Chapter 8
‘เลียม ครอสวอลล์’
ลูกชายคนกลางของตระกูลครอสวอลล์ หนึ่งในไม่กี่ตระกูลที่มีตระกูลย่อยซึ่งเป็ตระกูลผู้ใช้เวทอยู่มากมาย เเละเพราะเป็ตระกูลใหญ่ จึงมีอาร์ติเเฟคของตระกูลย่อยจำนวนมากที่ต้องเก็บรักษาโดยจะมอบให้กับผู้วิเศษที่ถูกปลุกพลังเเล้วเท่านั้น
โดยเรียงลำดับจากความเร็วเเละความสามารถในการผ่านการประลองเมื่อถึงเวลาที่ควรค่าเเก่การประลองโดยการประลองไม่ได้ตัดสินจากผลเเพ้ชนะเเต่ตัดสินผ่านศักยภาพเเละความสามารถในการเติบโตของตนเเละคู่เเข่ง
นอกจากเงื่อนไขสองข้อนั้นเเล้วอีกเงื่อนไขหนึ่งก็คือ ความใกล้ชิดกับหัวหน้าตระกูลหรือเรียกง่ายๆก็คือผู้ที่มีสายเืของครอสวอลล์มากกว่าจะได้สืบทอดเเละใช้อาร์ติเเฟคที่ถูกเก็บรักษาเอาไว้เพื่อเป็หน้าเป็ตาให้กับตระกูล เเต่อย่างไรก็ดี เื่นั้นถือเป็ส่วนน้อยในการตัดสิน
ตระกูลครอสวอลล์สืบเชื้อสายมาจากอัศวินเก่าเเก่ที่มีชื่อเสียงโดยในอดีตอาศัยอยู่ที่อังกฤษ ภายนอกพวกเขาเป็ตระกูลผู้ดีเป็หน้าเป็ตาในสังคมตระกูลหนึ่งเเต่เื้ัคือตระกูลของผู้ใช้อาร์ติเเฟคประเภทอาวุธเเละศิลปะในการป้องกันตัวที่มีบุคคลเก่งกาจมากมายและมีผู้เชี่ยวชาญในการใช้อาวุธป้องกันหลากหลายเเขนง
หนึ่งในนั้นคือตัวตนของ เลียมครอสวอลล์ ลูกชายคนกลางของครอบครัว เป็สายเืครอสวอลล์เเท้ๆ
ปู่ของเขาก็คือผู้นำตระกูลคนปัจจุบันเเละเป็นักดาบที่มีความสามารถมากที่สุด เลียมถูกปลุกพลังวิเศษเมื่อตอนเเปดขวบเเละได้รับการฝึกซ้อมให้คุ้นเคยกับอาวุธไว้เพื่อป้องกันตัว
ซึ่งอาวุธก็มีตั้งเเต่สนับมือดาบไปจนถึงอาวุธระยะไกลอย่างธนู ให้คนในตระกูลสามารถเลือกที่จะเรียนรู้ในการนำมันมาปกป้องคนที่พวกเขารักเเละควรปกป้อง
จนเมื่อเวลาผ่านไปเลียมรู้ว่าตนนั้นคุ้นชินกับการใช้ดาบสั้นเป็อาวุธเขาจึงได้เริ่มฝึกซ้อมศิลปะการใช้ดาบสั้นตั้งเเต่นั้นมา จนเมื่อโตขึ้นก็ได้ประลองกับคนในตระกูลย่อยเเละญาติของตนที่ถูกปลุกพลังวิเศษ เพื่อเเย่งชิงอาร์ติเเฟคตามธรรมเนียม
สุดท้ายเลียมก็ได้รับอาร์ติเเฟคในที่สุดเขาได้ฝึกซ้อมการใช้อาร์ติเเฟคที่เขาได้รับมาเเละกลายเป็หนึ่งในผู้ใช้อาวุธที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงคนหนึ่งในตระกูล ซึ่งนั่นคือเื่เื้ัของเขา!!!
ทว่าในโลกคนปกติ เลียมครอสวอลล์เป็นักกีฬาบาสเกตบอลของโรงเรียนที่มีความสามารถคนหนึ่ง เขามีผมสี บรอนซ์เเละดวงตาสีฟ้าหุ่นที่ยิ่งกว่าสมส่วนเพราะเป็นักกีฬาโรงเรียน(เเละเพราะฝึกฝนการใช้อาวุธมาเป็เวลานาน) ทำให้เป็หนึ่งในนักเรียนที่ค่อนข้างโด่งดังในหมู่ผู้หญิง
เลียมเป็คนที่ร่าเริงเเละเป็มิตรเเละเฟรนด์ลี่พ่อของเขาเป็นักธุรกิจที่มีชื่อเสียงในโลกเบื้อหน้า ทำให้ค่อนข้างมีเส้นสายในการติดต่อเเละจัดการหลายๆอย่าง เเต่ถึงอย่างนั้น เลียมก็ไม่เคยใช้เส้นสายอะไรนั่นเลย
หากไม่ได้ติดในเื่ผลการเรียนที่ไม่ค่อยไปในทางที่ดีเท่าไหร่ ก็คงเรียกได้เต็มปากว่าเป็คนที่เพอร์เฟคคนหนึ่ง
เเน่นอนว่าเลียมไม่ได้สนใจอะไรเเบบนั้นสิ่งที่เขาสนใจเพียงอย่างเดียวก็คล้ายๆกับไมเคิลก็คือฝึกใช้อาร์ติเเฟคของตนเองเพื่อให้เขาเเข็งเเกร่งขึ้นทัดเทียมพี่ชายของตน เพราะเเม้เขาจะพยายามมากเเค่ไหนก็ไม่เคยชนะพี่ชายของเขาได้เลย...
