บทที่ 9
แอ๊บบี้รู้สึกหวั่นไหวปั่นป่วนในช่องท้องราวกับมีผีเสื้อนับพันเข้าไปขยับปีกอยู่ ฤดูร้อนอันเป็นฤดูแห่งการท่องเที่ยวนั้น ทำให้มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการของธนาคารกันอย่างคับคั่ง มีผู้คนมากหน้าหลายตารายล้อมอยู่รอบตัว แต่ความสนใจทั้งหมดของเธอถูกดึงดูดไปรวมกันไว้ที่เขาเพียงคนเดียวเมื่อแน่ใจว่าการสนทนาระหว่างเธอกับเขาจะยุติลงเพียงแค่การไถ่ถามทุกข์สุขของกันและกันแล้ว แอ๊บบี้ก็ออกเดินมุ่งหน้าไปยังช่องหนึ่งและตอนนั้นเองถึงได้รู้ว่าเขาเดินเคียงข้างมาด้วยอีกครั้งหนึ่ง และตอนนั้นเองถึงได้รู้ว่าเขาเดินเคียงข้างมาด้วย อีกครั้งหนึ่งที่เธอสังเกตเห็นว่าเขาไม่ได้แต่งตัวด้วยเครื่องแบบของทางศาสนา แต่นุ่งกางเกงยีนที่แนบรัดอยู่กับสะโพกและต้นขาที่อุดมด้วยกล้ามเนื้อสวมเสื้อสปอร์ตเชิ้ตมิได้กลัดกระดุมเม็ดบน ส่วนรองเท้าที่สวมใส่ก็เป็นแบบรองเท้าโคบาลแอ๊บบี้อดคิดไม่ได้ว่าในช่วงเวลาของการเดินทางนั้นเขาจะแต่งตัวอย่างไรมันเรื่องหนึ่ง แต่อดแปลกใจไม่ได้ที่แม้เขาจะเข้ามาอยู่ในเมืองนี้แล้ว และเป็นที่รับรู้ของทุกคนว่าเขาคือบาทหลวงคนใหม่ที่มาประจำโบสถ์ เขาก็ยังแต่งกายแบบลำลองไปไหนต่อไหนอยู่นั่นเอง แล้วใครเล่าจะรู้ว่า เขามีตำแหน่งหน้าที่อะไรในเมื่อเขาแต่งตัวเหมือนคนทั่วไปเช่นนี้สายตาของเขามาหยุดลงที่เธออีกครั้ง ภายหลังจากกวาดไปโดยรอบมองดูสภาพภายในของสถานที่แล้ว“รู้สึกว่าธนาคารแห่งนี้มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการมากจริงๆ ” เขาเปรยขึ้น“ใช่ค่ะ เพราะเป็นธนาคารเก่าแก่ แต่เครื่องมือเครื่องใช้ก็ทันสมัยมากนะคะ” แอ๊บบี้สนองตอบ“ผมได้ดูตั้งแต่วันแรกที่มาเยี่ยมที่นี่แล้ว” เขาพยักรับ แสงไฟที่สาดส่องมาจากข้างบนสะท้อนอยู่กับเรือนผมสีบลอนด์ทองนั้น “วันนี้คุณออกมาซื้อของหรือว่ามากินกลางวันล่ะ”คำถามอย่างเป็นกันเองทำให้แอ๊บบี้ไม่ทันระวังตัว“ออกมาทานกลางวันค่ะ” แล้วก็นึกถึงจุดประสงค์ของตนเองที่มาธนาคารได้จึงชูซองที่ถืออยู่ในมือให้เขาดู“ก็เลยถือโอกาสเอาเงินมาเข้าแบงก์ก่อน”“ตอนนี้คุณทำงานที่ไหนหรือครับ” คำถามของเขาเป็นการแสดงออกถึงความสนใจตามธรรมดา“ฉันเป็นเลขาฯ ทนายความค่ะ...