังที่เ้าว่าคนที่มีพลังในการต่อสู้สูงจะล้มป่วยง่ายๆนะยากมาก”
ในระหว่างเดินทางและพูดคุยกันพวกเขาก็ได้เดินมาถึงหน้าประตูเมืองที่มีทหารเฝ้าประจำการอยู่
“หยุด โปรดแสดงบัตรผ่านด้วย”
ทหารคนหนึ่งที่เฝ้าประตูร้องทักมายังกลุ่มคนที่เดินเข้ามาใกล้ แต่เมื่อเขาสังเกตุเห็นหญิงสาวทำให้เขาต้องชะงักท่าทาง
“ท่านหญิงออโรร่าเป็ท่านเอง”
“เมื่อรู้ว่าเป็ข้ายังจะดูบัตรผ่านอีกไหมละ”
“ไม่ต้องแล้วท่านหญิง เชิญ”
ในขณะที่พวกเขากำลังผ่านประตูเมืองทหารคนเดิมก็กล่าวขัดอีกครั้ง
“เ้าสองคนหยุดเอาบัตรผ่านออกมาดู”
ทหารชี้ไปยังเดนและเ้าขาว ออโรร่าหันกลับมากล่าว
“นั้นสหายของข้ามาจากต่างแดน”
“ยังงั้นก็ขออภัยด้วยท่านหญิง”
หลังจากกล่าวทหารที่เฝ้าประตูก็หลีกทางให้เหล่าคณะได้เข้าเมืองไป
“เ้ารีบไปรายงานท่านดยุกว่าท่านหญิงออโรร่ากลับมาแล้ว”
ทหารที่เฝ้าประตูสั่งคนที่อยู่ข้างเขาหลังเห็นคณะของออโรร่าเดินไปไกลแล้ว
เดนที่เดินขึ้นมาข้างออโรร่ากล่าวขึ้น
“ข้าว่าทหารรักษาเมืองตอนนี้อยู่ข้างเ้าดยุกนั้นหมดแล้วละนะ”
ออโรร่าหันหน้าไปมองเดน
“ท่านรู้ได้ยังไงกันละ”
“ข้าเพิ่งได้ยินทหารที่คุยกับเ้าเมื่อกี้สั่งคนให้ไปรายงานเ้าดยุกนั้นเมื่อกี้”
“จริงงั้นรึแล้วท่านได้ยินได้ยังไงกันนี้มันไกลมากเลยนะ”
“ไม่เชื่อข้าเ้ารอดูได้เลยเดี๋ยวเราหยุดตรงหัวมุมถนนนั้นอีกเดี๋ยวคงมีคนออกมาจากประตูเมืองแล้วมุ่งหน้าตรงไปยังที่เ้าดยุกนั้นอยู่แน่ละ”
แล้วพวกเขาก็หยุดเดินตรงหัวมุมถนนยืนแอบหลังต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งสักพักก็มีทหารคนหนึ่งควบม้าตรงไปยังที่อาศัยของ
ดยุกฟาเรน ออโรร่าสีหน้าเคร่งเครียดขึ้น
“เรารีบกลับไปยังบ้านข้ากันก่อนเถอะ”
พวกเขาจึงเร่งเดินทางจนถึงคฤหาสน์สีขาวใหญ่โตท่ามกลางสวนย่อมพืชสีเขียวที่มีการตัดแต่งเป็รูปต่างๆไว้มากมายและมีน้ำพุขนาดใหญ่หน้าทางเข้าไปยังตัวคฤหาสน์สีขาว เมื่อพวกเขาเดินผ่านประตูบานใหญ่เข้ามาภายในตัวปราสาทเดนต้องตื่นตาในการตกแต่งที่สวยงามอย่างมากของตัวคฤหาสน์
มีข้ารับใช้หญิงชายมากมายยืนโค้งคำนับอยู่สองฝากฝั่งระหว่างที่พวกเขาเดินผ่านไปบนพรมสีแดงยาวไปถึงบรรไดขึ้นชั้นบนขนาดใหญ่
“ยินดีต้อนรับกลับคุณหนู”
เสียงเหล่าข้ารับใช้กล่าวขึ้นขณะที่ออโรร่าเดินผ่านไป นางหันหน้ามาทางเดน
“ตามข้ามาข้าจะพาท่านไปยังห้องรับรองก่อน”
เดนที่กำลังมองไปรอบไปที่ตัวคฤหาสน์หันกลับมามองออโรร่าแล้วพยักหน้าตอบกลับ
เมื่อเดินขึ้นมาบนชั้นสองออโรร่านำเดนไปยังห้องรับรองขนาดใหญ่ห้องหนึ่ง
“ท่านนั้งรอข้าที่นี้สักครู่นะ”
