“แม่ว่าพี่ธรรมเป็คนดีไหม” อัญจรีถามตอนกลับถึงบ้าน
“ดีสิ” คนเป็แม่ตอบทันที
“ยายว่าพี่ธรรมเป็คนเก่งไหม”
“เก่ง” ดวงตาพยักหน้า
“พ่อว่าพี่ธรรมเป็คนขยันไหม”
“แน่นอน”
“ถ้าอัญอยากช่วยพี่ธรรม พ่อแม่และยายคงไม่ห้ามใช่ไหม”
“พ่อจะยิ่งสนับสนุนด้วย” ตรียืนยันกับลูก
“แต่มันต้องใช้ตังค์มากอยู่นะ อัญไม่มีตังค์”
คราวนี้ทั้งสามคนต่างหันมามองหน้ากัน
“ลองเล่าให้ยายฟังสิว่าทำไมถึงมีเงินมาเกี่ยวข้อง”
เมื่อเล่าเื่ให้ฟังโดยละเอียด อัญจรีก็สรุปปิดท้าย “อัญออกตังค์ ส่วนพี่ธรรมออกแรง พอได้ไข่มาก็แบ่งกันคนละครึ่ง”
ผู้ใหญ่ทั้งสามอดทึ่งในความฉลาดคิดของเธอไม่ได้ เมื่อเห็นสีหน้าที่แน่วแน่ของเธอ แม้จะเสียดายเงินใจแทบขาดแต่พวกเขาก็ยินดีจ่ายให้ โดยดวงตาออกให้หนึ่งร้อยบาท ตรีและดวงฤทัยช่วยอีกหนึ่งร้อยบาท
เมื่อทั้งครอบครัวตกลง อัญจรีจึงไม่รอช้ารีบลากแม่ไปหาธรรมที่วัดในเย็นนั้นเลย
ธรรมมีสีหน้าลำบากใจเมื่อเห็นเงินสองร้อยบาทที่ยื่นให้ “ผมไม่อยากรบกวนน้าดวง”
ดวงฤทัยกล่าวเสียงดุ “น้าแค่อยากร่วมมือกับธรรมขุดไข่แมงมันแล้วมาแบ่งกันคนละครึ่ง เพียงแต่น้าออกเป็เงิน ส่วนธรรมออกเป็แรง รับไปเถอะ โอกาสแบบนี้มีปีละครั้งเท่านั้น น้าอยากได้ไข่ไปขาย คนในเมืองชอบกันมาก”
“แต่ผมกลัวว่าจะเลือกได้ไม่ดี ถ้าเจอรังร้างนี่แย่เลย”
“ไม่เป็ไร พรุ่งนี้น้องอัญไปเลือกให้” อัญจรียกมืออาสา
“ให้พี่เขาดูเองไม่ดีหรือลูก น้องอัญดูไม่เป็หรอกมั้ง” คนเป็แม่รีบห้าม
“ให้อัญเลือกให้ดีกว่าครับ เผื่อโชคดีกว่าผม” ธรรมสนับสนุน
เมื่อเห็นว่าธรรมไม่คัดค้าน ดวงฤทัยจึงยอมตามใจแต่โดยดี
่สายของวันรุ่งขึ้น ทั้งดวงตาและดวงฤทัยต่างเอ่ยปากฝากฝังอัญจรีไว้กับธรรมอยู่หลายต่อหลายรอบก่อนจะยอมปล่อยทั้งคู่เดินออกจากบ้านไป เพราะต้องเตรียมของไปขายในวันพรุ่งนี้ จึงไม่มีใครว่างไปกับอัญจรี ทำได้เพียงแค่ย้ำกับธรรมให้ช่วยดูแลอัญจรีให้ดีเท่านั้น
“ถ้าเมื่อยก็บอกพี่นะ” ธรรมหันมาพูดด้วยความเป็ห่วง
“ไม่เมื่อย” อัญจรีที่เดินตามแรงจับจูงของเขาตอบเสียงใส วันนี้นัดเจอกันที่บ้านชดที่อยู่ท้ายหมู่บ้านอีกฝั่งหนึ่ง ทั้งคู่จึงต้องเดินไกลพอควรกว่าจะถึง แต่โชคดีเป็่เดือนมกราคม อากาศยังเย็นอยู่มากจึงสามารถเดินกันได้อย่างสบาย
