บทที่ ยี่สิบสาม
หมดไปหนึ่งเื่เหลืออีกเื่ลู่อิงิเดินออกมาจากห้องด้านในก็เจอกับบุรุษร่างสูงใหญ่อาภรณ์สีทมิฬกอดอกอยู่ด้านนอกแต่อาจจะไม่สู้กลิ่นอายที่แผ่ออกมานั้นทะมึนยิ่งกว่าซึ่งก็ไม่รู้ว่าเขาทำไมถึงมาอยู่ตรงนี้เวลานี้
“ทำไมถึงอยู่ที่นี่ ท่านไม่ชอบคนที่รออยู่ในเรือนนอนหรือ?” ลู่อิงิเอ่ยหยอกล้อบุรุษที่สังหารนางได้ในดาบเดียวอย่างไม่กลัวตายเพราะนางรู้อยู่ก่อนน่ะสิว่าในเรือนที่มู่จงซินเตรียมไว้มีใครแอบอยู่แหม..ก็ในนิยายอธิบายไว้หมดคืนแรกที่พระเอกมาถึงเมืองผิงต๋าหาตัวปีศาจพรายน้ำเขาไม่เจอสิ่งที่้าแต่ก็ได้รับการรับรองอย่างดีจากเ้าเมืองเรือนใหญ่โตโอ่อ่าพร้อมหญิงสาวคนงามของเมืองที่ปีนขึ้นเตียงั้แ่คืนนั้นสวีจ้าวหรงเก็บดอกไม้งามก่อนได้ปราบปีศาจอีกเรียกว่าคุณหนูมู่ยัดใส่มือกันเลยทีเดียว
“นี่เ้ารู้ก่อนแล้วยังปล่อยให้ข้าเข้าไป แล้วมาดื่มสุราสนทนากับชายอื่น”ช้าก่อนท่าน! ท่านจอมมารช่างพูดอะไรประหลาดไม่รื่นหูชายอื่นอะไรเหมือนนางคบชู้อย่างนั้น
ลู่อิงิแสร้งทำไม่สนใจคำเ่าั้เปลี่ยนเป็เื่อื่น“แล้วนี่ท่านยืนตรงนี้มานานหรือยัง ได้ยินเื่ที่ปรึกษาโจวหรือไม่”
“อืมได้ยิน ถ้ามันไม่ใช่พรายน้ำนางนั้น ข้าจะสังหารทิ้งเสียเดี๋ยวนี้”สังหารทิ้งได้ที่ไหน? ความจริงท่านจอมมารกำลังจะผนึกภพปีศาจรวมเป็หนึ่งเดียวเพื่อจะไปตั้งตนเป็ใหญ่มิใช่หรือจากนั้นเขาก็จะนำกำลังไปยึดครองภพอื่นต่อพรายน้ำผู้นี้ก็นับเป็กำลังหนึ่งสำหรับการต่อสู้ทางสายชล
แต่นางปล่อยฉินอันไปเสียแล้วสวีจ้าวหรงคงไม่มาเอาผิดจากนางใช่ไหมหรือที่เขาทำหน้าไม่สบอารมณ์เพราะนางทำเขาผิดแผนนะ “ว่าแต่ข้าทำท่านไม่พอใจใช่หรือไม่ ข้าทำแผนการท่านเสียรูปหรือ?”
