ยามค่ำแห่งแคว้นเว่ย เกล็ดหิมะโปรยร่วงผ่านบานหน้าต่างลายฉลุ ซ้อนทับแสงจันทร์อันเยียบเย็นที่ลูบไล้ใบหน้าคมสันของบุรุษผู้หนึ่ง
ร่างสูงสง่าในชุดคลุมสีครามทอดสายตามองฝ่าหมู่หิมะสู่ความว่างเปล่า แววตาหม่นลึก ราวกับกำลังปล่อยใจให้ลอยหายไปในรัตติกาลมืดมิด
หัวใจเขาปวดร้าวเกินกว่าจะเอื้อนเอ่ย เมื่อนึกถึงแววตาของสหายผู้ที่ตนเฝ้าซ่อนความรู้สึกมานาน
ครั้นนางล่วงรู้ความจริง แม้เขาจะพยายามเตรียมใจไว้บ้าง ทว่าทันทีที่ได้ฟังถ้อยคำจากริมฝีปากนางว่าไม่เคยมีใจเช่นเดียวกัน ความผิดหวังก็พุ่งกระแทกดั่งคมกระบี่ที่ฝังลึกลงในอก
ซ่งมู่เฉิน…บุตรชายเพียงคนเดียวของแม่ทัพใหญ่ซ่งผู้ล่วงลับ แม่ทัพผู้สละชีพเพื่อแคว้นเว่ยจนกองทัพได้รับชัยชนะยิ่งใหญ่ ด้วยคุณความดีในครั้งนั้น ฮ่องเต้จึงทรงพระกรุณา หมั้นหมายเขาไว้กับพระธิดาองค์เล็ก เผิงเยว่หลิน ั้แ่นางมีเพียงสองชันษา ส่วนเขาในเวลานั้นเพิ่งมีอายุเจ็ดปี พระราชประสงค์ชัดเจน โดยหวังให้ทั้งคู่เติบโตเคียงกันดุจสหาย ก่อนจะเข้าสู่พิธีอภิเษกยามนางครบสิบหกชันษา
มีเพียงไท่จื่อหยุนเฟิง ฮองเฮา และฮ่องเต้เท่านั้นที่ล่วงรู้เื่หมั้นหมายนี้ เพราะพระองค์ทรงปรารถนาให้ความผูกพันระหว่างทั้งคู่เกิดจากใจ มิใช่เพียงคำสัญญาที่ผูกมัด นับแต่นั้น มู่เฉินก็เฝ้าดูแลเยว่หลินอย่างไม่ขาด
ทว่าชะตากลับไม่ปรานีอีกเช่นเคย…
เมื่อเขาก้าวสู่วัยสิบปี มู่เฉินก็สูญเสียมารดาที่พึ่งสุดท้ายไปอย่างกะทันหัน หลังจากเพิ่งเผชิญการจากไปของบิดามาได้เพียงไม่กี่ปี ความโศกเศร้าจึงกัดกร่อนหัวใจ แม้ฮ่องเต้จะทรงอุปถัมภ์ ไม่ทอดทิ้งให้เขาเติบโตเดียวดาย แต่ก็ไม่อาจทดแทนความอบอุ่นที่สูญสิ้นไปจากครอบครัว
และในวันที่โลกทั้งใบของเขาพังทลาย เหลือเพียงความว่างเปล่า เยว่หลินคือผู้เดียวที่ยังอยู่เคียงข้าง แม้นางจะดื้อรั้น ซุกซน จนบางครั้งทำให้เขาปวดหัว แต่รอยยิ้มและเสียงหัวเราะของนางกลับเป็ดั่งแสงเพียงหนึ่งเดียวที่สาดลอดเข้ามาในความมืดมิด ความโศกเศร้าที่เกาะแน่นในใจค่อย ๆ คลายลง ทุกครั้งที่ได้อยู่ใกล้ชิดกับนาง
จากที่เคยมองนางเป็เพียงสหาย เขาก็เผลอเก็บนางเข้ามาไว้ในทุกห้วงลมหายใจ จนกลายเป็ดั่งโลกทั้งใบของเขานับแต่นั้น
ยามบ่ายของวันถัดมา แสงแดดอุ่นลอดผ่านม่านโปร่งของตำหนักเมิ่งฮวา กลิ่นหอมอ่อนละมุนจากดอกเหมยขาวในสวนพลิ้วมากับสายลมฤดูหนาว
เงาร่างสูงในชุดคลุมสีน้ำเงินก้าวผ่านซุ้มประตูไม้
ซ่งมู่เฉินหยุดยืนอยู่ตรงลานด้านหน้า แววตาเรียบนิ่งกวาดมองรอบกาย บานประตูไม้สลักลวดลายดอกเหมยของตำหนักเมิ่งฮวาถูกปิดสนิท เสียงขันทีเฝ้าตำหนักเอ่ยอย่างเกรงใจ
“องค์หญิงทรงมีรับสั่ง…มิให้ผู้ใดเข้าพบ”
มู่เฉินขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนเอ่ยเสียงเรียบแต่หนักแน่น