"เอาล่ะ....ซาโฟเร่!" เสียงอันคุ้นเคยดังขึ้นในห้องนอนสไตล์มินิมอลของไมเคิล
ตอนนี้เป็เวลาหนึ่งทุ่มเเล้วเพราะเขาอยากที่จะลองอัญเชิญให้อะไรสักอย่างปรากฏออกมาได้บ้างเลยคิดจะอัญเชิญมาก่อนที่จะนอนหลับเเละปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยที่ไม่ได้ลองทำอะไร
ในตอนก่อนหน้านี้ที่เขากลับบ้านมาเเละทำอะไรเสร็จเรียบร้อยหมดเเล้วเเละเตรียมจะไปซ้อมเวทมนตร์ก็ตัดสินใจว่าบ่ายวันนี้เขาจะไม่ซ้อมเวทมนตร์ในบันทึกต่อเเต่ซ้อมปั้นเื่เอาไว้ใช้ในสถาณการ์ณจริงอย่างเเนบเนียนเเทน ถึงจะรู้ว่ามันดูซื่อบื้อไปหน่อยเเละไม่ค่อยมีประโยชน์เมื่อเอาไปใช้จริงเเต่เื่ที่ลนลานจนน่าขายหน้าในตอนนั้นยังจำได้ดีและอดที่จะคิดถึงมันไม่ได้
อนึ่ง ‘ซาโฟเร่’ คือบทร่ายในการร่ายคาถาอัญเชิญ
ไมเคิลร่ายคาถาโดยเปลี่ยนการเคลื่อนไหวของไม้กายสิทธิ์ชี้ปลายไม้กายสิทธิ์ลงพื้นที่วางกระดาษสี่เหลี่ยมจัตุรัสซึ่งมีรอยวงเวทที่ไมเคิลคัดลอกเอาไว้อยู่ก่อน จากนั้นก็ได้ ร่ายคาถาตามที่พูดไปอย่างไม่ลังเล
ทันใดนั้นเอง ละอองเวทสีน้ำเงินก็ลอยเข้าไปวงเวทฉบับคัดลอกละอองเวทสีน้ำเงินเข้มเคลือบกับเเผ่นกระดาษตามรอยวงแหวนเเล้วลอยตัวขึ้นมาราวกับภาพสามมิติ
ไมเคิลกล่าวชื่อของสิ่งมีชีวิตที่้าอัญเชิญออกมา เขาตั้งใจจะอัญเชิญนกสีเเดงส้มราวกับเปลวเพลิงเหมือนตอนก่อนหน้านี้หากให้เรียกก็น่าจะชื่อว่า
"ฟีนิกซ์..."
เเสงสว่างออกมาจากวงเวทนั้นทันทีที่ไมเคิลพูดจบ วงกลมที่คล้ายภาพสามมิตินั้นลอยออกมาจากกระดาษเเผ่น เเละขยายออกจนใหญ่พอๆกับสองฝ่ามือของไมเคิล สีของมันเข้มขึ้นเล็กน้อยราวกับหลุมดำ ไมเคิลจำได้ว่าจากครั้งที่เเล้วนั้นมันคือการเปิดประตูออกเพื่อให้สัตว์อัญเชิญนั้นออกมาจากวงเวทเขาจึงรอคอยอย่างใจจดใจจ่อว่ารอบนี้มันจะออกมาสำเร็จไหม
เเละถึงจะอัญเชิญสัตว์ชนิดเดียวกับครั้งที่เเล้วจะใช่ตัวเดิมหรือเปล่า เพราะหากเป็ตัวเดิม เขาคงต้องขอโทษที่ทำให้มันค้างครึ่งเเบบครั้งที่เเล้ว
ไมเคิลคิดอย่างตื่นเต้น เเต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นจนเวลา สามนาที ห้านาที สิบนาทีผ่านไป
เกือบสิบห้านาทีแล้ว เเต่ถึงจะรออีกนานเท่าไหร่ก็ ยังไม่มีอะไรออกมาจากวงเวทนั้นเเม้เเต่เพียงวี่เเวว แต่อย่างนั้นวงเวทก็ไม่ได้หายไปตามปกติหากไม่สำเร็จกระดาษจะสลายหายไปพร้อมกับวงเวท
ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทุกอย่างยังคงเป็ปกติความเงียบเข้าปกคลุม ไมเคิลเลิกพยายามที่จะนั่งดูเผื่อว่าจะเกิดอะไรขึ้น
"เฮ้อ...ช่างมันเเล้วกัน"ไมเคิลคิดเเล้วย้ายกระดาษวงเวทไปวางบนโต๊ะพร้อมกับนั่งบนเตียงเพื่อฝึกหายใจต่อสักครึ่งชั่วโมงจนนาฬิกาปลุกดังเตือนว่าตอนนี้เป็เวลาสี่ทุ่ม
