บทที่ 10 บ้านพักนักเลง
เสียงของกานต์ ะโดังมาจากหน้าบ้าน
“อยู่นี่” ไนซ์ตอบแล้วคว้ารูเกอร์10/22 เดินอ้อมข้างบ้านรีบไปดักหน้ากานต์ เขาไม่้าให้ใครเห็นนัทร้องไห้
“ปู่ออดให้มาเรียกน้องไนซ์ ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น ปู่สั่งให้จับตาจ่อย ขังไว้บ้านพักนักเลง”
บ้านพักนักเลง เป็กรงขัง ทำด้วยเหล็กข้ออ้อยเชื่อมติดกัน กว้าง ยาว และสูง ด้านละสองเมตร ยุคก่อนวันสิ้นโลก มันมีไว้ขังพวกตีกันหน้าเวทีในงานวัด ออดไปเห็นเข้าก็นึกชอบใจ ลากเอากลับมาด้วย
ชายร่างเล็กอายุราวห้าสิบกว่า ร่างกายผ่ายผอม ถูกจับขังอยู่ในกรงเหล็ก ท่าทางกระสับกระส่าย หายใจหอบตลอดเวลา ม่านตาของเขาขยายกว้าง
จ่อย เป็คนงานเก่าแก่ของออด เขาอยู่กับออดมาร่วมสามสิบปี สภาพที่เขาติดเหล้างอมแงม ร่างกายทรุดโทรม อ่อนแอเกินกว่าที่จะใช้เป็แรงงาน แต่ออดก็ไม่เคยทอดทิ้งเขา
ผู้คนที่ว่างเว้นจากงานที่อยู่บริเวณนั้น จับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์อยู่ห่างๆ มันเกิดอะไรขึ้น ออดสั่งให้ทิดไข่ เด่น และกานต์ ช่วยกันจับจ่อยเข้าไปขังไว้ในกรงั้แ่เช้า
“เถ้าแก่ นี่มันเื่อะไรกัน ผมทำผิดอะไร ” ร. เรือ จากคำพูดของจ่อยชัดมาก ลักษณะการพูด เหมือนไทยสุรินทร์ หรือคนกัมพูชาที่พูดภาษาไทย
“มึงทำอะไรไว้ กูรู้หมดแล้ว สารภาพมาซะดีๆ” ออดะโตอบไปตามเื่
เขานั่งอยู่ที่โต๊ะใต้ต้นมะขามใหญ่หน้าบ้าน ซึ่งตอนนี้ไม่มีใบติดต้นแม้แต่ใบเดียว มันร่วงหมดเพราะไม่มีแสงแดด
ไนซ์และกานต์เดินเข้าไปหา ออดตบเก้าอี้ยาวเป็การบอกให้เด็กหนุ่มทั้งสองนั่งลง
เด่นและไข่ เฝ้าดูรอบๆ ไม่ยอมให้คนอื่นเข้ามาใกล้ ตามคำสั่งของออด
“จ่อยมันบอกสีแดงเป็สีเืหมู ความหมายของมันก็สีน้ำตาลนั่นแหละ”
“ลุงแกมีอาการอื่นอีกมั้ยครับ”
“ก็ไม่...มีนะ” ออดพูดพลางเอียงคอคิด ลากเสียงจนคนฟังสงสัย ว่า มี หรือ ไม่มี
“ดูมันกระสับกระส่าย ตาก็ขวางๆพิกล อันนี้ปู่ก็ไม่แน่ใจ ปู่อาจคิดไปเองก็ได้”
“แต่แรงมันดีเหลือเกิน ไอ้พวกนี้ยังเอามันแทบไม่อยู่ กว่าจะยัดเข้ากรงได้ลุ้นแทบตาย” ออดบุ้ยปากไปทางคนร่างใหญ่อีกสองคนคือเด่นและไข่