“บอกนาง…ว่าข้าไม่ใช่ผู้ใด แต่เป็ซ่งมู่เฉิน”
ขันทีลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ทว่าเมื่อสบแววตาคมลึกนั้น ก็รีบถอยกลับเข้าไปในตำหนัก
มือที่กำแน่นคลายออกช้า ๆ เขาเงยหน้ามองบานประตูราวกับกำแพงสูงที่ขวางกั้นเขาเอาไว้ เขาทำเพียงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ให้เวลาผ่านไปทีละลมหายใจ
“เยว่หลิน” เขาเอ่ยเสียงต่ำ “ข้ารู้ว่าเ้าผิดหวังกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ขอให้ข้าได้พูดสักครั้ง ได้อธิบาย”
ลี่ถิงสาวใช้คนสนิทของเยว่หลินเปิดประตูออกจากตำหนัก โค้งตัวเล็กน้อย ก่อนนำคำสั่งขององค์หญิงมาถึงบุรุษผู้ยังยืนรออยู่เดิม
“องค์หญิงมิทรงรับแขก และทรงรับสั่งว่าให้ท่านกลับไปก่อนเ้าค่ะ”
มู่เฉินเอ่ยเสียงเรียบแต่เต็มไปด้วยความดื้อรั้น
“บอกนาง…ข้าจะรอ”
ลมหนาวยามบ่ายพัดแรงขึ้นจนชายเสื้อคลุมยาวสะบัด ปลายผมดำขลับแตะใบหน้าที่แดงเพราะความเย็น ก้อนหิมะเล็ก ๆ เกาะตามบ่าและแขนเสื้อ แต่ร่างสูงยังยืนตรง ไม่ไหวเอน
สายตายังคงจับจ้องบานประตูไม้สลักดอกเหมยตรงหน้า ราวกับไม่ยอมละจาก
ขันทีออกมาอีกครั้ง “ท่านมู่เฉิน…อากาศเย็นนัก ท่านกลับไปเถิดขอรับ”
“ไม่” เขาตอบสั้น ๆ แต่หนักแน่น “ถ้าไม่ให้พบ ข้าก็จะยืนอยู่ตรงนี้…”
ความเงียบยังคงปกคลุม แต่แล้วเสียงฝีเท้าเบา ๆ ก็ดังใกล้เข้ามา ประตูไม้ค่อย ๆ แง้มออก เผยร่างนาง ดวงตาคู่สวยแดงช้ำ ราวผ่านการร้องไห้มาไม่น้อย
“เ้ามาทำไม” นางเอ่ยเสียงเรียบ แต่แฝงแววสั่นไหว
มู่เฉินมองลึกเข้าไปในดวงตานั้น “เพราะข้าไม่อาจทนเห็นเ้าเสียใจเช่นนี้ ข้ารู้…เ้ามองข้าเป็สหายมาโดยตลอด แต่สำหรับข้า เ้าคือทุกอย่างสำหรับข้า…หลังจากสูญเสียทุกอย่างไป”
นางเม้มริมฝีปาก ไม่ตอบ และเบือนหน้าหนี
“ั้แ่วันที่พ่อข้าจากไป ั้แ่วันที่แม่ข้าล้มป่วยและดับลมหายใจ ข้าก็มีเพียงเ้า”
เขาก้าวเข้าไปอีกเพียงครึ่งก้าว แต่หยุดไว้ ไม่ล่วงเกิน
“เ้าทำให้ข้ารู้สึกว่ายังมีเหตุผลที่อยากจะใช้ชีวิต ข้าไม่้าตำแหน่ง ไม่้าเกียรติยศ สิ่งเดียวที่ข้า้า…คือได้อยู่เคียงข้างเ้า”
สายลมยามบ่ายพัดผ่าน กลิ่นดอกเหมยแ่เบา ปะปนกับความเงียบที่กดทับหัวใจทั้งสอง
เยว่หลินหลับตาลงชั่วขณะ ราวต่อสู้กับความรู้สึกที่อยู่ภายใน
“ที่ข้าดูแลเ้า…เพราะอยากดูแลจากใจจริง ไม่ใช่เพราะคำหมั้นหมาย ข้ารักเ้า เยว่หลิน”
นางเม้มริมฝีปากแน่น หัวใจเต้นแรงอย่างห้ามไม่อยู่ แต่สุดท้ายก็เอ่ยช้า ๆ
“ข้าขอโทษ แต่ข้ายังไม่อาจรับคำนี้”
ความเงียบคลุมอยู่ครู่หนึ่ง มู่เฉินพยักหน้าน้อย ๆ
“ข้าเข้าใจ แต่ไม่ว่าเ้ายอมรับหรือไม่ ข้าก็จะไม่เปลี่ยนใจ”
เขาก้าวเข้าใกล้อีกเพียงครึ่งก้าว เสียงลมหนาวพัดผ่าน มู่เฉินจ้องนางนิ่ง ก่อนเอื้อมมือคว้ามือนางไว้ ความอุ่นแผ่ซ่านตัดกับไอหนาวราวจะละลายกำแพงในใจ