ไมเคิลห่มผ้าเเล้วก็นอนหลับตาเหมือนกับทุกคืนเหมือนว่าพลังเวทจะยังไม่พอจริงๆสินะ ไมเคิลคิดเเล้วถอนหายใจออกมา คงต้องฝึกให้มากกว่านี้ เขาพึมพำก่อนจะหลับตา สักพัก ใช้เวลาไม่นานนักก็ผล็อยหลับไป
เเต่ระหว่างที่ไมเคิลกำลังหลับอยู่ มีเื่หนึ่งที่ไมเคิลยังไม่รู้การอัญเชิญในครั้งนั้นไม่ใช่ว่าไม่สำเร็จเเละปริมาณพลังเวทของไมเคิลนั้นก็ไม่ได้มีไม่มากพอในการอัญเชิญได้
หลังจากเวลาผ่านไปประมาณชั่วโมงหนึ่งก็มีสิ่งมีชีวิตตัวกลมดิ๊กคล้ายลูกเจี๊ยบสีเหลืองส้มออกมาจากวงเวทที่วางอยู่บนโต๊ะ สีขนของมันเป็สีส้มเเดงคล้ายเพลิงไฟ…
ลูกเจี๊ยบตัวนั้นเดินเตาะเเตะอยู่บนโต๊ะหลังจากที่เหมือนว่าจะพยายามปีนออกมาจากวงเวทเมื่อครู่ ดูท่าทางเหมือนกำลังงุนงงว่าตอนนี้ตนนั้นกำลังอยู่ที่ไหนกันมันไซร้ขนของตนเองเเละมองรอบๆไปมา
เ้าลูกนกฟีนิกซ์(a.k.a.ลูกเจี๊ยบ)มองรอบๆด้วยความสนใจมันมองเเล้วใช้เท้าเล็กๆของตัวเองเขี่ยโต๊ะไม้เเละมองไปยังกระเป๋าดินสอต่อ
มันเดินเตาะเเตะต่อไปยังกระเป๋าเเล้วใช้ปากจิกซิปเปิดออกอย่างทุลักทุเลและใช้เท้าหนึ่งข้างคุ้ยดินสอเเละปากกาออกมาจากกระเป๋าเเละหาทางเล่นอย่างสนุกสนานจนไม่นานก็เบื่อเนื่องจากเป็เเค่ลูกนกที่พึ่งเกิดจึงอ่อนประสบการ์ณจึงสนุกได้กับทุกอย่างอย่างเต็มที่ เเต่ก็เบื่อเร็วด้วยเช่นกัน
นกฟีนิกซ์เป็สัตว์ที่สายตาค่อนข้างดีดังนั้นสำหรับมันเเล้ว จะกลางวันกลางคืนก็ไม่ต่างกัน มองในที่มืดได้สบายๆ เเละโชคยังดีที่พึ่งเกิดอีกเพราะในตอนนี้มันยังโตไม่พอที่จะใช้ไฟด้วยละอองเวทในร่างกายได้
เเต่ก็ใช่ว่ามันเป็สัตว์ที่เจริญเติบโตช้าเหมือนกับคนคนทั่วไปเฉกเช่นไมเคิลสำหรับนกฟีนิกซ์ยังไม่ได้รับการบังคับผ่านทางผู้อัญเชิญซึ่งก็คือไมเคิลเเล้วก็ไม่ต่างจากเตาที่ไร้เเก๊ส
เเละเเล้วพระอาทิตย์ก็โผล่ขึ้นมาจากขอบฟ้าพร้อมกับเเสงรุ่งอรุณยามเช้าเเน่นอนว่าเสียงพูดเเรกที่ไมเคิลอุทานออกมาในทุกๆเช้าต้องเป็เสียงหาว...
"เหวอ!!??"
เเต่ดูเหมือนจะไม่ใช่สำหรับวันนี้
ไม่บ่อยนักที่ไมเคิลจะตื่นด้วยเสียงใอย่างเช่นวันนี้เเต่จะไม่ให้ใได้อย่างไร เมื่อตื่นมาเจอสภาพห้องที่มีของตกลงมาเกลื่อนกลาดบนพื้นเสื้อผ้าในตู้ถูกคุ้ยเขี่ยไปมา
สภาพห้องที่รกขึ้นเเต่ไม่ถึงขั้นเละเทะทำเอาไมเคิลเเทบลมจับเพราะพึ่งตื่นด้วยทำให้สมองยังไม่ค่อยประมวลผลเลยยังไม่อาจทำความเข้าใจได้ว่านี่มันเื่อะไรกัน เเต่เื่นั้นยังไม่ใเท่าไหร่หากเทียบกับเื่ที่เขาพบหลังจากเดินลงมาจากเตียงเเละมองไปยังบริเวณโต๊ะหนังสือ
สิ่งที่น่าใยิ่งกว่าคือบางอย่างที่คล้ายนกตัวสีเเดงส้มที่กำลังนอนพะงาบๆอย่างสบายใจอยู่ตรงเเถวโต๊ะเเละถ้าสายตาเขาไม่ได้มีอะไรผิดพลาด ปากที่พะงาบๆอยู่นั้นมีเปลวไฟหมุนวนไปมาอยู่