คือพ่อเป็นทนายความ...” เธอตอบไปตามความจริงเพราะไม่ใช่เรื่องที่จะต้องปกปิดเป็นความลับแต่อย่างใด ทุกคนในเมืองนี้ก็ดูจะรู้กันทั้งนั้น“ก็เป็นอันว่าคนที่กำลังหางานทำต้องอดไปตำแหน่งหนึ่งสินะ”เขายิ้มกว้างอย่างจะให้เห็นว่าเป็นเรื่องพูดเล่นมากกว่าแต่มันก็ยังทำให้แอ๊บบี้ยืนตัวแข็งไปเหมือนกันแม้จะรู้ว่าเขาไม่ได้ตั้งใจจะตำหนิในเรื่องนี้“แต่ฉันมีความสามารถที่จะทำงานนั้นได้นะคะ”“ผมไม่ได้คิดจะตำหนิอะไรในเรื่องนั้นหรอกนะครับคุณสก็อตต์ โปรดอย่าเข้าใจผิด เพราะโดยความจริงแล้วผมเองก็ทำงานอยู่เหมือนกัน” แววยั่วเย้าฉายแสงอยู่ในดวงตาคู่สีฟ้า และแอ๊บบี้ก็ยิ้มให้เขาอย่างเข้าใจ “ค่อยยังชั่วหน่อย” เซธพูดเสียงเบา “ผมต้องขอตัวก่อนนะ มีธุระจะคุยกับเจ้าหน้าที่คนหนึ่ง”“เชิญตามสบายเลยค่ะ” เธอไม่คิดจะดึงตัวเขาไว้จากธุระที่เขาต้องมาทำที่ธนาคารแห่งนี้อยู่แล้ว “ฉันเองก็จะเอาเงินเข้าบัญชีเหมือนกัน” เธอตอบอย่างออกตัวและเท่ากับเป็นการยืนยันให้เขาได้รับรู้ไว้ว่าเธอก็มีธุระจะต้องมาทำที่ธนาคารแห่งนี้ด้วยช่องที่อยู่ใกล้ที่สุดดูจะมีแถวสั้นที่สุดด้วย แอ๊บบี้จึงเดินเข้าไปตรงนั้น จากหางตาเธอเห็นเซธ เดินเข้าไปหาเจ้าหน้าที่ของธนาคารคนหนึ่ง ลูกค้าที่อยู่ข้างหน้าเพียงสองคนเสร็จธุระแล้ว แอ๊บบี้จึงเดินเข้าไปแทนที่“เฮลโล โรเบิร์ตต้า” แอ๊บบี้ทักทายพนักงานสาวร่างท้วมพร้อมกับเลื่อนซองเข้าไปให้“ข้างนอกร้อนไหมคะนี่” โรเบิร์ตต้าถามขณะเปิดซองออกนับเงิน“ร้อนมาก แต่ก็ยังดีที่มีลม” พนักงานหญิงอีกคนหนึ่งชะโงกหน้าเข้ามาหาแอ๊บบี้พูดด้วยน้ำเสียงกระซิบกระซาบ แต่เต็มไปด้วยความกระตือรือร้นว่า“เรากำลังอยากรู้แทบขาดใจเชียวนะนี่ว่าผู้ชายหล่อๆ คนที่เดินมากับเธอนั่นน่ะเป็นใครกัน” แฟรนเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนมากับแอ๊บบี้ ขณะนี้เธอแต่งงานไปแล้วมีลูกสองคนแล้วด้วย แต่ก็ยังชอบปรายตามองผู้ชายหล่อๆ อยู่นั่นเอง“คนไหน” แอ๊บบี้เอ่ยถามออกไป ทันใดนักขึ้นมาได้ว่าผู้ชายคนที่แฟรนถามก็คือเซธนั้นเอง“แหม...