นางคิดว่าไม่จำเป็ต้องบอกเขา หรือคิดว่าเขายังเด็กเกินไป บอกไปรังแต่จะทำให้ยุ่งยากกว่าเดิมกันแน่
"ข้าเองก็เพิ่งรู้เื่นี้ได้ไม่นานเหมือนกัน" สวี่ิอี้ยิ้มกล่าว "เพราะกลัวเ้าจะเป็ห่วง เดิมทีจึงตั้งใจว่ารอให้เื่คลี่คลายก่อนแล้วค่อยบอกเ้า"
หากเป็เมื่อก่อน ยามต้องเผชิญหน้ากับเด็กหนุ่มที่กำลังทำหน้ามุ่ยคาดคั้นนางอยู่ตรงหน้า นางคงไม่ยอมอ่อนข้อและพูดสวนกลับไปแน่ว่า 'บอกเ้าไปแล้วจะมีประโยชน์อะไร มีแต่จะทำวุ่นวายเปล่า ๆ'
ทว่าตอนนี้นางแค่อยากพูดคุยกับน้องชายดี ๆ ต่อให้... ในความเป็จริง ก่อนหน้านี้นางจะรู้สึกไปเองโดยสัญชาตญาณว่าไม่จำเป็ต้องบอกเด็กเมื่อวานซืนอย่างเขาก็ตาม
อะแฮ่ม แน่นอนว่าอคติเช่นนี้เป็สิ่งที่ไม่ถูกต้อง วันหน้าต้องแก้ไขเสียใหม่
สวี่ิสือไม่คิดว่านางจะพูดเช่นนี้ อีกทั้งพอเห็นนางยิ้มแย้ม ก็ทำเอาเขาถึงกับทำตัวไม่ถูกไปชั่วขณะ ไม่รู้จะพูดอะไรต่อดี
"ตอนที่หลิ่วอี๋ไปหาเ้า เ้าก็น่าจะยังไม่รู้ความจริงใช่หรือไม่ ถึงกระนั้นก็ยังจับนางมัดมาที่นี่อย่างเด็ดขาดเสียขนาดนั้น..." สวี่ิอี้ยิ้มชื่นชม "ทำได้ดีมาก"
พูดพลางยื่นมือไปตบศีรษะเขาเบา ๆ ราวกับเป็การให้รางวัล
สวี่ิสือเบิกตากว้างราวกับถูกของมีคมทิ่มแทง รีบปัดมือนางออกทันที
เมื่อตอบสนองไปตามสัญชาตญาณแล้ว เขาก็รู้สึกว่าตนเองทำเกินกว่าเหตุไปสักหน่อย จึงช้อนตาขึ้นมองสวี่ิอี้ ทว่ากลับเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของนางยิ่งกว้างขึ้น ดวงตากระจ่างใสหยีโค้ง ราวกับมองว่าการกระทำของเขาน่าสนใจ หาใช่การหักหานน้ำใจนางไม่
"ทำไมถึงทำตัวราวกับเปลี่ยนเป็คนละคน..." เขาขมวดคิ้วพึมพำเสียงเบา
สวี่ิอี้ทำเป็ไม่ได้ยิน ยิ้มพลางกล่าวว่า "วันนี้เ้าวิ่งวุ่นจัดการเื่ราวมาทั้งวัน น่าจะเหนื่อยแล้ว รีบกลับไปนอนเถอะ"
"ยังไม่ได้ถามให้รู้เื่เลยไม่ใช่หรือ ว่าทำไมหลิ่วอี๋ถึงต้องทำร้ายเ้า"
"ตอนนี้คงถามอะไรไม่ได้ความหรอก หลังจากนี้ท่านแม่จะไปเค้นถามเอง"
แน่นอนว่านางก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องไปพบหลิ่วอี๋ด้วยตัวเองสักครั้งเช่นกัน
"...ใครใช้ให้ปกติเ้ามองคนไม่ทะลุปรุโปร่ง สะเพร่าเลินเล่อเองเล่า คราวนี้คงจำฝังใจแล้วสิ"
เมื่อเห็นสวี่ิสือยังคิดจะพูดต่อ สวี่ิอี้ก็มองเขาด้วยความประหลาดใจ "แต่ก่อนทำไมข้าถึงไม่ทันสังเกตว่าเ้าขี้บ่นขนาดนี้เนี่ย"
ใบหน้าของสวี่ิสือพลันดำคล้ำลงทันที
นี่นางรังเกียจว่าเขาขี้บ่นอย่างนั้นหรือ
ทว่าพอลองคิดดูอีกที สวี่ิอี้ก็ขึ้นชื่อเื่เกลียดคนขี้บ่นมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว...
