เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันงานครบรอบหกสิบปีของฮูหยินผู้เฒ่าเยี่ยก็ผ่านมาได้หลายวันแล้วแต่ชื่อเสียงของเซียวอี้ผิงไม่แผ่วลงเลยตั้งแต่ตอนนั้น ยามนี้นางได้ป่วยสมใจจนไม่กล้าออกจากเรือนของตนตั้งแต่วันนั้นบ่าวในจวนก็มักมาเล่าต่อกันว่าได้ยินคุณหนูเซียวอี้ผิงร้องห่มร้องไห้ไม่หยุดทั้งวันทั้งคืนจนบางทีก็รู้สึกว่าไยจึงยังมีเรี่ยวแรงมากมายถึงเพียงนั้น อาการป่วยนางจึงไม่หายเสียทีคล้ายว่าจะเลี้ยงไข้เช่นนี้ไปเรื่อยๆจนกว่าข่าวเหม็นคาวของตนจะซาลง
ฮูหยินสามไม่ต่างกันตั้งแต่วันนั้นก็ต้องบากหน้าพาสามีตนเองไปขอโทษขอโพยฮูหยินผู้เฒ่าเยี่ยถึงจวนจนฝ่ายนั้นก็ไม่ถือสาหาความใดอีก และยังต้องไปขอโทษกับจวนตระกูลเว่ยอีกด้วยถึงแม้ว่าเรื่องราวเหมือนจะเข้าใจผิดไปเองของบุตรสาวตนแต่เป็นใครที่พบเห็นก็ไม่คิดเช่นนั้นแน่ ยิ่งตระกูลเว่ยกับตระกูลเซียวสนิทสนมกันถึงเพียงนี้ บุตรชายตนก็เป็นสหายสนิทกับเว่ยอวิ๋นข่ายอีก เรื่องนี้ถึงอย่างไรฮูหยินใหญ่ก็ต้องออกหน้าไปช่วยด้วยแม้ตระกูลเว่ยจะไม่ถือสาหาความใด แต่ลึกๆก็รับไม่ได้กับพฤติกรรมของเซียวอี้ผิงอยู่ดี ด้วยความที่ทั้งสองตระกูลสนิทกันมาก่อนทุกอย่างจึงจบลงอย่างเรียบร้อย เว่ยอวิ๋นข่ายก็ไม่ได้อยากสนใจอันใดกับเรื่องนี้ เพราะตัวต้นเรื่องเป็นน้องสาวของสหายสนิทเขาด้วย
เซียวลู่ผิงก็รู้สึกแย่ยิ่งนักกับการกระทำของน้องสาวตนไม่พ้นต้องไปขออภัยกับสหายตนเองเป็นการส่วนตัว เจ้าเพื่อนตัวดีก็ไม่ถือสาหาความใดเพียงแต่ให้เขาช่วยเหลือบางอย่างแทนนี่สิ ช่างเป็นสหายที่ไม่ขอขาดทุนเลยเสียจริงถึงจะคิดเช่นนั้นแต่เซียวลู่ผิงก็รู้สึกดีกว่าเดิมมากทีเดียวที่เว่ยอวิ๋นข่ายไม่ทำเป็นปล่อยผ่านเรื่องนี้แต่ให้เขาช่วยบางอย่าง
“เจ้าต้องการให้ข้าช่วยเจ้าเรื่องใดกัน”
“ไม่มีอันใดมากหรอก ข้าเพียงอยากสานสัมพันธ์กับเหลียนฮวา”
“เจ้าก็ทำไปเยอะแล้วนี่ ยังให้ช่วยอันใดอีก”
“ข้าอยากให้เจ้าพานางออกจากจวนมาพบกับข้า วันมะรืนข้าจะพามารดาไปวัดนอกเมื่อต้องไปพักสักสองวัน เจ้าเข้าใจหรือไม่ ลู่ผิง”
“เจ้าต้องการชวนเหลียนฮวาไปสวดมนต์หรือ”
“หากเป็นเช่นเจ้าว่า ข้าชักชวนนางออกบวชดีหรือไม่”
“แล้วให้ข้าคิดเช่นไร ไยชวนไปวัดกัน”