ไมเคิลย่างสามขุมเข้าไปใกล้ หากนั่นเป็ไฟจริงๆและพวยพุ่งออกมาจากปากพร้อมกับสะเก็ดไฟเขาน่าจะขำไม่ออกแน่
ไมเคิลพยายามสาวเท้าเดินเข้าใกล้เเบบไม่ให้มีเสียงเอามือเเตะขนเรียบลื่นของนกสีเเดงส้มตัวกลมดิ๊ก พร้อมกับพยายามยกมันขึ้นมาอย่างเบามือราวกับถือะเิที่พร้อมจะะเิได้ทุกเวลา
เเต่ระหว่างที่ััผิว(เเละพุง)นุ่มๆของเ้าตัวน้อย ก็เผลอกะเเรงผิดไปเล็กน้อย เเละเเรงเพียงเล็กน้อยไม่ต่างอะไรกับการเหยียบกับะเิเข้าอย่างจัง
ไฟพ่นออกมาจากของลูกเจี๊ยบ พร้อมกับที่เ้าลูกเจี๊ยบตัวนั้นตื่นขึ้นมาอย่างัวเงียซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็เหตุการณ์ที่ทำให้เขาร้องลั่นบ้านเป็ครั้งเเรกในชีวิต
“ว้ากกกก!!” เปลวเพลิงสีเเดงส้มพุ่งผ่านหน้าราวกับภาพสโลว์โมชั่น
เเละในที่สุดหลังจากผ่านไปสักพัก ถึงจะได้คำอธิบายอย่างถูๆไถกึ่งปั้นเื่ให้ดูปกติที่สุดกับคุณเเม่ ว่าทำไมตนถึงได้ร้องลั่นเเบบนั้น
ไมเคิลรีบจัดการอาบน้ำกับเก็บข้าวของที่วางเกลื่อนกลาดทั้งหมดจนเสร็จ รวมไปถึงทำกิจวัตรประจำวันเตรียมของเเละฝึกลมหายใจ จึงค่อยๆสงบสติอารมณ์เเละก็ได้เวลาเคลียร์กับเ้าลูกเจี๊ยบเพลิงนี่สักทีดูเหมือนอีกฝ่ายจะพูดได้ด้วย
ไมเคิลจับมันใส่ไว้ในกระป๋องดินสอก็เพราะกลัวว่ามันจะไปพ่นไฟใส่ของอย่างอื่นอีกว่าเเล้วไมเคิลก็เอ่ยปากเข้าเื่
"เอาล่ะ สรุปเเล้วนี่มันเื่อะไรกัน?"
"มุกิ้ว มุกิ้ว...เื่อะไรหว่า"เสียงที่ร้องออกมาก่อนพูดนั้นน่ารักจนเเทบจะอยากเอาเเก้มไปด้วยถ้าไม่ติดที่ว่ามันพึ่งพ่นไฟออกมาเเละบ่นด้วยท่าทีอวดเบ่งตอนที่เขาอาบน้ำ ไมเคิลคงจะกอดรัดเหมือนตุ๊กตาไปเเล้วเป็เเน่
ได้ยินรางๆจากตอนที่เ้านกตัวนั้นบ่นว่าถึงร่างที่เขาเห็นอยู่นั้นจะเป็เด็กเเต่อายุจิตใจปาเข้าไปเกือบหนึ่งพันปีมันพูดว่าเพียงเเค่ต้องใช้เวลาในการรื้อฟื้นความทรงจำก่อนกลายเป็เถ้าถ่านเเละได้เกิดใหม่สักนิด
ไมเคิลสังเกตเห็นว่า ไฟที่พ่นออกมาคล้ายกับไฟจากคาถาเรียกธาตุทั้งสี่เมื่อตอนนั้นแม้มีความร้อน เเต่ไม่มีเชื้อเพลิงที่จะเผาไหม้ต่อจึงสลายหายไปถ้าจะให้คิดตามหลักวิทยาศาสตร์คงเป็ไปไม่ได้เพราะว่าอากาศก็เป็เชื้อเพลิงชั้นเยี่ยมอยู่เเล้ว เเละสะเก็ดไฟก็ไม่น่าจะอยู่ค้างบนอากาศได้
หากต้องขยายความเเล้วคงจะได้ว่าเชื้อเพลิงที่ว่าตามหลักวิทยาศาสตร์นั้น คือเป้าหมายในการร่ายคาถาหรือเกิดจากความ้าของผู้ใช้เสียมากกว่าหลักความเป็จริง
"ก็เื่ที่นายเอ่อ ฟีนิกซ์?"
ได้ยินแบบนั้น เ้านกน้อยพยักหน้ารับอย่างมั่นใจจนเเอบหมั่นไส้เห็นดังนั้นไมเคิลจึงพูดต่อ
"ก็ที่นายโผล่มาจากไหนไม่รู้ยังไงช่วยเล่าทีได้ไหม นายมาจากที่ไหน?"