เมื่อไปถึงบ้านชด มีคนมารวมตัวกันพอสมควร ส่วนมากจะเป็วัยรุ่นและเด็กรุ่นราวคราวเดียวกับธรรม มีคนอายุเท่ากับอัญจรีด้วยคนหนึ่งชื่อกั้งหรือกังสดาลซึ่งเป็น้องสาวศุภกิจ
“หาตังค์ได้แล้วใช่ไหม” ศุภกิจทักอย่างดีใจ
ธรรมพยักหน้า “ได้รูหนึ่ง”
เมื่อเห็นคนมาพอควรแล้วชดจึงพาทุกคนไปดูจุดแต่ละจุดที่ทำเครื่องหมายไว้
“แล้วนี่ใช่ต้นดอกแก้วไหม” นี่คือคำถามที่อัญจรีคอยวนเวียนถามธรรมระหว่างที่ชดพาไปดูแต่ละจุด แล้วคำตอบจากปากธรรมก็มีแค่ว่าไม่ใช่เท่านั้น
อัญจรีถอนหายใจอย่างผิดหวัง ตอนนี้ขาเธอเริ่มเปลี้ยลงเรื่อย ๆ เพราะความเหนื่อย แม้แถบชายป่าจะไม่ค่อยมีเนินแต่ก็รกพอควร ต้องคอยเดินหลบหญ้าหลบกิ่งไม้อยู่ตลอดเวลา เธออยากให้ถึงจุดบริเวณที่อยู่ใต้ต้นดอกแก้วไว ๆ จะได้รีบเลือกและกลับออกไปก่อน
แล้วทำไมต้องเป็ใต้ต้นดอกแก้วน่ะหรือ? ก็เพราะจุดนี้เป็จุดที่มีไข่แมงมันเยอะน่ะสิ
“น้องอัญเมื่อยแล้วใช่ไหม” ธรรมหันมาเห็นใบหน้าที่แดงก่ำของเธอก็อมยิ้ม
“ขี่หลังพี่มา” เขาคุกเข่าลงด้านหน้าเธอและใช้มือตบบ่าตัวเองเพื่อชี้ชวนให้เธอปีนขึ้น
อัญจรีมีสีหน้าลังเล “อัญหนัก”
“ไม่หนักหรอก พี่เคยแบกกระสอบข้าวสารที่ใหญ่กว่าตัวอัญตั้งเยอะ รีบขึ้นมาเร็วเข้า พวกเขาเดินไปข้างหน้ากันหมดแล้ว เดี๋ยวจะเลือกที่อยากได้ไม่ทันนะ”
อัญจรีไม่ลีลาอีก เธอรีบปีนขึ้นหลังเขาอย่างว่าง่าย
“พี่กิจ คุกเข่าเร็ว ๆ กั้งเมื่อย” เสียงที่บ่งบอกถึงความซุกซนของเด็กหญิงเอ่ยบังคับพี่ชาย
“เห็นเดินปร๋อ เอาตรงไหนมาเมื่อยกัน”
“แต่ตอนนี้เมื่อย ให้กั้งขี่หลังเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นจะฟ้องแม่”
“ฮึ่ย...น้องผี” ศุภกิจบ่นงึมงำแต่ก็ยอมคุกเข่าให้น้องขี่หลังแต่โดยดี “ทำไมไม่หลับตดอยู่ที่บ้าน มาเป็ภาระแท้ ๆ” ฝ่ายพี่ชายบ่นงึมงำไม่หยุดแต่ฝั่งน้องสาวกลับตบบ่าทั้งสองของพี่ชายเป็จังหวะดนตรีพร้อมหัวเราะชอบใจ ขณะที่สายตาเหลือบมองไปยังอัญจรีเหมือน้าแสดงให้รู้ว่าไม่ใช่เธอคนเดียวหรอกนะที่ได้ขี่หลัง ฉันก็ได้เหมือนกัน
เด็กแท้ ๆ อัญจรีกลั้นยิ้มขณะที่ศีรษะก็ซบแผ่นหลังผอม ๆ แต่อบอุ่นของธรรมไปด้วย