จังหวะนั้นเองก็ได้ยินนางเอ่ยถามขึ้นมาราวกับสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง "ิสือ เ้ามีเื่อะไรอยากจะพูดกับข้าใช่หรือไม่"
สวี่ิสือทำหน้าตึงเครียด สายตาหลบเลี่ยงพลางส่ายหน้า
ทว่าเมื่อเห็นนางหันหลังคล้ายจะเดินจากไป เด็กหนุ่มก็กำหมัดแน่น ท้ายที่สุดก็อ้าปากเรียกคนไว้ "เดี๋ยวก่อน!"
สวี่ิอี้ที่เดิมทีเพียงแค่แกล้งทำเป็จะเดินจากไปหันหน้ากลับมา
"เื่ที่ข้าแอบตัดสายคันธนูของเ้าเมื่อปีที่แล้ว ข้าเป็คนผิดเอง... ตอนนั้นข้าไม่รู้เลยว่าคันธนูนั้นมีความหมายต่อเ้ามาก ข้า..." สวี่ิสือหน้าแดงก่ำ แต่แววตาที่เต็มไปด้วยความจริงใจกลับแน่วแน่เป็พิเศษ "เื่นี้ข้าทำผิดไปแล้ว เ้าลงโทษข้าเถอะ!"
เื่นี้เป็ปมในใจของเขามาโดยตลอด
เพียงแต่ติดตรงเื่หน้าตา รวมถึงท่าทีของสวี่ิอี้ที่มักจะมองเขาอย่างขัดหูขัดตาอยู่เสมอ เขาจึงไม่มีความกล้าพอที่จะพูดมันออกมา
สวี่ิอี้ฟังแล้วอึ้งไปครู่หนึ่ง กว่าจะตั้งสติได้ว่าเขาพูดถึงเื่อะไร
ถึงอย่างไรต่อให้นางจะให้ความสำคัญกับคันธนูนั้นมากแค่ไหน สำหรับนางแล้วมันก็เป็เื่ราวในอดีตเมื่อหกเจ็ดปีก่อน...
นางอยากจะบอกว่า 'ลืมไปตั้งนานแล้ว' แต่เมื่อเห็นท่าทีจริงจังของเด็กหนุ่ม จึงเอ่ยออกไปว่า "จะลงโทษเ้าเื่อะไรดีนะ... ข้าขอคิดดูก่อน..."
สวี่ิสือที่จู่ ๆ ก็ตระหนักได้ว่าตนเองเหมือนจะใช้อารมณ์ความรู้สึกมากเกินไป กำลังรอคอยอย่างไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
หากนางเรียกร้องอะไรที่ไร้เหตุผลเกินไป เขาคง... สามารถกลับคำพูดได้ใช่หรือไม่
"งั้นก็ลงโทษให้พรุ่งนี้เช้า เ้าไปซื้อซาลาเปาน้ำซุปของร้านเฉิงจี้กลับมาให้ข้าก็แล้วกัน"
สวี่ิสือถึงกับชะงัก
...แค่นี้เนี่ยนะ
นี่มันไม่สมกับเป็สวี่ิอี้เลยสักนิด!