“ท่านแม่ต้องการสำรวจพฤติกรรมของนางน่ะ”
“แม่เจ้ารู้เรื่องเหลียนฮวาแล้วหรือ เจ้ากล้าขึ้นมาบ้างก็ดียิ่ง ฮาฮ่าฮ่า ช้ากว่าข้าไปหลายก้าวเชียว ข้าหมั้นหมายเสียแล้วสหาย”
“ข้ากำลังจะตามเจ้าไปอย่างไรเล่า”
“จริงหรือ เจ้าจะหมั้นหมายกับนางจริงหรือ”
“จริง”
“น้องสาวข้าคงอกแตกตายเป็นแน่แล้ว ฮาฮ่าฮ่า”
“เจ้าควรเป็นห่วงน้องสาวแท้ๆของเจ้าแทนการหัวเราะเยาะนางเสียได้”
“ฮาฮ่าฮ่า ก็จริงของเจ้า เอางี้ ข้าช่วยเจ้าก็ได้ ต่อไปก็จงกลายเป็นน้องเขยข้าเสีย”
“ฮึฮึ”
“เจ้ารู้หรือไม่ ข้าได้ข่าวมาเยอะว่ามีคุณชายหลายตระกูลเชิญแม่สื่อมาขอหมั้นหมายกับเหลียนฮวาทั้งที่นางอายุเพียงสิบสามขอเพียงได้ขอฝากตัวเป็นหนึ่งในคนที่นางพิจารณาก็เพียงพอแล้ว ฮูหยินใหญ่เห็นว่านางยังเด็กเกินไปคล้ายจะห่วงเหลียนฮวาเสียด้วยจึงยังไม่ยอมตกลงหมั้นหมายให้กับผู้ใด เจ้ามายามนี้ก็อาจจะต้องรอไปอีกกระมัง”
“เจ้าอย่าลืมว่าข้าคือคุณชายเว่ย สนิทกับตระกูลเซียวมากกว่าตระกูลอื่นเสียอีก”
“ก็จริงของเจ้สงา แต่ฮูหยินใหญ่รักนางอย่างไก่หวงไข่ คงไม่มีข้อแม้ถึงจะเป็นเจ้า ฮาฮ่าฮ่า คุณชายเช่นเจ้าก็มีวันนี้เสียแล้วต้องคอยกังวลว่าจะมีใครมาแย่งนางในดวงใจ”
“ข้าจึงต้องขอให้เจ้าช่วยอย่างไร”
“ได้ ข้ารับปากเรื่องไปวัด”
“ดี”
สองสหายตกลงกันแล้วจึงปรึกษาเรื่องตำราที่จะใช้สอบเข้าราชสำนักต่อไป
เหลียนฮวายามนี้งงงวยมาก ฮูหยินใหญ่มาบอกกับตนวเมื่อหลายวันก่อนว่าจะพาไปวัดนอกเมือง เพราะฮูหยินสามจู่จู่ก็อยากไปวัดเพื่อสวดมนต์ให้กับบุตรสาวตนเองได้หายป่วยเสียที เหตุใดไม่ไปหาฮูหยินผู้เฒ่าเซียวชวนรายนั้นไปคงสำเร็จทันที
เหลียนฮวานั้นไปวัดได้แต่เพียงไม่ชอบกลิ่นธูปเป็นอย่างมากได้กลิ่นก็อยากจะสำลักทันที ดวงตาก็แสบจากควันธูปอีก ถ้าควันไม่มากเกินไปจริงๆก็ยังพอไหวอยู่
“คุณหนูเจ้าคะ ฮูหยินใหญ่ฝากสาวใช้มาเรียกท่านให้ไปเตรียมขึ้นรถม้าแล้วเจ้าค่ะ”
“เตรียมของครบแล้วก็ถือซะว่าไปพักที่วัดสองวันหนึ่งคืนเท่านั้น คิดเสียว่าไปทำใจให้สงบ รีบไปกันเถอะ”
สาวใช้ทั้งสองฟังคำคุณหนูของตนก็รู้ว่านางไม่ได้ตื่นเต้นที่จะได้ไปวัดนอกเมืองแห่งนั้นเท่าใดนัก คล้ายไปตามผู้ใหญ่สั่งให้จบเรื่องไป