“ที่ผ่านมา ข้าก็ดูแลเ้าอย่างดีไม่ใช่หรือ แม้เ้าจะไม่คิดเช่นเดียวกัน ข้าขอเพียงให้เ้าเปิดใจ…ข้าสัญญาว่าจะไม่ล้ำเส้นใด อย่าผลักไสข้าออกไปเลย”
นางเลื่อนสายตาหลบไปทางสวนที่ปกคลุมด้วยเกล็ดขาว “ที่ผ่านมาข้าขอบคุณเ้ามาก ที่คอยอยู่เคียงข้าง…ข้าไม่ได้รังเกียจเ้า เพียงแต่…ข้าไม่อาจจะอยู่ร่วมกันฉันสามีภรรยากับเ้าได้” น้ำเสียงนุ่มแต่แฝงความชัดเจน
นางสะบัดมือเล็กน้อย ราวอยากหลุดจากการเกาะกุม แต่ปลายนิ้วยังสั่นเล็ก ๆ ความจริงแล้วนางรู้สึกปลอดภัยทุกครั้งที่อยู่กับเขา ทว่าความรู้สึกนั้นไม่อาจเป็อื่นนอกจากสหาย อยู่กันไปเกรงว่าจะยิ่งทำให้มู่เฉินช้ำใจเปล่า ๆ
มู่เฉินยังยื้อไว้ ไม่ยอมปล่อยนางง่าย ๆ
“เยว่หลิน…ข้าเพียงขอให้เ้าให้โอกาส”
นางเงยหน้ามองเขา ดวงตาคู่นั้นสะท้อนทั้งความอ่อนโยนและความดื้อรั้น ใจหนึ่งอยากยอม แต่ใจอีกด้านก็ยากจะฝืน ก่อนจะดึงมือออกช้า ๆ
“ข้า…ขอเวลาอีกหน่อย”
เยว่หลินปล่อยคำตอบนั้นอย่างชัดถ้อย ริมฝีปากคลี่ยิ้มบาง แต่รอยยิ้มนั้นกลับไปไม่ถึงดวงตา นางผายมือเล็กน้อยอยากสุภาพเป็เชิงขอทาง
“เ้ากลับไปก่อนเถิด หิมะเริ่มหนาแล้ว”
นางหมุนกายกลับอย่างสง่างาม ปลายผ้าแพรยาวสีงาช้างลากไล้ไปตามพื้นหินเย็นเฉียบ เสียงก้าวเท้าสม่ำเสมอ
มู่เฉินยืนนิ่งมองแผ่นหลังนั้นจนลับประตูตำหนักเสียงบานประตูไม้ปิดลงช้า ๆ ราวกับค่อย ๆ ตัดความสัมพันธ์ เขาถอนหายใจยาว แววตาอ่อนล้าผสมหม่นเศร้า ก่อนหมุนกายจากไป ทิ้งรอยเท้าบนหิมะที่ยาวไกลขึ้นทุกก้าว
ภายในตำหนัก เยว่หลินยืนพิงบานประตูที่เพิ่งปิดลงแผ่นหลังอิงกับไม้เย็นเฉียบ นางทอดสายตาไปยังหน้าต่าง เห็นเพียงเกล็ดหิมะร่วงหล่นทับถมเป็ผืนขาวโพลน
มู่เฉิน…เ้าเป็เพื่อนเพียงคนเดียวของข้า ผู้เดียวที่อยู่เคียงข้างไม่ว่าเจอเื่ใด
ความคิดนี้ทำให้ั์ตานางร้อนผ่าว นางไม่อยากจะเสียเขาไป นางรู้ดีว่าเมื่ออยู่กับเขา นางสบายใจเพียงใด แต่ถึงอย่างนั้น นางก็ไม่อาจก้าวข้ามคำว่าเพื่อนได้
ภาพรอยยิ้มและแววตาอ่อนโยนที่เฝ้าดูแลกันมาตลอดผุดขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ ความอบอุ่นนั้นเป็สิ่งที่นางคุ้นเคย แต่เพียงแค่คิดถึงคำว่า “สามีภรรยา” หัวใจก็หนักอึ้งทันที
การแต่งงานสำหรับนาง ไม่ใช่เื่เล็กที่จะตัดสินเพียงเพราะไม่อยากเสียใครไป นางรู้ดีว่าหากพลาดพลั้งเลือกผิด ชีวิตทั้งชีวิตจะไม่มีวันย้อนกลับ การอยู่เคียงข้างเขาในฐานะสหาย ยังคงทำให้นางสบายใจ
แต่เพียงคิดถึงการข้ามเส้นความสัมพันธ์ หัวใจก็หนักราวมีโซ่ตรวนถ่วงไว้ หากยอมก้าวข้ามเส้นนั้นไป ความสบายใจในวันนี้อาจไม่เหลืออีก
ยิ่งเมื่อหัวใจยังไม่อาจตอบรับความรู้สึกเขาได้ ความใกล้ชิดอาจกลายเป็ความอึดอัด ที่กัดกินทุกอย่างจนพังทลายลง
ข้าควรทำเช่นไร…เพื่อไม่ให้เสียเ้า และไม่ทำร้ายใจตนเอง