“รู้ก็ดีเซียนน้อย” นั้นไง เขาไม่พอใจจริงด้วยลู่อิงิรีบกลั่นกรองวิธีขอโทษขอโพยอีกฝ่ายทันทีเดี๋ยวเื่จะลุกลามสีหน้าของเซียนน้อยจึงกระตุกไปมาเดี๋ยวขมวดคิ้วเดี๋ยวเบิกตากว้าง
บุรุษที่มองเห็นอาการนั้นของนางหน้ายุ่งๆ ของลู่อิงิก็พลันทำให้ความไม่สบอารมณ์จากก่อนหน้าที่รู้ว่านางแอบไปร่ำสุรากับชายอื่นนั้นดีขึ้นทันทีไม่รู้เพราะอะไรเขาจึงแกล้งเอ่ยเย้านางต่อ “เ้ากล้าดีอย่างไรเอาของที่ข้าให้ไปส่งต่อให้มัน”
สวีจ้าวหรงคงหมายถึงดอกหลันหลิ่งที่นางผสมใส่เครื่องประทินผิวไปซึ่งนั้นก็ผิดคาดไปหน่อยไม่คิดว่าที่เขามีรัศมีทะมึนตึงเพราะนางเอาดอกหลันหลิ่งให้ผู้อื่น
“เื่นั้นนี่เอง! แผลข้าเล็กน้อยนับเป็อะไรได้เล่าท่านจอมมารไม่คิดว่านางน่าเวทนาหรือ วัยเด็กของฉินอันก็..ไม่ค่อยราบรื่น”ไม่ได้ต่างจากของตัวจอมมารเท่าไร หรืออาจะแย่กว่าด้วยซ้ำ อย่างน้อยของสวีจ้าวหรงก็รู้ว่าบิดามารดาคือใคร
“ข้าต้องเวทนาหรือ? นั่นสินะถ้าใครทำให้คนที่ข้ารักตาย ข้าก็จะตอบแทนกลับให้หมดเช่นกัน แบบนั้นถึงสมควรแล้ว”
“เฮ้ออ” เซียนผู้น้อยอย่างนางก็ได้แต่ถอนหายใจนางให้มองถึงชีวิตลำบากเขากลับนึกไปถึงการแก้แค้นเสียนี่
หลังจากที่จอมมารคนก่อน‘สวีเก่อจวิ้น’ ใกล้บรรลุการรวบรวมภพมารเป็หนึ่ง แต่เขาไปเจอด่านความรักเสียก่อนชนิดที่ไม่อาจจะก้าวผ่านได้ ละทิ้งทุกอย่างาหยุดเพียงเท่านั้นจากนั้นบิดาของสวีจ้าวหรงเหลือเพียงปกครองเผ่าปีศาจงูส่วนเผ่าที่เหลือแตกกระจายออกไป
ถึงแม้ความคิดเื่การยึดครองสามภพจบไปแล้วแต่เทพ์ไม่ไว้ใจเขาอยู่ดีทั้งก็ไม่รู้ด้วยว่าจอมมารคนก่อนทำพันธนาการสัจจะต่อภรรยาและลูกเทพเซียนน้อยใหญ่ใช้โอกาสนี้ที่จอมมารไม่มีทัพปีศาจหนุนหลังบุกสังหารและปลิดชีพสายเืสุดท้ายของเทพมาร นั้นหมายถึงการจะสังหารสวีจ้าวหรงในวัยเด็กด้วยแต่แน่นอนเขาหนีมาได้ด้วยความทุลักทุเลลำบากกายใจแสนสาหัสจนเกิดเป็ความแค้นต่อทั้งสามโลก
เนื้อเื่่นี้ของนิยายกินเนื้อหาเวลาเปิดเื่ไม่ถึงตอนด้วยซ้ำเพราะนักเขียน้าหลีกเลี่ยงความรู้สึกไม่สบายใจของผู้อ่านแต่นั่นก็ทำให้ผู้อ่านหลายคนไม่เข้าใจความคิดพระเอกเช่นกันนั้นเป็ดาบสองคมเพราะหลังจากอ่านไปเรื่อยๆคนจะเริ่มไม่ชอบสวีจ้าวหรงที่บ้าอำนาจและเ้าชู้