“แหม่ ถ้ารู้ว่ามันแรงดีอย่างนี้ เอามาแบกปาล์มนานแล้ว ไอ้เราก็สงสาร เห็นเดินก็แทบไม่ไหว”
“นี่ก็นับเป็เื่ที่ต้องสังเกตครับปู่ พวกที่เริ่มคลั่ง เรี่ยวแรงและความว่องไวจะสูงมาก บางครั้งก็เอาชนะพวกตัวสั่นได้ด้วย ตัวก็จะร้อนจัด เพราะมีการเผาผลาญพลังงานมากกว่าปกติ ถ้าผมคิดไม่ผิด อีกไม่นานลุงจ่อยก็จะออกอาการหิวโหยและเริ่มบ้าคลั่ง”
ไข่และเด่นมองหน้ากัน
“ใช่ ตัวแกร้อนจี๋เลย” ไข่ว่า
“ทีแรกก็คิดอยู่ ว่าพ่อใหญ่ออดจะให้จับคนไข้ตัวร้อนจี๋ไปขังทำไม แต่แรงดีเกิ๊น” เด่นเสริม
“หากแกเป็อย่างที่เราคิดจริง ผมอยากหาทางรักษา”
ออดขมวดคิ้ว จ้องหน้าไนซ์อย่างแปลกใจ
“มันจะรักษาได้เรอะ ปู่ไม่เคยได้ยินเลยว่าใครรักษาไอ้พวกตัวสั่นนี่ได้”
“ต้องบอกกับปู่ให้เข้าใจชัดเจนก่อนครับ อาการบ้าคลั่ง กับอาการตัวสั่น ไม่เหมือนกัน พวกที่บ้าคลั่ง หากไม่กินเนื้อคนด้วยกัน ก็ไม่มีอาการตัวสั่น”
“แต่ส่วนใหญ่ก็เหมือนที่เรารู้ พอมันคลั่ง อาหารที่ใกล้ตัวที่สุด คือเนื้อคน ในที่นี้หมายถึงทั้งพวกตัวสั่นและคนธรรมดาอย่างเรา เพราะมันควบคุมความหิวโหยและบ้าคลั่งของตัวเองไม่ได้ พอกินคนสุดท้ายก็เกิดอาการตัวสั่นเหมือนติดเชื้อในสมอง ซึ่งถ้าถึงขั้นนั้นแล้ว เราคงรักษาไม่ได้แล้ว”
“แต่นี่คือสมมุติฐานของผม หากเริ่มมีอาการคลั่ง แล้วไม่ได้กินเนื้อคน หรืออาหารที่ให้พลังงานที่มากพอ ระบบเผาผลาญพลังงานจะทำให้ร่างกายนั้นพัง และตายในที่สุด”
ออดฟังอย่างตั้งใจ นิ่งครุ่นคิดตาม แล้วส่ายหัวดิก
“ไม่เข้าใจว่ะ ปวดหัว”
“เอาอย่างนี้ครับ ตอนนี้ ผมจะแค่สังเกต จะไม่ทำอะไรทั้งสิ้น เพราะผมไม่ได้เตรียมอะไรไว้เลย แต่ถ้ามันเป็ไปตามที่ผมบอก ปู่ควรให้ผมหาวิธีรักษาในรายต่อๆไป ถึงผมไม่มีความมั่นใจอะไรเลย แต่ถ้าเราไม่ทำอะไร เขาก็ต้องตายอยู่แล้ว ถ้าเราพยายาม เราอาจเจอทางรักษา”
“มันอันตรายกับเอ็งนะสิ พ่อเอ็งมันบอกให้ปู่..” ออดหยุดพูดแค่นั้น