เป็ที่รู้กันดีว่าในจวนเจิ้นกั๋วกง คำสามคำว่า 'สวี่ิอี้' สามารถนำมาใช้เป็คำขยายได้เลย ส่วนความหมายที่แน่ชัดนั้น สามารถสับเปลี่ยนได้ตามแต่บริบทของสถานการณ์
"เ้าช่วยจริงจังหน่อยได้หรือไม่!" สวี่ิสือได้สติกลับมา สีหน้าไม่พอใจเป็อย่างยิ่ง
เขาได้รับคำสั่งจากท่านแม่มา เดิมทีก็ต้องคอยดูแลนางอยู่แล้ว ก่อนที่นางจะหายดี เื่อาหารการกินก็ควรเป็หน้าที่เขารับผิดชอบ ซื้อซาลาเปาน้ำซุปนับเป็การลงโทษอะไรกัน! นี่มันคือการทำส่งเดชใส่ความจริงใจของเขาชัด ๆ!
สวี่ิอี้เดาะลิ้นจิ๊จ๊ะ
คนถูกลงโทษที่ไหนจะมีข้อเรียกร้องมากมายขนาดนี้
แต่พอเห็นท่าทางโกรธจนแก้มป่องของเด็กหนุ่ม นางจึงทำได้เพียงกล่าวว่า "งั้นรอข้าคิดออกแล้วค่อยบอกเ้าก็แล้วกัน"
"..." สวี่ิสือพยักหน้าอย่างฝืนใจ
เด็กหนุ่มยังคงตีหน้าขรึมเดินจากไป ทว่าพอเดินไปได้สองสามก้าวก็หันกลับมา ขมวดคิ้วเตือนว่า "...มีโอกาสแค่ครั้งเดียวเท่านั้นนะ คิดให้ดีแล้วค่อยมาบอกข้าล่ะ!"
สวี่ิอี้พยักหน้าให้ความร่วมมือ
อาจิ่วมีสีหน้าซับซ้อนยากจะอธิบาย ‘...ความยึดติดของคุณชายที่เกรงว่าคุณหนูจะลงโทษได้ไม่สาสมใจนี้ ตกลงว่ามันเพื่ออะไรกันแน่’
มองส่งสวี่ิสือเดินจากไปแล้ว สวี่ิอี้ก็พาสาวใช้แอบย้อนกลับมาที่ด้านนอกโถงรับรองด้านหน้าอีกครั้ง
นางไม่ได้กลับเข้าไปในโถง และไม่ได้ให้บ่าวรับใช้เข้าไปรายงาน
เมื่อเห็นสวี่ิอี้พาสาวใช้สองคนมายืนอยู่ใต้ระเบียงทางเดินอย่างเงียบเชียบ หญิงรับใช้รุ่นใหญ่และสาวใช้ทั้งสี่คนก็อึ้งไปครู่หนึ่ง กว่าจะตอบสนองได้ว่า... คุณหนูของพวกตนกำลังคิดจะแอบฟังอย่างนั้นหรือ
แต่นี่มาปรากฏตัวต่อหน้าพวกนางอย่างเปิดเผยขนาดนี้... มันจะดีหรือ
อย่างน้อยช่วยซ่อนตัวให้มิดชิดกว่านี้หน่อยจะได้หรือไม่
"คุณ..." หญิงรับใช้รุ่นใหญ่คนหนึ่งส่งเสียงเตือนด้วยความลำบากใจ ทว่าเพิ่งจะหลุดปากออกมาได้แค่คำเดียว ก็เห็นอาจูที่อยู่ข้างกายสวี่ิอี้เลิกคิ้วมองมาเสียแล้ว
"..." หญิงรับใช้รุ่นใหญ่ใจเต้นรัวด้วยความหวาดหวั่น คำพูดที่ยังไม่ทันเอ่ยจบจึงแปรเปลี่ยนเป็รอยยิ้มเจื่อน
ดูเหมือนฮูหยินจะไม่ได้สั่งไว้เป็พิเศษเสียหน่อยว่าไม่ให้คุณหนูแอบฟัง...