กล่าวเสร็จออโรร่าก็เดินออกจากห้องไปทิ้งเดนและเ้าขาวนั้งรอในห้องอันหรูหรา
“นายท่านหลังจากเข้ามาในเมืองข้ารู้สึกถึงพลังทีู่เาหลังปราสาทสีเงินที่เราผ่านมานั้นละ”
“หืม ูเาหลังปราสาทยังงั้นรึ”
“ไปดูกันเลยไหมนายท่าน”
“เอาไว้ก่อนละกันเราต้องรอดูสถาณการณ์ให้รอบด้านชะก่อน”
“ขอรับ”
ภายในปราสาทราชวังสีเงินมีชายกลางคนแต่งตัวราวกษัตย์กำลังดื่มสุราและมีบรรดาสาวงามคอยปรนนิบัติ และมีชายหนุ่มหน้าตาค่อนข้างดีแต่งตัวภูมิฐานยืนข้างๆ
“ท่านพ่อเมื่อกี้มีรายงานจากทหารเฝ้าประตูเมืองมาว่า ออโรร่าลูกสาวแม่ทัพดัชเพิ่งกลับมา”
ชายวัยกลางคนหันมองชายหนุ่ม
“เ้าว่าไงนะนังหนูนั้นกลับมามันยังไม่ตายยังงั้นเหรอ”
“พวกนักรบรับจ้างที่ท่านให้ไปจัดการกับพวกมันก็ยังไม่มีใครกลับมารายงานเลยสักคน”
“มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่พวกนั้นนะฝีมือในการลอบโจมตีนับว่าน่ากลัว แต่กลับไม่มีใครกลับมาแล้วนังหนูนั้นดันกลับมาได้เนี้ยนะ”
“จากรายงานมีชายหนุ่มแปลกหน้าสองคนตามออโร่ากลับมาด้วยท่านพ่อ”
“เ้าส่งคนไปสืบมาสิว่ามันทั้งสองเป็ใครและหาข่าวไอ้พวกนักรบรับจ้างพวกนั้นด้วยว่าพวกมันหายไปไหนกันหมด”
“ครับท่านพ่อ”
ณ ห้องรับรองภายในคฤหาสน์สีขาวหลังใหญ่เดนและเ้าขาวนั่งรอออโรร่ามีเสียงฝีเท้าเดินเข้ามาเมื่อเดนหันกลับไปมองเขาพบกับ
หญิงสาวผิวขาวมีเรือนผมสีทองปล่อยยาวสยายหน้าตาสวยงามดวงตากลมโตปากรูปกระจับสีแดงระเรื่อสวมชุดเข้ารูปกระโปรงฟูยาวสีฟ้าเดินเข้ามาพร้อมถอนสายบัวให้กับเดน
“นั้นเ้ารึออโรร่า”
เดนมองอย่างไม่เชื่อสายตาที่เห็นครั้งแรกที่ว่านางสวยแล้วแต่ตอนนี้นางกลับสวยงามกว่าครั้งแรกที่เจอเมื่อไม่มีคราบน้ำตาและฝุ่นดินเปื่อนหน้า
“คะท่านเดนท่านขาวเชิญนั่งก่อนเดี๋ยวเหล่าข้ารับใช้จะนำอาหารและเครื่องดื่มตามเข้ามา”
เดนนั่งลงตามคำเชิญแต่เ้าขาวกลับไปยืนข้างหลังเดน เดนหันมอง
“มานั่งนี้เ้าขาว”
“ข้าไม่นั่งเสมอเ้านายหรอกขอรับ”
“ข้าสั่งให้เ้ามานั่ง”
เดนถลึงตาใส่เ้าขาวพร้อมออกคำสั่ง
“ขะ..ขอรับ”
ในขณะนั้นเองเหล่าข้ารับใช้ได้นำอาหารและเครื่องดื่มมาวางไว้บนโต๊ะให้กับพวกเขาทั้งสาม
ออโรร่ามองไปยังทั้งสองอย่างสงสัย
“ท่านเดนคงเป็คนชั้นสูงแห่งอาณาจักรพฤกษา์ยังงั้นสินะถึงได้มียอดฝีมืออย่างท่านขาวคอยติดตาม”
เ้าขาวมองไปยังออโรร่า
“นายท่านของข้านะแข็งแกร่งกว่าข้าเยอะข้านะเทียบไม่ติดแม้แต่เศษเล็บของนายท่านหรอกนะ”
ออโรร่ามองไปทางเดนอย่างไม่เชื่อในคำกล่าวของเ้าขาวเพราะเธอเห็นว่าท่าทางและรูปร่างของเดนนั้นไม่น่าจะมีฝีมือมากไปกว่าคนที่กล่าวบอก การที่เ้าขาวบอกว่ามีฝีมือมากกว่านั้นคงเป็เพราะเดนเป็เ้านายของเขามากกว่า