ลู่อิงิทอดมองบุรุษผู้นั้นคนที่เป็พระเอกของเื่อย่างมีความในใจถ้าเขาไม่ผานเื่ทั้งหมดมาคนเดียวก็คงจะดี แต่อย่างไรก็ไม่ทันเสียแล้วเขาโตเป็บุรุษองอาจสง่างามขนาดนี้นั้นย่อมแสดงว่าเวลา่นั้นผ่านไปแล้วนางสะบัดความคิดนั้นทิ้งไปกลับมาเื่ที่ติดอยู่ในใจปัจจุบัน“งั้นตอนนี้ท่านก็ไม่ได้มากำราบปีศาจนะสิแล้วยิ่งไม่มาเพื่อคุณมู่อีกจะบอกข้าได้หรือยังว่ามาทำไม? ถ้าไม่บอกอีกข้าจะคิดว่าท่านคอยตามช่วยเหลือข้าแล้ว”
เื่นี้นางสงสัยมาั้แ่สมัยลงมาโลกมนุษย์ใหม่ๆสวีจ้าวหรงต้องเป็คนที่ช่วยนางมาั้แ่แรกเริ่มั้แ่นางหลงกลโจรลอกคราบที่รังแมงมุมครั้งนั้นก็ต้องเขาแน่ๆ
“คิดว่าเ้ารู้แล้วเสียอีกว่าข้าจงใจช่วยเ้า”
“หื้อ..นี่ท่านช่วยข้าจริงหรือ แล้วทำไมต้องมาช่วยข้าด้วยล่ะหรือท่านเห็นข้าเป็สหายจริงๆ” ลู่อิงิแสดงออกทางสีหน้าชัดเจนว่าใและแปลกใจพร้อมถามกลับอย่างใจกล้า ได้เป็สหายกับจอมมารนั้นดูเท่ไม่หยอก
“ไม่ใช่” อีกฝ่ายตอบกลับนางทันทีไม่หยุดคิด ใจที่กำลังตื่นเต้นเพราะมีสหายระดับนี้พลันเหี่ยวเฉาซึ่งก็จริงอยู่หรอก จะเป็ได้อย่างไรที่เขาจะนับนางเป็สหาย
“ข้าก็คิดเช่นนั้น..ข้ามันเซียนชายแถวใช่ไหม”ลู่อิงิที่กล่าวจบก็ปากคว่ำ น้อยใจในฐานะตัวเอง“เป็สหายก็ลบหลู่เกียรติท่าน..ข้าจะนับเป็อะไรได้” เซียนที่เข้าใจสถานะก็พยักหน้าปลอบใจตัวเองก่อนจะเงยหน้าส่งยิ้มให้สวีจ้าวหรงว่านางไม่คิดมาก
แต่อีกฝ่ายกับมองนางั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้าแล้วย้อนกลับขึ้นมาที่ใบหน้าอีกครั้งก่อนเอ่ยบางอย่าง“พอนับเป็ภรรยาได้”
“อืมๆ” ความคิดที่ประมวลช้าไปเล็กน้อยเพราะกำลังไหลตามใบหน้างามของท่านจอมมารผู้มองสำรวจร่างคุณชายลู่นางพยักหน้าไปสองทีก็รู้ว่าคำตอบนั้นไม่ปกติลู่อิงิดึงสติกลับมารีบโบกมือเป็พัลวันเบื้องหน้าพร้อมเอ่ยหยุดความคิดนั้นซ้ำๆ“เดี๋ยวก่อนๆๆ ช้าก่อนๆๆๆ” ไม่มีทางหูฝาด อยู่ใกล้ขนาดนี้ไม่มีทางได้ยินผิดต้องเป็เขาต่างหากที่พูดผิด “ท่านพูดใหม่ ท่านอาจจะสับสน”
“เ้าเป็ภรรยา ข้าเป็สามี”คำเดิมเอ่ยซ้ำพร้อมเน้นย้ำบทบาทของทั้งสองชัดเจน เขาไม่ได้พูดผิดแล้วแบบนี้แต่ตั้งใจพูดชัดๆ