ยังมีหน้ามาถามอีกว่าคนไหน” แฟรนหันไปมองหน้าโรเปรตต้าอย่างรู้กัน“อ๋อ เธอคงหมายถึงบาทหลวงทัลบอทนั่นเอง” แอ๊บบี้ที่รับรู้ “ก็เขามาเป็นบาทหลวงประจำโบสถ์แทนบาทหลวงออกุสตัสยังไงล่ะ”“นี่น่ะเรอะบาทหลวงคนใหม่”แฟรนร้องอย่างแปลกใจเต็มที่ “โอ...โรเบิร์ตต้า ฉันนี่ได้รับการช่วยชีวิตไว้ในนาทีสุดท้ายจริงๆ นะ”“ฉันไม่ตำหนิเธอหรอกแฟรน” โรเบิร์ตต้าเองก็พูดเสียงเบาลง เมื่อเหลือบตามองไปทางเซธอย่างสุดแสนเสียดาย เพียงแต่แอ๊บบี้ไม่ยอมมองตามสายตาของเจ้าหล่อนเท่านั้น “เขาเป็นผู้ชายที่เซ็กซี่ที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้ ไม่เคยมีผู้ชายหน้าตาหล่อๆ แบบนี้ผ่านเข้ามาในเมืองนานแล้วนะ”“สงสัยว่าฉันจะต้องเตรียมซื้อชุดใหม่ไว้เพื่อใส่ไปโบสถ์วันอาทิตย์เสียแล้ว” แฟรนว่า“เอ๊ะ...เธอเป็นสมาชิกของโบสถ์เดียวกันกับฉันเหมือนกันหรือนี่” แอ๊บบี้ถามงงๆ เพราะดูเหมือนจะไม่เคยเห็นแฟรนกับสามีไปร่วมประชุมนมัสการตอนเช้าวันอาทิตย์เลยสักครั้ง“ฉันน่ะไม่ได้ไปมาหลายปีแล้วละตั้งแต่แต่งงานกับบุชโน่นแน่ะ” แฟรนตอบอย่างไม่ตะขิดตะขวงใจแม้แต่น้อย แต่แล้วก็ยิ้มเยื้อน “แต่คิดว่านับแต่นี้จะต้องทำตัวเป็นสาวกที่ซื่อสัตย์ต่อพระเจ้าเสียหน่อย”“ต๊าย...ฉันจะเป็นลม” โรเบิร์ตต้าหัวเราะคิกคักขึ้นมาทันที“พระเจ้า...” แฟรนทำเสียงวาบหวิว “นี่...เขากำลังเดินมาทางนี้แล้วนะเธอ แอ๊บบี้ เธอจะต้องแนะนำให้เรารู้จักเสียแล้วละ”แอ๊บบี้ยอมรับว่าเธอรู้หมั่นไส้ในการแสดงออกของทั้งสองสาวที่ทำราวกับว่ากำลังหลงใหลได้ปลื้มที่ได้พบเซธ ทัลบอท อย่างมากมายถึงเพียงนั้น แต่เมื่อเหลือบมองไปทางพนักงานหญิงคนอื่นๆ แอ๊บบี้ที่มองเห็นอยู่ว่าไม่เพียงแต่แฟรนกับโรเบิร์ตต้าเท่านั้นที่แสดงความชื่นชมในบุรุษผู้นี้โรเบิร์ตต้าวางใบเสร็จรับเงินลงบนเคาน์เตอร์พูดดังๆ ว่า“เสร็จเรียบร้อยแล้วแอ๊บบี้”“ขอบใจมาก” เธอต้งบังคับใจอย่างมากที่จะไม่เหลียวหลังไปมองทางเซธ ทัลบอท เมื่อเขาเดินเข้ามาหยุดอยู่ข้างตัว แต่เธอก็จำเป็นต้องขยับตัวเพื่อเอาใบเสร็จใส่ในกระเป๋าถือ“เสร็จแล้วหรือครับ” เขาเอยถามขึ้น“ค่ะ” เธอตอบพร้อมกับเงยขึ้นสบตาเขา มันมีความรู้สึกมากมายหลายประการเกิดขึ้นยามเมื่อเขาเข้ามาชิดใกล้เช่นนี้“ไฮ...