“ไอ้ออด กูเป็คนขโมยขี้ยางมึงไปขายเมื่อหลายปีก่อน มันก็นานมาแล้ว กูขอโทษได้มั้ยล่ะ มึงปล่อยกูไปเถอะ”จ่อยะโเสียงแหบพร่าดังลั่นมา
“อ้อ คราวนี้ไม่เรียกกูเถ้าแก่แล้ว ไอ้เวรนี่เองตัวลักขี้ยาง” ออดพยักหน้าหงึกหงัก
ดอก และ อ้อน ช่วยกันยกสำรับมาตั้งที่โต๊ะ เป็เมนูปลวกั์ ที่ออดสั่งให้ลูกน้องไปจับมา ตามวิธีที่ไนซ์เคยบอก ปลวกั์ย่าง ต้มยำปลวกั์ อาศัยตามเมนูที่กุ้งทำได้ เ้าปลวกั์นี่ก็ทำได้เหมือนกัน จะขาดแต่ก็พวกเครื่องแกงไปบ้าง
ส่วนที่สำคัญที่สุดคือพริก เป็ของหายากมาก มีเพียงพริกขี้หนูพันธุ์พื้นเมืองที่เหลืออยู่บ้างก็มีขนาดเม็ดเล็กมากจนต้องใช้ดีปลีแทน แต่สมุนไพรอื่นส่วนใหญ่ยังพอรอดตายในโลกที่แสงน้อยและหนาวเย็นเช่นนี้
การใช้ปลวกเป็อาหาร ทำให้ออดและลูกน้องผ่านพ้นปัญหาขาดแคลนอาหารไปได้เลย เขาจึงมองไนซ์ เหมือนมองเทพเ้าแห่งโชคลาภ
ออดกวักมือเรียกไข่และเด่นเข้ามาร่วมวงนั่งกินด้วยกันที่โต๊ะใต้ต้นมะขามไร้ใบต้นนั้น
เวลาผ่านไปสองชั่วโมง
“ไอ้เหี้ยออด! ปาล์มมึงกูก็เป็คนเอาไปขาย สับปะรดก็ด้วย” เสียงแผดร้องมาจากกรงขัง พร้อมเขย่าโครมๆ
ออดเงยหน้าทำตาปริบๆ
“เรียกกูเหี้ยเลย ไอ้นี่ลามปามใหญ่ละ ยิ่งเวลาผ่านไป มันก็ยิ่งคลุ้มคลั่งขึ้นจริงด้วย แต่ก็นะ เป็ใครโดนจับไปขังแบบนี้ มันก็ต้องโมโหเป็ธรรมดาแหละ มันอาจจะไม่ใช่อย่างที่เอ็งคิดก็ได้นะ ไอ้หนูไนซ์”
“ไอ้ออด! ไอ้แม่เช็ด! มึงใช้กูดูต้นทาง ตอนมึงไปติดอีหมวย แม่หม้ายนมโตที่บ้านหลุมสี!”
ออดสะดุ้งโหยงเหมือนโดนไฟช็อต ทำหน้าเรี่ยราด หันไปมองดอกซึ่งจ้องตาลุกวาวดุจแม่เสือ
“คนกำลังบ้า มันก็พูดเพ้อเจ้อไปทั่ว” ออดพูดเสียงสูง
เวลาผ่านไปราวสี่ชั่วโมง ที่ไนซ์เฝ้าสังเกตทุกรายละเอียด
จ่อยเริ่มพูดไม่เป็คำ ม่านตาขยายกว้าง จนตาดำดูมืดเหมือนดวงตาสัตว์ ส่วนตาขาวเต็มไปด้วยเส้นเืฝอยจนดูแดงก่ำ น้ำลายไหลหยดยึดจากมุมปาก บ้างครั้งก็ขึ้นไปเกาะไต่ห้อยโหน้าของกรง เหมือนจิ้งจกไต่เพดาน เขย่ากรงโครมคราม จนไนซ์กลัวว่ากรงเหล็กจะขังจ่อยไว้ไม่อยู่
แปดชั่วโมงผ่านไป ความมืดมิดและหนาวเย็นเริ่มย่างกรายมาเยือน
“โฮกกก…!!”
โครม!! โครม!! โครม!!