“นี่ใช่ต้นดอกแก้วไหม” เธอถามคำถามเดิมในจุดที่แปด
“ใช่” คราวนี้ธรรมพยักหน้า
อัญจรีตาเป็ประกาย “อัญเลือกรูนี้”
ธรรมหันมามองอย่างแปลกใจแต่ก็ไม่คิดถาม เขาเดินไปตกลงกับชดในทันที เมื่อเห็นว่าธรรมเลือกขุดรูนี้
ศุภกิจจึงตัดสินใจเลือกอีกรูที่ห่างออกไปอีกประมาณห้าเมตร เพราะในวันขุด ถ้าได้อยู่กับคนที่สนิทกันก็จะสามารถช่วยกันได้
หลังจากจ่ายเงินให้ชดเรียบร้อยก็นัดหมายกันมาขุดอีกทีคือ่เดือนกุมภาพันธ์เพราะ่นั้นว่ากันว่าไข่แมงมันจะโตเต็มที่ เม็ดใหญ่ ขายได้ราคาดี
“พี่ธรรมไม่ถามหรือว่าทำไมอัญเลือกรูนั้น”
ธรรมส่ายหน้า “อัญเลือกอะไรก็ดีทั้งนั้น”
อัญจรียิ้มกว้าง
เมื่อกลับถึงบ้านเป็เวลาบ่ายคล้อยแล้ว ตรียังไม่กลับจากการวิ่งหาของไปขาย ส่วนดวงฤทัยและดวงตาก็ยังเตรียมวัตถุดิบของอาหารปรุงสุกไม่เสร็จเช่นกันทำให้อัญจรีแปลกใจมากเพราะปกติจะแล้วเสร็จั้แ่่เที่ยง และที่สำคัญ ของที่เตรียมกลับเป็พวกหอมแดงเผา พริกเผา กระเทียมเผา รวมถึงปลาร้าห่อใบตองเผาหอม ๆ ไม่เห็นมีอาหารปรุงเสร็จพร้อมขายเลยสักอย่าง
“วันนี้แม่กับยายทำกับข้าวช้า” เธอเอ่ยทักขึ้น
“ช้าตรงไหน เสร็จเรียบร้อยแล้วต่างหาก” ดวงฤทัยหันมาบอกยิ้ม ๆ
“เอ๋..” อัญจรีมองข้าวของพวกนั้นอย่างไม่เข้าใจ
“แม่ก็จะไปตำน้ำพริกขายที่ตลาดเหมือนน้องอัญบอกไง”
อัญจรียิ้มกว้างอย่างดีใจ “แม่ตำอร่อย น้ำพริกต้องขายดีแน่ ๆ”
ไม่คิดเลยว่าแม่จะแอบเห็นด้วยกับความคิดของเธอ ถ้าขายดี อนาคตก็พอจะเห็นช่องทางขยับขยายแล้ว และเธอมั่นใจว่าต้องขายดีแน่
“เคยกินหรือ ถึงบอกว่าอร่อย”
อัญจรีส่ายหน้าอาย ๆ “งานแต่งเมื่อวานน้ำพริกของแม่หมดก่อนเพื่อน ต้องอร่อยแน่ ๆ”
“พรุ่งนี้อัญจะไปดู อัญขอไปตลาดด้วยคนนะ” เธอเข้าไปคลอเคลียแม่เหมือนลูกแมว
“ไม่ได้นะลูก แม่กับพ่อออกไปั้แ่ตีสามตีสี่ อากาศหนาวมาก ลูกจะไม่สบายเอาได้ ไม่สบายแล้วต้องกินยาขม ๆ”
อัญจรีทำหน้าม่อย
“น้องอัญค่อยนั่งรถโดยสารไปกับยาย่สายพรุ่งนี้ดีกว่า” ดวงตาเดินเข้ามาบอก “ยายก็อยากเห็นเหมือนกัน”
เท่านั้นแหละ อัญจรีก็วิ่งเข้าไปกอดและหอมแก้มดวงตาอย่างดีใจ ทำเอารอบดวงตาของคนเป็ยายมีรอยพับเพิ่มขึ้นอย่างช่วยไม่ได้