“เห็นว่าคุณชายสาม ชวนตระกูลตันไปด้วยเจ้าค่ะ”
“อ้อ ที่แท้พี่สามก็อยากไปร่วมสร้างบารมีกับคู่หมั้นนี่เอง งั้นชุนลี่ก็น่าจะตามไปด้วยเป็นแน่เลย ดีเหมือนกัน ข้าจะได้มีเพื่อน”
“แต่ว่าคุณหนูรองไม่ยอมไปเจ้าค่ะ ไม่ยอมออกจากเรือนของนางเช่นเดิม ฮูหยินสามก็ทำได้เพียงไปกับคุณชายสามเท่านั้น”
“พี่หญิงรองคงอยากพักรักษาตัวกระมังให้หายดีก่อนคงจะดี”
เหลียนฮวารู้ว่าเซียวอี้ผิงยามนี้ไม่มีหน้าออกไปที่ใดได้อีกเพราะสร้างเรื่องฉาวกระฉ่อนเมืองถึงเพียงนั้น นางพึ่งมาหน้าบางยามลงมือทำไปแล้ว ถ้าสำเร็จก็ยังพอมีผลลัพธ์ แต่ดันไม่สำเร็จเสียหายหนักทีเดียวเชียว
เหลียนฮวาบอกให้สาวใช้ไปนำกล่องเก็บสมบัติเล็กของนางออกมา ยามนี้นางจ้องมองจดหมายลายมือของเซียวซีเหยียนอีกครั้ง ข้างๆก็เป็นแหวนหยก กับ ปิ่นรูปดอกบัวบาน นางไม่อาจนำปิ่นเล่มนี้ไปรวมกับกล่องเครื่องประดับได้เพราะซู่หนิงเห็นทีไรเป็นต้องปักใส่ผมนางทันทีคล้ายว่าทำไปตามใจนึก เหลียนฮวาคร้านจะสนใจจึงนำปิ่นมาเก็บในกล่องนี้เสียเลย
“ดูได้สักพักก็นำแหวนหยกที่ท่านป้าหญิงให้มาสวมใส่รู้สึกว่าวันนี้เหตุใดจึงน่าใส่ยิ่งนักกัน”
เหลียนฮวาเดินออกจากเรือนเพื่อตามไปสมทบกับฮูหยินใหญ่ที่หน้าเรือน วันนี้คนที่ไปด้วยก็มีเพียงนาง ฮูหยินใหญ่ ฮูหยินสาม และเซียวลู่ผิงเท่านั้น คนอื่นคล้ายจะไม่ได้ตามมาด้วย เหตุใดฮูหยินผู้เฒ่าเซียวถึงไม่มากัน
“ท่านน้าเจ้าคะ ท่านย่าไม่ไปด้วยกันหรือเจ้าคะ”
“ท่านแม่มีกำหนดถือศีลกินเจอยู่ในเรือนช่วงนี้น่ะ นางจึงไม่ได้ไปกับพวกเราเสียแล้ว”
“เช่นนั้นน่าเสียดายยิ่งนะเจ้าคะ”
เหลียนฮวาพูดไปอย่างนั้นก็ไม่ได้เสียดายอันใดมากหรอก ฮูหยินผู้เฒ่าเซียวไม่ไปน่ะดีแล้วเห็นแล้วรู้สึกปวดหัวกับท่าทีสูฃส่งดุจเทพเซียนขนาดเจ้าอาวาทที่อาวุธโสยังต้องมองนางอย่างเต็มตาที่เห็นท่าทางเช่นนั้น ดูทรงธรรมยิ่งกว่าพวกเขาเสียอีก
“เหลียนฮวาวันนี้เจ้าไปด้วยเช่นนี้ พี่สามดีใจยิ่งนัก”
“พี่สามไม่ได้ดีใจที่ข้าไปด้วยเพียงอย่างเดียวกระมัง พี่มี่เอ๋อก็ไปด้วยมิใช่หรือ”
เซียวลู่ผิงรีบเดินไปกระซิบข้างหูเหลียนฮวาทันที
“เจ้ารู้เรื่องเร็วดีจริงเชียว รอไปถึงวัดก่อนเจ้าคงจะดีใจยิ่งกว่าพี่เสียแล้ว ฮาฮ่าฮ่า”