จ่อยพุ่งชนกรงเหล็กอย่างคลุ้มคลั่ง เือาบทั่วใบหน้า และทั้งตัว จากิัที่ถกถลอก
“มันถูกต้องตามที่เอ็งพูดนั่นแหละไอ้หนู วิธีตรวจหาของเอ็งได้ผล ถ้าไม่ได้เอ็ง ป่านนี้ก็ต้องมีคนโดนจ่อยมันเล่นงานเข้าแล้ว” ออดนั่งทอดถอนใจ
“เอายังไงดีล่ะ เราคงต้องฆ่าตาจ่อยแล้วใช่ไหม” กานต์ถามเบาๆ
ออดจ้องหน้าไนซ์เป็คำถามเช่นกัน
“ถ้าเป็ไปได้ ผมอยากให้ขังแกไว้แบบนั้น ผมอยากศึกษาพฤติกรรมแกดู จากที่พ่อผมบอกไว้ หากไม่ได้กินอาหาร ไมถึง12ชั่วโมงหลังจากเกิดอาการคลั่งแบบนี้ ส่วนใหญ่ก็จะหมดแรงตายไปเอง”
“แต่ที่ผมกังวลคือเสียงร้องคำรามแบบนี้ จะดังไปถึงพวกตัวสั่นนอกหมูบ้านเรา”
“ปู่สั่งคนวางแผนป้องกันไว้แล้ว ที่นี่ มีพวกมันไม่เยอะเหมือนที่ท่าจันทร์ คงเป็เพราะจำนวนคนมันต่างกัน เราเลยเจอพวกมันนานๆที”
“แต่มันเกิดเื่แปลก คือ่นี้พวกตัวสั่นจากข้างนอก ไม่ได้เข้ามาในหมู่บ้านหนองนกเอี้ยงเลย คนงานของปู่ เจอแต่ซากผอมแห้งของพวกมันนอนตายรอบๆหมู่บ้านเรา บางคนคอหัก บางคนถูกฉีกแขนขาโยนไปคนละทาง แต่ไม่มีรอยโดนกัดกิน ปู่ไม่รู้จริงๆ ว่ามันเกิดอะไรขึ้น”
คืนนั้นคนหนองนกเอี้ยงแทบไม่มีใครข่มตานอนได้ เสียงร้องโหยหวนสลับกับเสียงคำรามเหมือนสัตว์ป่า และเสียงวิ่งชนกรงเหล็กดังสนั่นหวั่นไหวทั้งคืน
ไนซ์ไม่ได้กลับไปนอนที่บ้านปุ๊ก ฝนกับนัทเดินเข้ามาดูเขาที่เฝ้าสังเกตุอาการของจ่อยในตอนดึก ไนซ์เกลี้ยกล่อมให้ทั้งคู่กลับไปพักผ่อน ออดกับไข่ออกไปควบคุมสั่งงานคนงานและลูกบ้าน ในการดูแลความปลอดภัยของหมู่บ้าน ก่อนกำชับให้เด่นและกานต์ให้อยู่คอยช่วยเหลือและดูแลไนซ์
รุ่งเช้า ทุกคนในหมู่บ้านหนองนกเอี้ยง ต่างมุงล้อมรอบกรงเหล็ก ที่ยังมีป้ายเลือนราง “บ้านพักนักเลง” ติดอยู่
ร่างที่ยับเยินเต็มไปด้วยาแที่เกิดจากการวิ่งชนกรงเหล็กของจ่อย นอนฟุบอยู่ที่พื้นกรงเหล็ก ลมหายใจหอบสั้นและถี่รัว แต่แ่เบาลงทุกขณะ เขาขยับตัวอย่างยากลำบาก ตาที่แดงก่ำดุจสีเืนั้นเหม่อมองไปที่กลุ่มคน จนในที่สุด ร่างนั้นก็แน่นิ่ง
“ไปดีเถอะวะจ่อย” ออดถอนใจยาว คนที่ใช้ชีวิตคลุกคลีอยู่กับเขา จากไปอีกคน
เขาเดินเข้าไปนั่งยองใกล้ริมกรงเหล็กนั้น เอื้อมมือไปปิดตาที่เบิกโพลงของจ่อย
“โฮกกก!!”
จ่อยคำรามสนั่นพร้อมกับเสียงร้องใของทุกคนในที่นั้น ออดสะดุ้ง ดีดตัวถอยหลังล้มก้นจ้ำเบ้า ขณะที่จ่อยโจนเข้าหา
โครม!!