นี่จอมมารคิดจะหยอกเย้านางใช่หรือไม่อย่าหวังว่าเซียนน้อยอย่างข้าจะหลงกล “โถท่าน อย่าหยอกข้าเล่นเช่นนี้เลย ข้านะไม่เหมาะอยู่ในตำหนักในท่านหรอกไอหยาๆ ปวดหัวนัก” เซียนน้อยจับขมับแล้วหมุนศีรษะไปมา คล้ายคนวิงเวียน
ก็ตำหนักในของสวีจ้าวหรงมีหลายชีวิตเกินแล้วบางคนก็เก่งวรยุทธ์มากอย่างนางมารเผ่าแมงมุมก็ตัวจี๊ดหรืออย่างบางคนก็ออดอ้อนเก่งเป็ลูกแมวน้อยอย่างมู่ซิ่วฟาง ลู่อิงิเข้าไปได้อัดอั้นหัวะเิแม้เขาจะไม่รับมู่ซิ่วฟางเข้ามาเป็ปัญหาแล้วหนึ่งคนแต่ตำหนักในนั้นก็ยังไม่น่าอยู่สำหรับนางอยู่ดีลู่อิงิมาจากโลกที่ไม่อาจยอมรับการแบ่งสามี
“แต่เราเป็สหายได้นะ มีสหายเป็เซียนชายขอบไม่เสียหายนักหรอก”ลู่อิงิยังยืนยันที่จะผูกมิตรต่อไปแม้อีกฝ่ายจะไม่ยินดีรับเท่าไร
ส่วนสวีจ้าวหรงได้ยินประโยคนั้นก็ส่งเสียงเยาะเย้ยในลำคอหนึ่งทีแล้วเอนใบหน้าออกก่อนเอ่ยต่อโดยไม่มองหน้าเซียนน้อย“หึ ใครจะเป็กับเ้า” เขาตัดไมตรีกับนางเรียบร้อย
“ไอหยาๆ ปวดหัว งั้นข้าขอตัวดีกว่า” ลู่อิงิไม่คิดมากนางโบกมือลาร่างสูงเตรียมไปทำภารกิจต่อแต่เขาก็ยังเดินตามมาอยู่ถึงจะเอ่ยลาก็แล้ว
“แล้วเ้าจะไปไหนอีก?”
“ไปห้องเก็บสมบัติน่ะ ไปเอาเศษดาว”
“ไม่ใช่ว่าได้มาแล้วหรือ”เพราะก่อนหน้าตอนที่เปิดกล่องเขาเห็นนางหยิบเศษดาวมาแล้ว ก็เขาอยู่ตรงนั้นด้วยกัน
ลู่อิงิได้ยินเขาถามก็ไม่แปลกใจ“นั่นของปลอมน่ะ ต้องไปเอาของจริงก่อนแล้วค่อยกลับโรงเตี๊ยม”ก็ตัวนางนอนจับเสี้ยวผลึกเล่นมากี่คืนแล้ว อยู่กับมันมาหลายเดือนถูกทำปลอมเลียนแบบเอามาย้อมแมวให้มีหรือจะดูไม่ออกแต่แม้จะดูไม่ออกสุดท้ายเสี้ยวที่อยู่ในถุงหอมก็จะบอกอยู่ดีว่าปลอมไหมเพราะถ้าปลอมก็จะไม่ตอบรับกัน
“กล้าหลอกแม้เื่นี้งั้นหรือ”
“ท่านไม่ต้องแปลกใจหรอก ข้าก็คิดไว้ก่อนอยู่แล้ว สกุลมู่ก็เป็เช่นนี้เสมอดีใจกับท่านด้วยนะที่ไม่ได้ดองกัน” ลู่อิงิว่าจบก็เดินหลบฉากเข้าเงามืดซ่อนตัวแอบไปตามเรือนน้อยใหญ่ จนมาถึงเรือนแห่งหนึ่งที่คิดว่าเสี้ยวผลึกของจริงอยู่ด้านในเพราะของในถุงหอมมันเรียกร้องหากันรุนแรง
“แล้วท่านจะเข้าไปด้วยไหม?” นางหันมาถามร่างสูงที่จนตอนนี้ก็ยังเดินมาด้วยไม่ห่าง