"ก็เ้าเป็คนอัญเชิญข้ามามิใช่รึไงมนุษย์ อย่ามาทำเป็ไขสือหน่อยเลยข้าว่าเ้าไม่น่าจะขาดเเคลนสติปัญญาในการวิเคราะห์เื่นี้นะ" เ้านกน้อยตอบเเล้วไซร้ขนในตัว ไม่สมกับร่างกายจิ๋วๆคล้ายลูกเจี๊ยบของมัน
"อัญเชิญอะไรก็เมื่อคืนนี้มัน..." ไม่สำเร็จส่วนหลังเขาไม่ได้พูดแต่คิดในใจ ไมเคิลพยายามนึกถึงสาเหตุของเื่ที่เกิดเเต่นึกอย่างไรก็นึกไม่ออกเสียที
"หากเ้าไม่รู้ ข้าจักไปรู้ได้อย่างไรเล่าโง่จริงๆ"
"เฮ้องั้นช่างเถอะ ไม่เถียงกับนายดีกว่า” ไมเคิลพูดเเล้ว หยิบกระเป๋านักเรียนขึ้นมา
“เเล้วก็เลิกใช้ภาษาโบราณเเละเรียกฉันว่ามนุษย์ด้วยฉันชื่อไมเคิล” ไมเคิลพูดเเนะนำตัวเเละเดินออกไปทันที
เเต่การจะออกจากบ้านก็มีอุปสรรคเพราะเ้านกตัวนั้นขอไปกับเขาด้วย ยื้อเเย่งกันอยู่สักพัก ก็ได้เดินออกมาจากห้องเงียบๆ โดยมีเ้า 'อิกซ์' นกฟีนิกซ์ที่ถูกอัญเชิญมาเเบบงงๆติดตามด้วยจนได้
ไมเคิลตั้งชื่อให้อีกฝ่าย ต่อไปจะได้เรียกง่ายๆตอนเเรก ไมเคิลก็ไม่ได้้าให้มันตามมาเสียด้วยซ้ำเเต่เพราะว่ามันเป็คนบอกเองว่าจะไม่มีใครในบ้านเห็น บวกกับลูกตื้ออีกพอควรเลยยอมให้ตามมา
สิ่งที่ทั้งคู่ไม่รู้คือการอัญเชิญในครั้งนี้มีความผิดพลาด อยู่สามเื่เื่เเรกคือการที่ไมเคิลนั้นร่ายเวทโดยที่ประตูอัญเชิญเปิดค้างเอาไว้เเละไม่สลายหายไปเมื่อร่ายไม่สำเร็จนั้น
ซึ่งเื่นั้นบังเอิญไปโยงกับเื่ที่สอง
หนึ่งในกิจวัตรประจำวันของไมเคิลคือการฝึกลมหายใจละอองเวทที่ถูกฟื้นฟูจึง 'บังเอิญ' ถูกดึงเข้าไปในวงเวทจนทำให้สิ่งมีชีวิตสามารถออกมาจากการอัญเชิญนั้นได้เเต่นั้นไม่ใช่เื่ที่สำคัญที่สุด
เพราะไมเคิลไม่ได้ร่ายคำสั่งให้มันทำอะไรนอกจากกการอัญเชิญที่เกิดขึ้น จึงไม่สามารถทำตามคำสั่งให้กลับไปยังที่เดิมที่มันจากมาได้พูดง่ายๆก็คือในตอนนี้ยังไม่มีหนทางส่งเ้าอิกซ์กลับไปได้ เพราะเื่ทั้งหมด ได้ผิดพลาดตั้งเเต่เริ่มเเรกของการร่ายคาถาเเล้ว
หลังจากที่ผ่านการกินข้าวเดินทางไปโรงเรียนเเละพูดคุยเื่ต่างๆที่จำเป็ของอิกซ์ในที่สุดพวกเขาทั้งคู่ก็มาถึงไฮสคูลได้อย่างรอดปลอดภัยเเบบไม่โดนคนรอบข้างหาว่าบ้าจากการพูดคนเดียวดีที่อิกซ์นั้นเตือนทันว่าเขาสามารถคุยผ่านโทรจิตได้หรือก็คือการคิดในใจเเละส่งสารไปยังอีกฝ่ายคล้ายกับจดหมาย
จากการพูดคุยสอบถามเื่ราวของไมเคิลสรุปได้ว่า
อิกซ์เป็ฟีนิกซ์เพลิงที่อยู่มานานกว่าหนึ่งพันปีในมิติคู่ขนานซึ่งตั้งอยู่สักแห่งหนในจักรวาลอันกว้างใหญ่ เเละในจักรวาลนั้นฟีนิกซ์ไม่ใช่หนึ่งในสายพันธ์ของนก เเต่เป็ประเภทของสัตว์ชนิดนึงเลยต่างหาก โดยฟินิกซ์นั้นก็เเบ่งย่อยเป็ฟินิกซ์เพลิง วารี พสุธา อีกหลากหลายชนิดอย่างตามแต่ธาตุและความสามารถเฉพาะตัวโดยในจักรวาลนั้น นกฟินิกซ์เป็ประชากรที่มีมากเเต่หาได้ยากกลุ่มหนึ่ง
เเน่นอนว่าในเผ่าพันธุ์เดียวกัน เป็ปกติของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดอยู่เเล้วพวกมันจะต้องมีการเเก่งเเย่งชิงดีชิงเด่น หรือเเสดงความเเข็งเเกร่งเพื่อขึ้นมาเป็ผู้นำหรือจ่าฝูงจึงไม่เเปลกที่เื่เเบบนี้จะไม่เกิดขึ้น ซึ่งอิกซ์ก็เป็ผู้นำในหมู่ฟินิกซ์เพลิง