เสียงหัวเราะหลังกล่าวจบดังขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยของเซียวลู่ผิงสร้างความงง งวยกับเหลียนฮวาและฮูหยินทั้งสองเป็นอย่างมากคล้ายว่าเขาดูสนุกไปคนเดียวเท่านั้น
เหลียนฮวาขึ้นรถไปนั่งกับฮูหยินใหญ่ตามเคยส่วนครั้งนี้ก็เพิ่มฮูหยินสามเข้ามาอีกคน เซียวลู่ผิงก็ขี่ม้าตามมา
เดินทางไปสักพักประมาณหนึ่งชั่วยามครึ่งก็ถึงวัดนอกเมือง วัดแห่งนี้ชื่อว่าวัดจิ่วซาน เนื่องจากตั้งอยู่บนภูเขาสูงทัศนียภาพบริเวณวัดนั้นงดงามยิ่งแม้เขาลูกนี้จะอยู่สูงแต่ก็ไม่สามารถมองเห็นเมืองหลวงได้ชัดเจนแต่มองเห็นได้เพียงธรรมชาติที่ปกคลุมรอบผู้เขาเป็นวัดหนึ่งที่สวยมากจริงๆ เหลียนฮวานึกถึงเทศกาลโคมไฟที่ได้ไปวัดแห่งหนึ่งกับเซียวซีเหยียนขึ้นมาอีกครั้งภาพเหล่านั้นยังติดตานางอยู่ไม่อาจลบเลือนออกไปได้ เหตุใดอยู่ๆก็รู้สึกว่าช่วงนี้นึกถึงเขาบ่อยขึ้นมาได้กันนะ
เหลียนฮวาสะบัดหัวตัวเองไปมาเพื่อไล่ความคิดทั้งหมดเหล่านั้นออกไป นางเห็นวัดสูงก็นึกถึงเขากระมัง ภาพเทศกาลโคมไฟปีนั้นยังติดตานางไม่หายเลย สวยงามขนาดนั้นนางก็ต้องจดจำทุกอย่างในวันนั้นได้หมดเลยสิ
เหลียนฮวาเจ้าชอบที่นี่หรือไม่ เรามากินอาหารเจในวัดกันถึงสองวัน ชำระล้างจิตใจให้บริสุทธิ์ต่อไปจะได้มีสิ่งดีๆมากมายเข้ามาหาเจ้า
“เจ้าค่ะท่านน้า”
ยามนี้รถม้ามาหยุดอยู่บริเวณขั้นบันไดล่างสุด แม้บันไดตะไม่ได้ยาวมากนักแต่ก็ต้องใช้เวลาในการเดินขึ้นไปบนวัดเช่นกัน คนทั้งหมดเดินขึ้นไปเรื่อยๆก็ไปพบเข้ากับนักบวชหลวงจีนอายุน้อยมาต้อนรับพวกนางให้เข้าไปพักยิ่งที่พักได้ จวนเซียวได้บริจาคเงินให้กับทางวัดจิ่วซานมากมายทางวัดจึงให้การต้อนรับพวกเขาอย่างดีเพราะตระกูลเซียวต้องการมารักษาศีลทานอาหารเจก็จัดการให้ทันที หลวงจีนไปแต่ละคนไปยังที่พักของตนเอง วันนี้เหลียนฮงาพาซู่เย่มาอีกตามเคย สองนายบ่าวเข้าไปยังห้องพักเพื่อจัดสัมภาระไม่นานก็ออกไปรวมกลุ่มกับฮูหยินใหญ่ ฮูหยินสามและเซียวลู่ผิง
แต่ไม่ทันไรเสียงทักทายของฮูหยินเว่ยก็ดังขึ้น นางเดินเข้ามาทักทายฮูหยินเซียวทันทีที่พบหน้ากันแต่ก็เพียงส่งเสียงทักทายฮูหยินสามตามพิธี ไม่สนิทสนมด้วยดังเก่าก่อนอีก
“ฮูหยินเซียว ท่านมาที่วัดจิ่วช่านด้วยหรือเนี้ย ข้ามาถึงเมื่อเช้านี่เอง”