“ไป”
ไม่รอช้าลู่อิงิเลยเดินเข้าไปดันประตูบานกว้างหวังจะเปิดเข้าไปแต่ปรากฏว่ามันหนักกว่าที่ควรจะเป็มากไม่รู้ว่าทำจากหินหรืออะไร คงเป็นิสัยคนหวงสมบัติสินะ ต้องดูแลของมีค่าดีๆ หน่อยแต่ไม่ว่าจะทำจากหินหนักขนาดไหนถ้าขนาดเซียนยังผลักไม่ไปแปลว่ามนุษย์ก็อย่าหวังเช่นนี้ต้องมีกลไกอะไรเปิดประตูแน่นอน
“เปิดไม่ออก น่าจะมีกลไกที่ใช้เปิด” ลู่อิงิหันมาบอกคนที่ยืนใกล้ๆ
“พัง”
“ไม่ได้ๆ เราต้องเอาไปให้เงียบที่สุดเอาของปลอมไปวางสลับก็พออย่าให้เกิดความเสียหาย”เพราะนาง้าตลบหลังเสียให้เข็ด ให้พวกเขาคิดว่าของจริงยังอยู่กับตัวเกิดพังเข้าไปเ้าของบ้านได้รู้พอดีว่าโดนขโมย
“เ้าจะทำอะไรให้ซับซ้อน”
ลู่อิงิไม่สนใจคำพูดนั้นเริ่มมองหาจุดที่อาจจะเป็กลไกเพื่อเปิดประตูหนักอึ้งบานนี้จนมาสะดุดกับโคมไฟที่แขวนห้อยตัวมาจาก้า แต่ข้างในกลับไม่มีคนมาจุดให้สว่าง
“ท่านว่าตรงนี้ไหม?” ลู่อิงินึกสนุกจึงหันไปเอ่ยถามสวีจ้าวหรงอย่างขอความเห็นว่าเขาจะเห็นด้วยกับนางไหม
“ไม่ ข้าว่าตรงนี้” แต่อีกฝ่ายกลับไม่เห็นด้วยแล้วชี้ไปที่แจกันใบใหญ่ที่ตั้งอยู่ที่พื้นริมประตูหน้าทางเข้าแทน
เซียนน้อยพลันขมวดคิ้วที่เขาคิดว่าเป็จุดนั้น“ใหญ่ไป แบบนั้นใครๆ ก็เห็นง่ายสิ ข้าว่าไม่ใช่ โคมไฟนี้มากกว่า”ระหว่างที่เซียนน้อยกำลังเอ่ยสิ่งที่คิดร่างสูงก็ยกเท้าขึ้นมาดันแจกันพอมันเอียงเพียงนิดหน่อยก็มีเสียงกุกกักลั่นอยู่ภายในผนังแล้วบานประตูหนักๆก็ถูกแง้มออก
“อ่า..ฮ่าๆ จริงด้วย” ลู่อิงิหน้าแตกยับยกมือขึ้นเกาคิ้วแก้อาการเขินแล้วเดินไปดันบานประตูออกกว้างพอให้แทรกตัวเข้าไปได้เมื่อทั้งสองเข้ามาเรียบร้อยก็ดันปิด
“สมบัติเยอะจริงนะ ขูดเืรีดภาษีประชาชนมาทั้งนั้น”อดที่จะพูดประชดไม่ได้พอเห็นทรัพย์สมบัติที่อยู่ในห้องนี้ขนาดมีเยอะแล้วยังเอาเศษดาวปลอมมาหลอกนางแล้วก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเศษดาวนั้นใช้อะไรได้จะเก็บไว้ทำไมอีกคนสกุลมู่นั้นเกินเยียวยาจริงๆ
ลู่อิงิเดินทอดน่องมองหาของไปเรื่อยไม่รีบเร่งจนไปเจอเข้ากับกล่องขนาดพอๆกับที่มู่จงซินใส่เสี้ยวผลึกปลอมมาให้นางจึงหยิบกล่องนั้นมาเปิดออกดูจึงพบเศษดาวของจริงวางสงบอยู่ภายในเซียนน้อยจึงนำทั้งสองชิ้นมาสลับกันเสียก่อนจะเก็บของจริงลงไปในถุงหอม