“ออโรร่าข้าถามเื่หนึ่งได้รึไม่”
เดนเอ่ยขึ้นขณะที่เขามองออกไปนอกหน้าต่าง
“เชิญท่านถามได้ทุกเื่เลย”
“ทีู่เาหลังปราสาทนั้นข้ารู้สึกถึงพลังบางอย่างนะมันคือูเาอะไรยังงั้นเหรอ”
“ที่ท่านเห็นนั้นมันคือูเาจิติญญานกฟินิกซ์นะ มีตำนานเหล่าต่อกันมาของคนรุ่นก่อนๆว่าเมื่อก่อนพื้นที่แถวนี้นั้นยังไม่มีเมืองอัคคีนิรันดร์กับหมู่บ้านต่างๆและเต็มไปด้วยพวกสัตว์อสูรมากมายแต่วันหนึ่งได้มีกองกำลังหนึ่งเดินทางหลงเข้ามา เลยโดนเหล่าพวกสัตว์อสูรเข้าทำร้ายทำให้พวกเขาต้องหนีเข้าไปหลบซ่อนในถ้ำภายในูเาลูกนั้นเพราะสัตว์อสูรนั้นมีจำนวนมากกว่าเหล่ากองกำลังที่หลงเข้ามา ในขณะที่หัวหน้ากองกำลังพาเหล่าคนของเขาฝ่าเข้าไปส่วนลึกของถ้ำพร้อมกับรับมือกับสัตว์อสูรที่ตามมาอย่างไม่ขาดสายนั้น จู่ๆก็มีพลังเพลิงแปลกๆปะทุมาจากส่วนลึกเข้าเผาทำลายพวกสัตว์อสูรที่ไล่ตามพวกกองกำลังมาทั้งหมดแต่กลับไม่ทำอันตรายกับกลุ่มคนเ่าั้ เมื่อพวกเขาเข้าไปส่วนลึกสุดจึงพบเข้ากลับนกตัวสีแดงตัวใหญ่อาศัยในลูกบอลเพลิงขนาดใหญ่มากจ้องมองมาทางพวกเขาและพูดกับเหล่าคนกลุ่มนั้นพร้อมกับทำสัญญาบางอย่างระหว่างกลุ่มคนและนกในลูกไฟ หลังจากนั้นเหล่ากลุ่มคนที่เข้าไปหลบซ่อนตัวกลับออกมาจากถ้ำพร้อมกับพลังเพลิงอันมหาศาลเข้าปราบพวกสัตว์อสูรจนพวกมันต้องถอยหลบหนีขึ้นไปยังแนวเขาที่ยาวและสูงชันออกจากพื้นที่นี้ทั้งหมด หลังจากที่กองกำลังไล่พวกสัตว์อสูรออกไปได้หมดพวกเขาจึงนำเหล่าผู้คนมาตั้งเมืองที่นี้ หลังจากตั้งเมืองขึ้นมาหัวหน้ากองกำลังก็ตั้งตนเองขึ้นเป็กษัตริย์และได้สร้างราชวังขึ้นตรงหน้าถ้ำนั้นอย่างที่ท่านเห็นนั้นละ”
“แล้วเื่นกนั้นละเป็ยังไงต่อเมื่อพวกเขาตั้งเมืองขึ้นมาแล้ว”
“ข้าไม่ทราบเื่ต่อมาหลังจากนั้นแล้วละรู้แต่เพียงว่านกนั้นเรียกตัวเองว่าฟินิกซ์”
“ยังงั้นเองเหรอแล้วเ้าสามารถพาข้าเข้าไปภายในถ้ำได้ไหม”
“ไม่มีทางเลยละทางราชวังปิดเื่ทางเข้าถ้ำไว้และไม่อนุญาตให้ใครเข้าไปอีกเลยั้แ่การสิ้นพระชนม์ของกษัตริย์ที่สามแห่งอัคคีนิรันดร์”
“ทำไมเป็ยังงั้นละ”
“ข้าไม่ทราบหรอกคงต้องไปถามท่านพ่อข้าแต่ท่านยังอยู่ในห้องอัคคีเพื่อรักษาตัวคงพบท่านไม่ได้หรอก”
“จริงสิข้าลืมเื่พ่อเ้าไปเลยพอจะให้ข้าเข้าไปดูอาการของพ่อเ้าจะได้ไหมละ”
“นี่ท่านคิดจะรักษาอาการพ่อของข้ายังงั้นรึ”
“ถ้าท่านไม่มีบุบผาอัคคีก็ไม่สามารถรักษาพิษเหมันต์ได้หรอกนะ”
เ้าขาวที่ฟังเื่ราวอยู่เอ่ยขัดออโรร่า