ฉันช่อแฟรน บิ๊กสบี้ ค่ะ” สาวสวยผมบลอนด์แนะนำตัวเองขึ้นก่อนที่แอ๊บบี้จะทันตั้งตัว “เพิ่งจะบอกให้เรารู้เมื่อกี้นี้เองว่าคุณคือบาทหลวงคนใหม่ที่จะมาประจำโบสถ์ ขอต้อนรับรู้ยูเรก้า สปริงส์ นะคะ”“ผมชื่อเซธ ทัลบอท ครับ ดีใจมากที่ได้มาอยู่ที่นี่” อีกครั้งหนึ่งที่รอยยิ้มอบอุ่นกระจายฉาบใบหน้า“สำหรับฉันโรเบิร์ตต้า แฟล็ค ค่ะ แต่ไม่ได้ข้องเกี่ยวเป็นญาติกับนักร้องที่ชื่อแฟล็คนั่นหรอกนะคะ” โรเบิร์ตต้ายิ้มน้อยยิ้มใหญ่ดูสดสาวขึ้นมาก แม้หน้าตาเนื้อตัวจะอ้วนท้วน“ยินดีอย่างยิ่งครับที่ได้รู้จักคุณทั้งสอง” เซธตอบอย่างมีมารยาท เมื่อแอ๊บบี้เดินออกจากช่องนั้นเพื่อเปิดโอกาสให้ลูกค้ารายต่อไปได้ใช้บริการเซธก็ออกเดินตามมาด้วย แต่ไม่ก่อนที่จะกล่าวกับสองสาวว่า “หวังว่าเราจะได้พบกันที่โบสถ์ตอนเช้าวันอาทิตย์นะครับ”“รับรองได้เลยค่ะ” แฟรนพูดตามหลังมาแอ๊บบี้รู้สึกขัดใจอยู่ไม่น้อยที่ไม่สามารถเดินออกจากตรงหน้าช่องนั้นได้เร็วเท่าที่ใจต้องการ เซธดูจะสังเกตเห็นท่าทางรีบร้อนของเธออยู่ แต่เขาก็เดินเคียงข้างมาอย่างสบายอารมณ์“ปกติคุณไปกินอาหารกลางวันที่ไหนเป็นประจําหรือเปล่า” เขาทอดหางเสียงอ่อนโยน แต่มันเป็นคำถามที่สร้างความแปลกใจให้เธอไม่น้อย“ไม่หรอกค่ะ ทำไมหรือคะ” ยังมีลูกค้าคนอื่นๆ กำลังเดินออกจากธนาคารด้วยเช่นกัน แอ๊บบี้จึงต้องชะลอฝีเท้าลง เมื่อเงยหน้าขึ้นอย่างสงสัย“คือตอนนี้ผมก็กำลังจะไปกินอาหารกลางวันเหมือนกัน ผมว่าทางที่ดีเรากินด้วยกันเสียเลยเถอะนะครับ” เขาให้เหตุผลด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “เลยจากตรงนี้ไปหน่อยมีร้านอาหารอยู่ร้านหนึ่งผมว่าท่าทางบรรยากาศจะดีเราไปกินกันที่นั่นดีไหม”การยอมรับในคำเชิญชวนของเขาดูจะเป็นไปเพราะความเกรงใจมากกว่า แต่ถึงกระนั้น แอ็บบี้ก็มองไม่เห็นเหตุผลที่จะปฏิเสธในเรื่องนี้อยู่แล้ว“ก็ดีนี่คะ” เธอพูดเรียบๆเนื่องจากขณะนั้นเป็นช่วงเวลาหยุดพักรับประทานอาหารกลางวัน และกับเหตุผลอีกประการหนึ่งคือเป็นฤดูกาลท่องเที่ยว ดังนั้นในร้านอาหารจึงมีลูกค้าเข้าไปใช้บริการอย่างคับคั่ง แต่ก็ยังโชคดีที่แอ๊บบี้กับเซธใช้เวลารออยู่ไม่นานก็ได้โต๊ะเล็กตัวหนึ่งที่พอจะนั่งได้สองคน