“แค่นี้ก็เสร็จแล้ว” ลู่อิงิไม่ลืมที่จะหันมาขยิบตาให้บุรุษข้างกาย“แล้วนี่ท่านจะกลับพร้อมกันข้าไหมหรืออยากกลับเรือนนอนอีก”ก่อนจะตบท้ายโดยการหยอกเย้าท่านจอมมารเื่ที่มีมู่ซิ่วฟางแอบรออยากปีนเตียงเขาใจจะขาด
สวีจ้าวหรงตวัดตามองลงมาอย่างคาดโทษนับวันนางก็กล้าแกร่งนักเื่ทำตัวสนิทสนมส่วนหนึ่งเพราะเขาก็ชอบที่นางไม่ทำตัวห่างเหินแต่ไม่ใช่ว่าชอบให้เย้าเื่นี้“นี่เ้า..หึ” ชายหนุ่มที่อยากจะเอ่ยบอกสิ่งอยู่ๆ ก็เงียบไปก่อนเดินนำออกจากห้องเก็บสมบัติ
สำหรับลู่อิงิที่ได้ทำการทดสอบขีดจำกัดของท่านจอมมารสำเร็จอีกครั้งก็อมยิ้มซึ่งแต่ละครั้งที่ได้รับรู้ว่าเขามีความอดทนกับนางมากขึ้นเรื่อยๆนางก็เริ่มอยากจะรู้ว่านี่ตัวเองล่วงเกินทำตัวกันเองกับเขาได้ขนาดไหนถึงจะทนไม่ไหวกันนะ
เมื่อร่างสูงดันประตูให้เปิดออกเรียบร้อยคนตัวเล็กกว่ารีบเดินตามเข้ามาติดๆดูเหมือนว่าถ้าดึงจากภายในจะเปิดได้ง่ายๆ ไม่ต้องมีกลไกอะไร
ทั้งสองออกมาจากห้องเก็บสมบัติเรียบร้อยแต่พอตอนที่กำลังจะปิดกลับได้ยินเสียงดังโวยวายห่างออกไปสนั่นยิ่งหูเซียนนั้นดีมากอยู่ด้วยนางจึงได้ยินคำพูดเ่าั้ชัดเจนเซียนน้อยจึงหันมองใบหน้าได้รูปงดงามเพื่อเอ่ยถามว่าตนได้ยินไม่ผิด“เหมือนมีชาวบ้านมาชุมนุมอยู่หน้าจวน ท่านได้ยินเช่นกันไหม”
“ใช่”
เซียนน้อยจึงรีบปิดประตูให้สนิทแล้วแอบะโขึ้นหลังคาซ่อนอยู่ตามเงามืดก่อนจะย่องไปสังเกตการณ์หน้าจวนว่ามีสิ่งใดเกิดขึ้น
ซึ่งบัดนี้บริเวณหน้าจวนตระกูลมู่มีชาวบ้านมารุมล้อมปิดทางเข้าออกจำนวนมากในมือถือคบเพลิงส่องสว่างไปทั่วราวกับ่เวลากลางวัน
“มีเป็ร้อยได้เลยมั้ง” นางคำนวณจำนวนชาวบ้านที่มาชุมนุมและจากท่าทางของพวกเขาไม่ได้มาแสดงความยินดีกับตระกูลมู่แน่นอน
หลังนางแอบฟังเสียงคนเ่าั้พูดก็พอจับใจความได้ว่าพวกเขาไม่พอใจที่ปล่อยให้มีปีศาจพรายน้ำอาละวาดทั่วเมืองอยู่นานหญิงสาวทั้งสามที่รอดมาได้เมื่อวานแท้จริงนั้นไม่ใช่การลักพาตัวครั้งแรก