“ข้ามาที่นี่เพราะอยากมาสวดมนต์ขอพร รักษาศีลกินเจเท่านั้น มาถึงเมื่อครู่นี้เท่านั้น”
“เช่นนั้นดียิ่ง วันนี้ข้ากับอวิ๋นข่ายก็มาที่นี่เช่นกัน นึกว่าเราสองแม่ลูกต้องมาวัดแห่งนี้เงียบๆเสียแล้ว ดียิ่งที่มีคนมาถือศีลกินเจด้วยกันเพิ่ม บุญบารมีจะได้หนุนนำให้พบเจอกับสิ่งดีๆ”
“จริงอย่างท่านว่า เช่นนั้นข้าขอไปไหว้พระขอพรหน้าพระพุทธรูปก่อนสักครู่จะตามพวกท่านไปทานอาหารที่โรงเจ”
“งั้นก็ดียิ่ง”
ฮูหยินเว่ยแม้ปากจะคุยกับฮูหยินเซียวแต่สายตาก็ลอบมองเหลียนฮวาไม่วางตาคล้ายสำรวจนางให้ทั่วทั้งตัว เหลียนฮวามีหรือจะไม่รู้สึกว่ามีคนมองตนเช่นนี้ก็วางท่าทีปกติไม่ได้แสดงท่าทีแกลกใจใดออกไป เก็บความสงสัยเพียงในใจเท่านั้น
“คนตระกูลเซียวเดินเข้าไปจุดธูปไหว้พระกันเพียงไม่นานก็เดินออกไปทานอาหารที่โรงเจในวัดทันที”
“ฮูหยินเซียวท่านมานั่งทานกับข้าที่นี่ดีหรือไม่”
ฮูหยินเว่ยเห็นฮูหยินเซียวและเหลียนฮวาเดินเข้ามาก็รีบเรียกคนทั้งสองมานั่งด้วยทันทีคล้ายว่าสนิทสนมกันมากแล้วจริงๆ
ฮูหยินสามยามนี้ยังสวดมนต์ขอพรอยู่ไม่ได้ตามออกมาด้วยส่วนเซียวลู่ผิงก็เหมือนจะพบเข้ากับตันมี่เอ๋อเสียแล้ว ทั้งที่นางพึ่งมาถึงเมื่อครู่นี้เอง เขารอจนนางมาถึงจึงรีบเดินเข้าไปคารวะตระกูลตันทันที ยามนี้ตระกูลตันก็นำสัมภาระไปเก็บที่เรือนรับรองของตนอยู่จึงยังไม่ได้เจอกับพวกตระกูลเซียวและตระกูลเว่ย
บนโต๊ะมีฮูหยินเว่ยและเว่ยอวิ๋นข่ายนั่งอยู่ก่อนแล้วเหลียวฮวาและฮูหยินเซียวจึงเดินเข้าไปนั่งตามคำเชิญ ฮูหยินทั้งสองนั่งหันหน้าเข้าหากัน ส่วนเว่ยอวิ๋นข่ายและเหลียนฮงาก็นั่งตรงข้ามกัน ฮูหยินทั้งสองสนทนากันเรื่องการถือศีลกินเจ ไม่นานก็หันมาสนทนากับเหลียนฮวา
“เหลียนฮวายิ่งโตก็ยิ่งงดงามนะเจ้าคะ ฮูหยินเซียว”
“น้าก็คิดเช่นนั้น แต่นิสัยนางยังติดจะคล้ายเด็กไปบ้าง”
“ข้าดูแล้วไม่เด็กแล้วนะเจ้าค่ะ ท่าทางกิริยามารยาทดูดียิ่งนัก คล้ายถูกอบรมจนแตกฉานเสียแล้ว”
“เหลียนฮวายังไม่ขอบคุณฮูหยินเว่ยอีก ชมเจ้าถึงเพียงนี้”
“เจ้าค่ะ ขอบคุณฮูหยินเว่ยเข้าค่ะ”
“ฮูหยินเว่ยอันใดกัน ข้าไม่มีลูกสาวสักคนอยากมีลูกสาวบ้างแล้วถ้าหากเรียกข้าว่าท่านแม่ได้คงดียิ่งนัก”
“เอ่อ...”