ร่างของจ่อยปะทะเข้ากับกรงขัง แล้วคาค้างอยู่อย่างนั้น มือของเขาที่เอื้อมผ่านช่องกรงเหล็ก ห่างจากออดเพียงนิดเดียว แล้วทุกอย่างก็นิ่งสงบลง
ออดหายใจหนักๆ พร้อมกับเสียงเซ็งแซ่ของเหล่าลูกบ้าน
“หัวใจกูจะวาย ยังเสือกมีแรงมาแหกปากใส่กูอีก ตายจริงแล้วใช่มั้ยเนี่ย”
“น่าจะตายแล้วครับ แต่เพื่อความแน่นอน เรารออีกซักหน่อยดีกว่าครับ” ไนซ์เอ่ย ขณะที่เขากับกานต์เข้ามาพยุงออดลุกขึ้น
หลังจากฝังศพของจ่อย บ้านพักนักเลงกรงนั้น ก็ถูกย้ายไปอยู่หลังบ้านในสวนของหนึ่ง ซึงอยู่ห่างไกลจากกลุ่มบ้านคน ตามความ้าของไนซ์
ฝนกรดที่ตกลงมาเป็ครั้งคราวกลายเป็ภัยพิบัติซ้ำซ้อนของผู้คนที่เหลืออยู่ พืชพันธุ์ที่รอดตายจากการขาดแสงแดด เมื่อโดนฤทธิ์กรดซ้ำเติม การเติบโตก็ยิ่งชะงักลง บางชนิดใบเหลืองไหม้และยืนต้นตายตามกันไป แหล่งน้ำผิวดินที่ชาวบ้านเคยดื่มกิน บัดนี้ปนเปื้อนทั้งกัมมันตรังสีจากเบื้องบนและไอสารพิษจนใช้การไม่ได้อีกต่อไป
ความอยู่รอดของหนองนกเอี้ยงไม่ได้เกิดขึ้นเพราะโชคช่วย แต่เป็เพราะในวันที่โลกเริ่มล่มสลาย ชาวบ้านที่นี่เลือกที่จะเชื่อและทำตามคำแนะนำฉุกเฉินของรัฐบาลอย่างเคร่งครัด
ในขณะที่หมู่บ้านรอบข้างอาจจะพ่ายแพ้เพราะขาดแคลนอุปกรณ์ จนต้องดื่มน้ำปนเปื้อนและทยอยล้มตายไปทีละกลุ่ม แต่คนหนองนกเอี้ยงยังคงยืนหยัดอยู่ได้ด้วยน้ำจาก ปั๊มโยกบาดาล ที่สูบขึ้นมาจากชั้นใต้ดินลึก และออด คือผู้ที่นำคนออกตระเวนหาอุปกรณ์จากที่ต่างๆมาอย่างไม่หยุดหย่อน
น้ำทุกถังที่สูบขึ้นมาจะถูกนำมาแกว่งด้วยผงหินปูนเพื่อสะเทินฤทธิ์กรด และกรองผ่านชั้นถ่านตามสูตรมาตรฐานที่รัฐบาลเคยประกาศไว้ ก่อนจะนำไปต้มให้เดือดพล่าน วินัยอันเข้มงวดนี้ถูกปฏิบัติสืบต่อกันมาั้แ่วันแรกที่ความวุ่นวายเริ่มต้นขึ้น ทำให้หนองนกเอี้ยงยังคงรักษากำลังคนไว้ได้มากกว่าที่อื่น
สองวันต่อมา
เรมิงตัน870 ในมือของออด ไข่ และเด่น ช่วยยืนยันกลายๆว่ามันเป็ลูกซองปั๊มแอ็คชั่นที่ชาวบ้านในเมืองไทยนิยมใช้เป็ที่สุด ทั้งสามกระบอก ถูกออดสั่งให้บรรจุะุลูกโดดล้วน เพื่อภารกิจหนึ่ง
ภารกิจทวงคืนสวนของหนึ่ง