“ดูเหมือนความลับจะไม่ใช่ความลับอีกต่อไป” ลู่อิงิพึมพำ การที่ฉินอันจับตัวหญิงสาวทั้งสามไปเมื่อวานคงทำให้ความจริงถูกเปิดโปงซึ่งความจริงชาวบ้านก็ดูไม่ไม่ชอบการปกครองของมู่จงซินแต่แรกแล้วแต่ด้วยอำนาจที่มากกว่าจึงไม่กล้าลุกขึ้นสู้ แต่เวลานี้ทุกคนพร้อมใจกันต่อต้านเมื่อเสียงเล็กๆ รวมกันเป้จำนวนมากสกุลมู่ก็คงรับมือไม่ไหว
“คนสกุลมู่ทุกชีวิตออกมาเดี๋ยวนี้ ไม่เช่นนั้นพวกเราจะบุกเข้าไป”หนึ่งในชาวบ้านประกาศกร้าว
ขณะเดียวกันนั้นลู่อิงิจึงนึกขึ้นมาได้ว่าในงานเลี้ยงมิน่าถึงมีผู้มาร่วมยินดีไม่ครบตามจำนวนที่มู่จงซินเชื้อเชิญพวกเขาเ่าั้คงเพราะไปเตรียมการบุกจับคนสกุลมู่ในเวลาแน่อะไรจะร้ายเท่าคนที่เคยเป็มิตรแล้วย้ายไปเป็ศัตรูเห็นได้ชัดว่ามู่จงซินมีแต่มิตรปลอม
พวกทหารที่เฝ้าหน้าทางเข้าจำนวนมีน้อยกว่าดูเหมือนจะรับมือไม่ไหวอีกทั้งด้านในไม่มีความเคลื่อนไหวในที่สุดชาวบ้านเริ่มบุกเข้าในจวนตนจำนวนหลายร้อยบุกพร้อมกันเช่นนี้อีกไม่นานได้ถึงตัวมู่จงซินและครอบครัวกันหมดแน่
ระหว่างที่แอบดูการบุกเข้าควบคุมตัวคนสกุลมู่นางจึงนึกขึ้นมาได้ว่าจวนเ้าเมืองมีทางออกลับซ่อนอยู่นี่เป็ทางที่นางเคยใช้เป็ทางออกไปขึ้นเกี้ยวเ้าสาวลู่อิงิจึงรีบะโข้ามหลังคาเรือนจากด้านหน้าไปแอบดูว่าคนในสกุลมู่หลบออกไปหมดหรือยังแต่ก็ต้องแปลกใจว่าประตูถูกปิดอยู่ไม่มีใครมาที่นี่สักคน
“ไปไหนกันหมด?” ลู่อิงิสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนสกุลมู่กันแน่เป็ไปไม่ได้เลยที่จะไม่มีใครแอบหลบไปสักคน พวกบ่าวรับใช้ควรจะไปเตือนแล้วสิว่ามีชาวบ้านบุกเข้ามา
“ในสุรามียานอนหลับใส่ไว้ เ้าเป็เซียนอาจจะไม่รู้เพราะพิษนั้นไม่มีผล”
“ท่านรู้ด้วยหรือ?”
“นางพรายน้ำผู้นั้นวางแผนไว้หมด ตัวประกันที่นางจับไปนั้นหลังข้าช่วยออกมาก็เล่าความจริงให้ชาวบ้านฟังจนหมด ไม่เช่นนั้นคงไม่ปลุกปั่นได้ขนาดนี้”สวีจ้าวหรงวิเคราะห์เหตุการณ์ให้ฟัง ฉินอันวางแผนไว้หมดแล้วนี่เองคืนนี้ก็คงตั้งใจจะล้มตระกูลมู่
ไม่นานชาวบ้านก็บุกเข้ามาถึงภายในแล้วเริ่มจับตัวคนสกุลมู่ออกมาทีละคนถึงตอนนี้ก็ไม่มีอะไรให้สังเกตการณ์ต่อ พวกชาวบ้านจะทำอะไรต่อนางก็ไม่แน่ใจอาจจะยึดทรัพย์แต่งตั้งคนใหม่ หรือถ้าร้ายแรงกว่านั้นก็ไม่แน่อยู่ที่ความเกลียดชังจากชาวบ้านแล้ว