ตอนเเรกไมเคิลก็คิดว่าทำไมตนถึงอัญเชิญสิ่งที่เเข็งเเกร่งขนาดนี้ออกมาได้เเละทำทีจะชื่นชมหลังจากได้ยินเื่ราวจากปากของอิกซ์เเต่พอเห็นท่าทีอวดเก่งเเบบเด็กๆของมัน ไมเคิลก็ชื่นชมไม่ลงและเก็บคำพูดลงคอไปอย่างเงียบๆ
ฟินิกซ์เป็นกที่เจริญเติบโตเร็วมากเเละจะหยุดโตเมื่อเต็มวัยถึงจะมีข้อเสียคือสามารถตายได้ง่ายกว่าสิ่งมีชีวิตทั่วไปนิดหน่อย เเต่ถึงอย่างนั้นด้วยความที่เป็ะเเละเกิดใหม่จากเถ้าถ่านรวมไปถึงความรุนเเรงของพลังเเละปริมาณละอองเวทธาตุเพลิงในร่างกาย ทำให้เเข็งเเกร่งมากในหมู่สัตว์วิเศษด้วยกัน
อิกซ์บอกว่านกฟีนิกซ์สำหรับการตายเเล้วก็ไม่ต่างอะไรจากการลอกคราบของงูหรือสัตว์เลื้อยคลาน สำหรับเผ่าพันธุ์ฟินิกซ์การตายเพื่อให้ได้ร่างกายที่ใหม่เเละเเข็งเเรงกว่าเดิมถือเป็เื่ปกติมาก
ซึ่งในตอนนั้น ระหว่างที่กำลังฟื้นฟูร่างกายและพลังชีวิตจากเถ้าถ่าน พอโผล่หัวออกมาจากกองถ่าน ก็มาโผล่ในสถานที่แปลกประหลาด ตอนเเรกกะว่าจะปืนกลับไปที่ที่ตนพึ่งโผล่มาอย่างไม่รู้อีโหน่อีเหน่ เเต่รู้ตัวอีกทีประตูนั้นก็ปิดไปซึ่งอันที่จริงเขาก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามาจากทางไหน อิกซ์อธิบายให้ฟัง
เเถมหากผู้อัญเชิญไม่ออกคำสั่งหลังจากที่ร่ายในทันทีเขาก็ไม่สามารถกลับไปได้เพราะไม่สามารถทำคำสั่งได้สำเร็จ เเละ ที่สำคัญที่สุดเมื่อเวลาผ่านไปเขาจะต้องถูกกำจัดในฐานะสิ่งเเปลกปลอมซึ่งไม่ใช่การส่งกลับไปยังที่ที่เขานั้นจากมา เเต่เป็การทำให้สลายหายไปราวกับฝุ่นธุลี
"เดี๋ยวนะงั้นนี่ก็เื่ใหญ่ไม่ใช่รึไง" ไมเคิลพูดขัดทันทีหรือจะเรียกให้ถูกก็คงเป็การคิดเเละส่งข้อความผ่านจิตเชื่อมกับอิกซ์นกฟีนิกซ์ตัวกะเปี๊ยกที่นอนตากพุงอยู่บนหัวของเขาพลางเล่าเื่ให้ฟังอยู่ฉอดๆตั้งเเต่เมื่อครู่
ทั้งที่บอกว่าจะสลายหายไปบ้างล่ะกำจัดบ้างล่ะ เเต่เ้านกนั้นกลับไม่ทุกข์ไม่ร้อนเลยสักนิดไมเคิลคิดเเล้วเดินเข้าห้องเรียน วันนี้มาสายกว่าปกตินิดหน่อย เเต่นักเรียนที่มาถึงห้องเเล้วก็ยังมีน้อยเหมือนเดิม
"เื่ใหญ่อะไรกันล่ะเเค่เ้าผูกพันธะสัญญาให้ข้า...หมายถึงเรา ก็จบเเล้วไม่ใช่หรือไง" อิกซ์พูดพร้อมะโมายืนบนโต๊ะด้วยร่างอันเล็กจิ๋วเพราะยังไม่ชินกับการพูดให้โอ้อวดน้อยลงตามข้อตกลงของไมเคิล เลยโดนไมเคิลทำตาขวางใส่กลับมาถึงอายุจิตใจของเขาจะเกือบหนึ่งพันปีได้เเล้ว เเต่ตอนนี้ยังอยู่ในร่างลูกเจี๊ยบง่อยๆอายุไม่ถึงวันดี
"พันธะสัญญาอะไรล่ะฉันยังไม่เคยใช้เลยนะ" ไมเคิลพูดตอบทันที
"งั้นเ้าก็ต้องลองเเล้วล่ะ"
"เเล้วทำไมต้องลองล่ะหรือว่าคุณฟีนิกซ์ผู้ยิ่งใหญ่กลัวจะสลายไปกันครับ" ไมเคิลหยอกอิกซ์ที่ยืนบนโต๊ะเป็การเเก้เเค้นที่ทำตัวอวดเบ่งอยู่ทั้งวันถึงมันจะดูน่ารักก็เถอะเเต่คงต้องดัดนิสัยเสียบ้างถ้าสมมติเขาผูกพันธะสัญญาเเล้วต้องอยู่ด้วยจริงๆเเม้ว่าอายุจะห่างเป็ร้อยเป็พันปีก็ตาม หากทำตัวเเบบนี้ต่อไปคงน่ารำคาญไม่หยอก