ถึงอย่างไรในจวนหลังนี้ ก็ไม่เคยมีเื่ใดที่คุณหนูทำไม่ได้อยู่แล้ว...
อีกอย่าง คุณหนูก็ซ่อนตัวได้ค่อนข้างดีทีเดียว ทั้งไม่ได้ส่งเสียง หากไม่หันไปมองก็ไม่มีทางจับได้เลยสักนิด
พอคิดเช่นนี้ หญิงรับใช้รุ่นใหญ่จึงดึงสายตากลับมาแล้วก้มหน้าลง
โถงรับรองด้านหน้านี้ค่อนข้างใหญ่ เจิ้นกั๋วกงนั่งอยู่ตำแหน่งประธาน คนที่เฝ้าอยู่ด้านนอกจึงได้ยินเพียงเสียงพูดคุยแว่ว ๆ ไม่อาจจับใจความแน่ชัดได้ว่ากำลังคุยเื่อะไร
ทว่าสวี่ิอี้ฝึกวรยุทธ์มาั้แ่เด็ก เวลานี้รอบด้านเงียบสงบ นางจึงได้ยินอย่างชัดเจน
นางรู้ว่าที่ก่อนหน้านี้ท่านปู่เร่งรัดให้นางกลับไปพักผ่อน ก็เพราะ้าพูดคุยโดยหลบเลี่ยงนาง
แต่นางในตอนนี้อยากรู้เื่ราวในบ้านให้มากขึ้นจริง ๆ จึงคิดหาวิธีที่ได้ประโยชน์กันทั้งสองฝ่ายเช่นนี้ขึ้นมา
แน่นอนว่าหากเป็เื่ที่ไม่สมควรฟังจริง ๆ นางย่อมไม่ล้ำเส้นสอดรู้สอดเห็นจนเกินไป ทว่าประตูโถงก็ไม่ได้ปิด เห็นอยู่ชัด ๆ ว่าเปิดโอกาสให้แอบฟังได้นี่นา
"เื่นี้สะใภ้ก็มีความผิด เป็สะใภ้ที่ละเลยไปก่อน โดยเฉพาะเื่ของหร่วนซื่อ... เดิมทีสะใภ้คิดว่าในจวนมีนางเป็อนุภรรยาแค่คนเดียว หย่อนยานกฎระเบียบไปบ้างก็ไม่เป็ไร จึงไม่ค่อยเข้มงวดใส่ใจเท่าใดนัก คิดไม่ถึงว่าการทำเช่นนี้จะยิ่งเป็การไปส่งเสริมความทะเยอทะยานของนาง ทำให้นางเกิดความเพ้อฝันที่ไม่สมควรมีขึ้นมา ตอนที่รับหร่วนซื่อเข้าจวน ครึ่งหนึ่งก็เป็การตัดสินใจของสะใภ้เอง..."
"เื่ของหร่วนซื่อ ต้นเหตุอยู่ที่ลูกเอง..."
เสียงของสวี่จิ้นลอยเข้าหูสวี่ิอี้ "เป็เพราะลูกเลินเล่อสะเพร่าเกินไป ซ้ำยังปกปิดเื่ที่นางเคยตั้งครรภ์เอาไว้..."
"พอได้แล้ว!"
นายท่านผู้เฒ่าขัดจังหวะคำพูดของบุตรชายอย่างรำคาญใจ "ข้าว่าเ้ามันเลอะเลือน! ...ตอนนั้นที่บิดาอย่างข้าตั้งกฎตระกูลสวี่สั่งห้ามเ้ากับเ้ารองมีบุตรหลานสายรอง เ้าคิดว่าเป็เพราะจวนเจิ้นกั๋วกงเลี้ยงไม่ไหวหรืออย่างไร"
ชุยซื่อฟังแล้วถึงกับตกตะลึงไป
สวี่ิอี้เองก็ประหลาดใจถึงขีดสุดเช่นกัน... ในตระกูลของนางถึงกับมีกฎเช่นนี้อยู่ด้วย!