เหลียนฮวาฟังคำฮูหยินเว่ยก็ถึงกับไปไม่เป็นเลยทีเดียวรีบลอบมองหน้าเว่ยอวิ๋นข่าย ส่งสายตาถามเขาว่า นี่มันเรื่องอะไรกัน ไยแม่เขาถึงมีท่าทีเช่นนี้ เว่ยอวิ๋นข่ายก็ดียิ่งยิ้มส่งมาให้นางเหมือนว่าเป็นเรื่องปกติยิ่ง
“ฮูหยินเว่ย ท่านก็กล่าวเกินไปจวนท่านก็มีคุณหนูเว่ยทั้งสองอยู่แล้ว แม้จะแต่งเข้าจวนเซียวแล้วคนหนึ่งก็ยังเหลืออีกหนึ่งคนนะเจ้าคะ”
“ลูกสาวสองคนนั้นก็ถือได้ว่าเป็นลูกอนุสำหรับข้าเท่านั้น ข้าให้มารดาพวกนางเลี้ยงกันเองกิริยาจึงเป็นได้เท่าที่เห็น แต่เหลียนฮวางามทั้งกิริยาท่าทางจนข้ารู้สึกผูกพันขึ้นมาเสียแล้ว”
“ฮูหยินเว่ย ขอบพระคุณในความเมตตาของท่านเจ้าค่ะ เหลียนฮวาก็เพียงเรียนรู้จากท่านน้าเท่านั้นเจ้าค่ะ”
“เป็นเช่นนั้นก็ดียิ่งที่ได้ ฮูหยินเซียวอบรมสั่งสอนถึงได้มีกิริยามารยาทแบบคุณหนูสูงศักดิ์เช่นนี้ ต่อไปก็อย่าเรียกข้าว่าฮูหยินเว่ยอีกเลย”
เหลียนฮวาหันหน้าไปมองฮูหยินเซียวด้วยความไม่เข้าใจบางอย่าง แต่ฮูหยินเซียวก็เพียงกล่าวออกไปว่า
“เช่นนั้นให้นางเรียกท่านว่าอันใดกันเล่า”
“เรียกข้าว่าท่านแม่ดีหรือไม่”
“เห็นทีว่าจะไม่เหมาะเท่าใดนัก เรียกท่านว่าท่านน้าเห็นจะดีกว่าจริงหรือไม่เหลียนฮวา”
“เจ้าค่ะ ท่านน้า ต่อไปเหลียนฮวาจะเรียกขานท่านว่าท่านน้าเว่ยนะเจ้าคะ”
“เช่นนั้นก็ดียิ่ง เรียกขานข้าว่าท่านน้าไปก่อนก็ได้”
“ฮูหยินเซียวข้ามีเรื่องจะปรึกษาท่านสักเล็กน้อยเกี่ยวกับหลักธรรม เราเข้าไปยังห้องพระดีหรือไม่เจ้าคะ”
“เช่นนั้นก็ดียิ่ง เหลียนฮวาเจ้าจะไปกับน้าหรือไม่ หรือจะกลับห้องพักเจ้าก่อน”
“ท่านน้าไปกับท่านน้าเว่ยเลยเจ้าค่ะ เดี๋ยวข้าเดินกลับห้องพักเองได้เจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นอวิ๋นข่ายไปส่งน้องเสีย ดีกว่าเดินไปเพียงลำพังเช่นนี้”
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ข้ามีสาวใช้รออยู่ด้านนอกแล้วเจ้าค่ะ”
“จะเป็นเช่นนั้นไปได้อย่างไร เจ้ากับสาวใช้ก็เป็นหญิง มีพี่เว่ยเจ้าไปส่งข้าและฮูหยินเซียวจะได้อุ่นใจ จริงหรือไม่เจ้าคะ”