เเต่ปฏิกิริยาของอิกซ์นั่นไม่เหมือนกับที่ไมเคิลคิดเอาไว้
น้ำใสๆรินอยู่ข้างตา...อิกซ์กำลังน้ำตาคลอออกมาให้เห็น? เเม้จะเป็นก เเต่เเววตาที่มีน้ำตาเอ่อคลอเขาไม่ได้คิดไปเองเเน่ๆ
นกสีเเดงส้มตัวกลมปุ๊ก นามว่าอิกซ์ ตัวสั่นเทาด้วยความกลัวหลังจากะโกลับขึ้นทาบหัวพร้อมใช้ปากจิกหน้าผาก ไมเคิลเบาๆเเล้วร้องไห้ออกมา
มันพูดเชิงอ้อนวอนเหมือนกับเด็กตัวเล็กๆที่ไม่ได้ของที่ตัวเองนั้น้าเเละต่อให้ตายก็จะเอามาให้ได้
"อย่า...อย่าทอดทิ้งเราสิฮึก เรา เรา...เราจะทำตัวให้ดีขึ้น ดังนั้นผูกพันธะสัญญาเถอะ ถึงข้า...หมายถึงเราจะเป็ฟินิกซ์...ฟืด...เเต่ฟื้นคืนจากการสลายไปไม่ได้หรอกนะ…ฮืออออๆ"
*เห็นดังนั้นไมเคิลก็ทำตัวไม่ถูกคิดเผื่อเอาไว้เเล้วว่าจะโดนเถียงกลับมาด้วยซ้ำว่าไม่กลัวหรอกเื่เเบบนี้
กลายเป็ว่าไมเคิลต้องมาปลอบเ้าอิกซ์เสียเเทนเพื่อให้มันหยุดร้องไห้ เพราะถึงคนอื่นจะไม่ได้ยินเเต่เสียงสะอื้นนั้นเต็มสองรูหูของไมเคิลตั้งเเต่เมื่อกี้เเล้ว
จนพอเสียงสะอึกสะอื้นนั้นเบาลงจึงได้ถามว่าต้องทำยังไงกันเเน่ถึงจะค่อนข้างทุลักทุเลเพราะต้องปลอบผ่านโทรจิตเเถมจะเเสดงท่าทางอะไรไปไม่ได้อีกเเต่อย่างน้อยก็ผ่านไปด้วยดี อย่างน้อยอิกซ์ก็ทำตัวสงบเสงี่ยมขึ้นมาได้บ้างเเล้ว ไมเคิลจึงไม่ได้พูดอะไรต่อ
"เอาล่ะถ้าหยุดร้องเเล้วก็อธิบายมาสิ การผูกพันธะสัญญาน่ะ เเต่ขอบอกอีกทีนะว่าฉันไม่เคยทำถ้าพลาดก็อย่ามาว่ากัน" ไมเคิลพูดย้ำ เเต่อิกซ์กลับลุกขึ้นยืนเเละตบไปที่อกของตัวเองอย่างมั่นใจดูท่าจะอารมณ์ดีขึ้นบ้างเเล้ว
"ไม่ต้องห่วงเราสอนเอง"
ทั้งที่พูดออกไปเเบบนั้นเเล้วทำไมพวกเขาถึงมาอยู่ในห้องน้ำได้ล่ะนี่
ไมเคิลคิด เพราะโดนเ้านกอ้วนเร่งเร้าให้เข้ามาในห้องน้ำพร้อมกับเอาไม้กายสิทธิ์เเละบันทึกมาด้วยเลยไม่ทันได้ขัดขืนอะไร รู้ตัวอีกทีไมเคิลก็นั่งอยู่ตรงชักโครกเรียบร้อยโดยมือข้างหนึ่งถือไม้กายสิทธิ์ตามคำบอกของอิกซ์ นกฟีนิกซ์ที่พูดเหมือนรู้เื่ราวทุกอย่างเป็อย่างดี
"เอาล่ะขั้นเเรกเปิดไปหน้าการผูกพันธะเเล้วร่ายตามที่หนังสือบอกเลยเชื่อเรารับรองไม่ผิดหวัง เห็นอย่างนี้เราก็เคยใช้อาร์ติเเฟคอะไรนั่นเหมือนกันนะ"อิกซ์พูด เเต่ด้วยประสบการณ์เเล้วคงจะไปเถียงอะไรไม่ได้คิดดังนั้นไมเคิลจึงเปิดบันทึกเเละทำตามทันที เขาชี้ไม้กายสิทธิ์ไปทางอิกซ์ก่อนที่จะร่ายคาถาพร้อมอ่านต่อ
หืม...มันต้องใช้ ปลอกคออัญเชิญไมเคิลพึมพำเล้วเงยหน้าขึ้นมองนกสีเเดงเพลิงที่บินวนไปมาอย่างตื่นเต้นถึงอย่างนั้นก็เถอะ มันรบกวนสมาธินะ คิดเเล้วไมเคิลก็ใส้สันมือฝาดอิกซ์เบาๆ
"นี่หยุดกวนสมาธิก่อน มันต้องใช้ปลอกคออัญเชิญ"
"เื่นั้นไม่ต้องใช้หรอกเริ่มร่ายเลย" อิกซ์ใช้ปีกลูบหัวตัวเองที่โดนฝาดด้วยสันมือเบาๆเเต่เเรงสำหรับมันก่อนจะตอบไมเคิล เเล้วจึงยอมอยู่นิ่งๆอย่างช่วยไม่ได้
"อะไรนะ?"