ในระวังที่ไม่มีใครสนใจท้องนภาเบื้องบนลู่อิงิก็กลับมาถึงโรงเตี๊ยมที่บัดนี้แม้แต่เสี่ยวเอ้อร์ก็หายไป
“ข้าออกเดินทางเลยดีกว่า” ลู่อิงิตัดสินใจออกเดินทางแม้ตอนนี้จะเป็เวลากลางคืนหลังได้ทบทวนดูแล้วว่าเสี่ยวเอ้อร์รู้ว่านางเข้าออกจวนเ้าเมืองเป็ประจำเสร็จเื่จากสกุลมู่ไม่แน่เื่นั้นจะลามมาถึงตัวเอง ฉะนั้นรีบไปก่อนจะดีกว่า
เซียนน้อยเก็บของที่มีไม่มากแล้วจูงม้าที่ใช้เดินทางออกมาจากคอกพลางในใจก็คิดว่าจะไปที่ไหนต่อดี สองสามเดินนี้มีเมืองไหนที่ยังไม่ได้ไปอีกบ้าง
จนจูงม้าออกมาจากคอกแล้วพอจะตวัดตัวขึ้นม้านางก็เห็นจากหางตาว่าบุรุษผู้หนึ่งยังไม่จากไป“แล้วนี่ท่านจะไปกับข้าไหม?”ก็จนบัดนี้เขาก็ยังอยู่กับนาง ซึ่งไหนๆ ก็อยู่กันมาขนาดนี้แล้วก็ไม่สู้ดึงเขามาช่วยเป็แรงหาเศษดาวด้วยเสียเลยเล่า
ร่างสูงเลิกคิ้วใส่นางก่อนถามกลับเสียงเบา“เ้า ชวนข้าไปด้วยรึ?”ลู่อิงิเลยหัวเราะเสียงแ่กับตัวเอง ดูท่านจอมมารถามสิทำอย่างกับว่าถ้าไม่ชวนเขาจะไม่โผล่มาอย่างนั้นแหละ
“ใช่ ถ้าไม่กิจอื่นใดก็เชิญได้”กล่าวจบลู่อิงิก็ะโขึ้นขี่ม้าจากนั้นก็มองอีกฝ่ายอย่างรอคอยให้บุรุษผู้นี่เอ่ยตอบว่าสรุปจะไปด้วยกันหรือไม่แต่พริบตาสวีจ้าวหรงก็ตวัดตัวขึ้นนั่งซ้อนหลังนางบนม้าร่วมกัน “เดี๋ยวสิท่านชวนมาด้วยกันแต่ไม่ใช้ให้นั่งม้าตัวเดียวกัน”
“พูดมาก ออกเดินทางได้แล้ว”เสียงที่ดังสั่งการอยู่ใกล้หูนี่มันชักจะเกินไปหน่อยเขาก็เป็บุรุษตัวใหญ่ผู้หนึ่งมาอยู่บนม้าด้วยกันมันอึดอัดตอนนี้แผ่นหลังนางเกือบจะแนบที่อกเขาอยู่แล้ว ดีที่เขานั่งเฉยๆไม่ได้พยายามจะจับบังเหียนบังคับม้า ไม่เช่นนั้นคงออกมาเป็ภาพที่ไม่งามเท่าไร
แต่ก็จนใจในเมื่อเขาแสร้งไม่รับรู้อะไรอีกแล้ว “เช่นนั้นก็นั่งเฉยๆ”เซียนน้อยเลยสั่งจอมมารกลับบ้างก่อนจะกระทุ้งสีข้างม้าแล้วควบออกไป
เมื่อลู่อิงิออกมาจากเมืองมากพอที่จะหันกลับไปดูเมืองบนน้ำเื้ัสะพานทอดยาวจากแผ่นดินใหญ่ไปถึงเมืองผิงต๋าที่บัดนี้เงียบเหงาต่างจากปกติพลางคิดว่าสักวันจะกลับมาเยี่ยมเมืองนี้ใหม่อีกสักครั้งนางอยากรู้ว่าเมืองที่ไม่อยู่ใต้อำนาจสกุลมู่จะเป็เช่นไร