“เหลียนฮวา คุณชายเว่ยแค่ไปส่งเท่านั้นก็ไปกับคุณชายเว่ยก็ได้จะได้ปลอดภัย”
ฮูหยินเซียวในใจก็รู้สึกว่าเหตุใดวันนี้ฮูหยินเว่ยถึงแสดงออกเหมือนว่าสนใจเหลียนฮวามากถึงเพียงนี้ไปแล้วคล้ายอยากส่งเสริมเหลียนฮวาให้ลูกชายตนเอง ยามนี้ในใจถึงจะรู้สึกห่วงแหนเหลียนฮวายิ่งแต่ก็ต้องแสดงออกอย่างรักษาน้ำใจต่อกันเพราะฝ่ายตรงข้ามก็เป็นตระกูลสนิทกับตระกูลเซียว แล้วอีกใจก็ห่วงหลานสาวตนไม่อยากให้เดินกลับห้องพักเพียงลำพังกับสาวใช้ด้วยจึงยอมตกลง
“เจ้าค่ะ ขอบคุณพี่เว่ยด้วยเจ้าค่ะ”
เว่ยอวิ๋นข่ายเดินนำเหลียนฮวาไปก่อน เหลียนฮวาก็เดินตามหลังเขาอย่างไม่เสียกิริยา ฮูหยินเว่ยเห็นแล้วรู้สึกว่าเหลียนฮงาเด็กคนนี้ บุคลิกกิริยาใดๆก็ล้วนผ่าน ถูกใจตนไม่น้อย ตอนแรกก็กลัวว่าจะเหมือนเซียวอี้ผิงเด็กหญิงนางสนั่น ร้ายกาจยิ่ง
“ฮูหยินเซียวหลานสาวของท่านกิริยามารยาทงดงามยิ่งนะเจ้าคะ”
“ขอบคุณฮูหยินเว่ยที่ชมหลานสาวข้า”
“ข้าเห็นแล้วรู้สึกเอ็นดูยิ่งนักเชียว”
“เหลียนฮวาเป็นเด็กดีทั้งภายนอกและภายในจิตใจ ผู้ใดเห็นก็มักนึกเอ็นดูเจ้าค่ะ”
“เป็นเช่นนั้น แต่จะเป็นไปได้หรือไม่ถ้าท่านจะพิจารณาบุตรชายข้าให้กับเหลียนฮวา”
“เรื่องนี้คงต้องให้เหลียนฮวาเป็นคนตัดสินใจนะเจ้าคะ ข้าไม่เคยบังคับนาง แต่ยามนี้นางยังอายุเพียงสิบสามปีข้าจึงไม่คิดถึงเรื่องนี้เท่าใดนัก ฮูหยินเว่ยลองพิจารณาคุณหนูบ้านอื่นดูก่อนดีหรือไม่”
“ฮูหยินเว่ย ข้าสนใจหลานสาวท่านไม่ใช่ข้าตัดสินใจแต่บุตรชายข้ามีความจริงใจยิ่งกับนาง ข้าก็ไม่อยากบังคับเขาเรื่องการแต่งงานเช่นกัน เช่นนั้นก็รอจนเหลียนฮวาโตพอจะพูดคุยเรื่องนี้ดีกรือไม่เจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นก็ดีเจ้าค่ะ เราเข้าไปยังห้องสวดมนต์กันเถอะ”
“เห็นทีข้าคงต้องสวดบทสวดสักหลายจบเสียแล้ว”
“ข้าก็ขอร่วมสวดไปพร้อมกับท่าน”
“ดียิ่งนัก”
สองฮูหยินเดินเข้าไปยังที่เบาะรองนั่งแล้วก็สวดมนต์ภาวนาด้วยความศัทธายิ่งต่อหน้าพระพุทธรูปองค์ใหญ่ตรงหน้า