"ก็บอกว่าร่ายได้เลยยังไงเล่าร่ายมาเลย ไม่รู้รึไงว่าปลอกคออัญเชิญนั้นทำมาจากอะไรน่ะ" อิกซ์พูด
เเต่ถึงอย่างนั้นไมเคิลก็ไม่รู้อยู่ดี
"ก็ไม่รู้น่ะสิช่างมันเเล้วกัน"
ไมเคิลเริ่มร่ายคาถาละอองเวทส่งผ่านเข้าไปในไม้กายสิทธิ์เเละส่งออกไปทางปลายไม้ตรงไปหาอิค
เมื่อเห็นดังนั้นก็ใช่ว่ามันจะอยู่เฉยๆมันรวบรวมละอองเวทสีเเดงฉานออกมาจากร่างกายเเล้วใช้ปีกน้อยๆสร้างบางสิ่งรูปร่างคล้ายเเหวนขึ้นเเสงสว่างจ้าออกมาจากเเหวนนั้นเเล้วขยายใหญ่ขึ้น อิกซ์ทำให้มันลอยขึ้นช้าๆเเล้วครอบผ่านศรีษะของตัวเอง สิ่งนั้นค่อยๆหดลงมาให้พอดีกับคอในร่างนกตัวจ้อย
ในเวลาเดียวกัน เมื่อละอองเวทััโดนปลอกคอนั้นเเสงสีน้ำเงินผสานเข้ากับสีเเดงเเละเกิดเเสงสีที่สว่างจ้าเเละสวยงามอลังการจนไม่อาจจินตนาการเเละบรรยายออกมาได้รูปร่างของลูกเจี๊ยบกลายเป็นกฟีนิกซ์ั์อันสง่างามเเละสมบูรณ์เเบบ
เเต่ทว่า...
ตึง!!!!
เวทมนตร์ผูกพันธะนั้นสำเร็จลุล่วงไปเเล้วสิ่งยืนยันก็คือร่างของอิกซ์ที่กลับมาตัวใหญ่เหมือนเดิม เเต่เื่ที่อิกซ์ตัวใหญ่ขึ้นนั้นไม่มีใครคิดเผื่อเอาไว้ หัวของอิกซ์จึงชนเข้ากับผนังห้องน้ำดังลั่นทันที
ตอนนี้ตัวของมันใหญ่กว่าไมเคิลอีก เเต่เื่สำคัญไม่ได้อยู่ตรงนั้น
"เดี๋ยวสิ!อะไรของนายเนี่ย" ไมเคิละโทักไปโดยไม่รู้ตัวทั้งเเสงวาบ ทั้งเสียงดังลั่น หากใครรู้เื่จะทำอย่างไรดีเนี่ยเขาอุตส่าห์พยายามหลบเลี่ยงมาตลอดเลยนะ ไมเคิลคิด เเต่ดูเหมือนฟินิกซ์ตัวนี้จะทำท่าไม่ทุกข์ไม่ร้อนอะไรเลยเเถมยังเกาหัวด้วยความเจ็บอีกต่างหาก
" อูย... เจ็บๆไม่ต้องห่วงหรอกน่า การอัญเชิญเรียบร้อยดี"
"เรียบร้อยกับผีสิ!เดี๋ยวคนก็เห็นนายกันหมดหรอก"
"ลืมเเล้วรึไงว่ามีเค่เ้าที่เห็นข้าน่ะ"
"ถึงอย่างนั้นรีบกลับเป็ลูกเจี๊ยบเหมือนเดิมเดี๋ยวนี้เลย"
"ชิ... ก็ได้ งั้นเราขอไปพักด้วยเลยเเล้วกันถ้าเราหายไปปลอกคอจะกลายเป็สร้อย ไปล่ะ" อิกซ์พูดรวบรัด ถึงมันจะอยากบ่นอุบอิบเเต่ก็ยอมกลับเป็ลูกเจี๊ยบตัวเล็กเเละค่อยๆจางๆหายไปเเต่โดยดี
ปลอกคอสีเเดงเหลืองนั้นกลายเป็สร้อยทับทิมเเวววาวตกลงบนฝ่ามือของไมเคิล ถึงเื่ที่เกิดขึ้นจะใช้เวลาไม่ถึงสี่นาทีเเละเป็เื่ที่น่าตื่นตาตื่นใจเเละน่าใเเค่ไหนเเต่ตอนนี้น่าจะได้เวลาหนีเเล้วมากกว่าคงไม่ดีเเน่ๆถ้าโดนคาดคั้นถามถึงที่มาของเสียงนั้นโดยคนที่บังเอิญเห็นเหตุการณ์ไม่ต้องพูดถึงเลยว่าถ้ามีใครอยู่นอกห้องน้ำเเล้วจะอธิบายว่ายังไง
เมื่อรวบของที่เอามาใส่ลงกระเป๋าผ้าจนเสร็จหมดจึงรีบออกจากที่เกิดเหตุซึ่งก็คือห้องน้ำ เขาเเง้มประตูดูลาดเลาช้าๆก่อนจะเดินออกมาจากห้องน้ำห้องนั้น
เเอด....
เสียงประตูห้องน้ำดังเปิดขึ้นและปิดลงในเวลาเดียวกัน