“เ้านะเชื่อมือนายท่านเถอะท่านนะมีความสามารถมากกว่าที่เ้าคิดไว้เป็พันเท่า”
ออโรร่าจ้องมองไปทางเดนอีกครั้ง
“ก็ได้ข้าจะพาท่านไปพบกับเขา”
จากนั้นออโรร่าก็นำเดนและเ้าขาวไปยังห้องประตูสีแดงภายในตัวคฤหาสน์ชั้นใต้ดินความร้อนระอุออกมาจากตัวห้องจนทำให้อากาศแถวนั้นบิดเบี้ยว
“ในนั้นจะร้อนหน่อยนะท่านเดนท่านขาว”
“อือไม่เป็ไรนำข้าเข้าไปเถอะ”
ออโรร่าเปิดประตูสีแดงเข้าไปข้างในเดนเดินตามเข้ามาในห้องพบกับชายวัยกลางคนสีหน้าซีดเซียวใส่กางเกงสีดำเปลือยท่อนบนนั่งขัดสมาธิบนแท่นหินสีดำสนิท บนร่างของชายคนนั้นทั้งๆที่อยู่ในห้องที่ร้อนระอุ กลับมีเกร็ดน้ำแข็งเกาะอยู่ทั่วร่างกายเป็หย่อมๆ
เมื่อเดนเห็นดังนั้นจึงเดินไปหยุดตรงหน้าของเขาและนำนิ้วชี้และกลางแตะไปตรงหน้าผากชายคนนั้นทำให้ชายคนดังกล่าวลืมตาขึ้นมองเดน
“กรุณาอย่าขยับข้ากำลังจะรักษาท่าน”
พ่อของออโรร่ามองอย่างสงสัยแต่ก็ไม่ได้ขยับตัวแม้แต่น้อย ออโรร่าที่เห็นดังนั้นจึงรีบเดินเข้าไปหาเดนแต่เ้าขาวดึงแขนไว้และบอกให้ยืนดูอยู่เฉยๆ
ในขณะที่เดินใช้นิ้วััไปยังหน้าผากพ่อของออโรร่าเกิดวงเวทย์สีแดงสดขนาดเล็กขึ้นที่หน้าผากระหว่างคิ้วของเขาเดนดึงนิ้วออกช้าๆและมีเส้นพลังงานสีขาวลากเป็ทางยาวติดนิ้วของเดนออกมาด้วย ออโรร่าที่มองอยู่ตกตะลึงในสิ่งที่เห็นและนำมือทั้งสองข้างขึ้นปิดปากตัวเองเอาไว้ด้วยความตื่นเต้น
เส้นแสงสีขาวที่หลุดออกจากหน้าผากของพ่อออโรร่าทั้งหมดเข้าม้วนรอบมือข้างขวาของเดนแต่ในขณะที่มันม้วนพันรอบมือของเขาอยู่นั้นกลับมีกลุ่มแสงสีแดงห่อหุ้มทั้งมือและเส้นแสงสีขาวนั้นไว้ทำให้เส้นแสงสีขาวค่อยๆสลายหายไปไม่นานมันก็หายไปทั้งหมดไม่เหลือแม้แต่น้อย
“เอาละเสร็จแล้วทีนี้ท่านรู้สึกยังไงบ้างละ”
ชายวัยกลางคนลุกขึ้นสำรวจร่างกายตัวเองพบว่าเกร็ดน้ำแข็งได้หายไปและร่างกายยังรู้สึกสบายขึ้นอย่างมาก
“ขะ..ข้าหายแล้วเป็ไปได้ยังไงกันท่านเป็ใครกันแน่”
“ออกไปข้างนอกกันก่อนเถอะในนี้อบอ้าวไปหน่อยแล้วค่อยคุยกัน”
เ้าขาวกอดอกมองไปยังออโรร่าและกล่าวอย่างภูมิใจ
“ทีนี้เ้ารู้รึยังว่านายของข้านะเจ๋งขนาดไหน”
“ทะ..ท่านขาวนายของท่านเป็ใครกันแน่”
“เป็คนที่ยิ่งใหญ่มากละกันเ้ารู้แค่นั้นก็พอ”
แล้วคนทั้งสี่ก็เดินออกมาจากห้อง หน้าห้องมีชายชราที่ยืนรออยู่เมื่อเขาเห็นพ่อของออโรร่าเดินออกมาเขาจึงเร่งกล่าวอย่างตื่นเต้น
“นะ..นายท่าน ท่านหายแล้ว?”
“อืมขอโทษด้วยท่านพ่อบ้านเมลที่ต้องให้ท่านลำบากในหลายๆเื่”
“ไม่เป็ไร ไม่เป็ไรขอแค่ให้ท่านหายจะให้ข้าลำบากยังไงข้าก็พร้อมจะรับมัน”
ชายชรากล่าวด้วยน้ำตาไหลรินด้วยความดีใจอย่างยิ่ง