ตอนที่ 14
หลางกุ้ยตานตื่นขึ้นมาแต่เช้ามืด เพื่อหุงข้าว และทำกับข้าวเอาไว้ให้สามีกับเด็กทั้งสอง ในระหว่างที่นางจะขึ้นเขาไปหาของป่า เหมือนชาวบ้านคนอื่น ๆ
ถึงแม้ว่าชาวบ้านจะนำข้าวสาร อาหารแห้งมามอบให้ พอประทังชีวิตไปได้อีกสามวัน แต่ยาที่ต้องนำมาต้มให้สามีดื่ม หมดลงไปอีกแล้ว นางจึงต้องรีบหาเงินให้ได้มากที่สุด
“เสี่ยวฝู อย่าลืมหาข้าวให้พ่อกับน้องนะ แม่จะขึ้นเขาไปหาของป่าเสียหน่อย”
“เ้าจะไปคนเดียวหรือ”
หม่าหย่งเหรินที่ตื่นขึ้นมาพอดีรีบเอ่ยถามขึ้นมา บนเขาล้วนเต็มไปด้วยอันตราย แม้แต่ชายอกสามศอกยังต้องขึ้นไปเป็กลุ่มเลย
“ใช่นะสิ ชาวบ้านคนไหนจะยอมให้ข้าขึ้นไปด้วยเล่า ทำไมเป็ห่วงข้าหรือ”
“ใครเป็ห่วงเ้ากัน ข้าแค่...แค่กลัวว่าบุตรทั้งสองของข้าจะไม่มีคนดูแลต่างหาก”
“ไม่ต้องห่วง ข้าจะไม่เป็อะไรไป ก่อนท่านจะหายดีแน่ วางใจเถอะ”
กล่าวจบหลางกุ้ยตานก็ออกไป พร้อมกับอุปกรณ์ที่ใช้ในการหาของป่า
หม่าหย่งเหรินอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ตัดสินใจไม่พูดดีกว่า เขาทำแค่เพียงมองตามแผ่นหลังของนางไป หากเขาไม่เจ็บป่วย ทุกคนในครอบครัวก็ไม่ต้องมาพบกับความลำบากเช่นนี้แน่...
ทางด้านหลางกุ้ยตาน นางเดินขึ้นเขามาก่อนชาวบ้านกลุ่มอื่น ๆ เสียอีก สายตาก็คอยสอดส่ายมองหาของป่า ที่จะพอนำไปแลกเปลี่ยนเป็เงินทองได้
แต่เดินหาบริเวณตีนเขาได้สักพักก็ไม่พบอะไรที่พอจะนำไปขายได้ จึงตัดสินใจปีนขึ้นเขา เดินเข้าไปในป่าลึกมากยิ่งขึ้น
และดูเหมือนเส้นทางรกทึบที่นางกำลังบุกเข้าไป จะไม่มีชาวบ้านคนไหน ย่างกรายเข้ามาเลย
หญิงสาวนำมีดที่ติดตัวมา ฟันกิ่งไม้ เถาวัลย์ หรือแม้กระทั่งวัชพืช ที่กีดกันทางเดินออก จนสามารถพาตัวเองเข้ามาในป่าลึกได้สำเร็จ
“บรรยากาศวังเวงชะมัด”
หลางกุ้ยตานััได้ถึงความเงียบของสรรพสิ่ง ความหนาวเย็น จนะเืเข้าสู่ก้นบึ้งของหัวใจ ทำให้ร่างกายสั่นสะท้านแบบไม่รู้ตัว
หญิงสาวที่ถึงแม้จะเป็ถึงเ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ด้วยวิถีชีวิตในวัยเยาว์อยู่กับตาและยายเสียส่วนใหญ่ ใช้ชีวิตตามวิถีชาวบ้านที่ไม่ร่ำรวย จึงมีความเชื่อเื่เ้าป่าเ้าเขา ผีสางนางไม้อยู่มาก แม้ที่ที่นางอยู่นี้จะเป็ประเทศจีนก็ตาม ความเชื่อของผู้คนก็ไม่น่าจะต่างจากประเทศไทยมาก
สองมือพนมขึ้นกลางอก พร้อมกับริมฝีปากอวบอิ่มขยับเอื้อนเอ่ย บอกกล่าวเ้าป่าเ้าเขา ถึงสาเหตุที่ดั้นด้นปีนเขาขึ้นมา เพียงเพื่ออยากหาของป่าไปขาย หาเงินเลี้ยงดูสามีพิการกับลูกน้อยอีกสองคน
ส่วนสัตว์ป่า นางจะไม่ขอคร่าชีวิต หากมันจะเป็การทำบาปกรรมมากเกินไป
อธิษฐานเสร็จหญิงสาวก็ยกมือท่วมหัว ไม่รู้ว่านางคิดไปเองหรือเปล่า ว่าบรรยากาศที่เคยเงียบสงัด กลับมามีเสียงนกร้อง เสียงใบไม้ไหว แม้กระทั่งความหนาวเย็นก็หายไป
หลังจากนั้นหญิงสาวก็เดินสำรวจ มองหาพืช ผลไม้ป่า โดยไม่ได้คิดหวาดกลัวสิ่งลี้ลับอย่างตอนแรกอีก
เพียงเดินไปไม่กี่ก้าว สายตาก็มองเห็นสัตว์ป่า หลากหลายชนิดอยู่ตรงหน้า ไม่ว่าจะเป็ กระต่ายป่า ไก่ป่า หรือแม้แต่หมูป่า อยู่ห่างจากนางไม่ไกลนัก ช่างเป็การปรากฏตัว ที่ผิดแปลกจากธรรมชาติมากเหลือเกิน
แต่ด้วยตั้งจิตอธิษฐานกับเ้าป่าเ้าเขาแล้ว นางก็ไม่คิดผิดสัญญา ละสายตาไม่สนใจสัตว์พวกนั้นอีกต่อไป ถึงแม้หากล่าแล้วนำเนื้อไปขาย จะได้เงินดีก็ตาม
“เจอแล้ว ของที่จะนำไปขาย”
หลางกุ้ยตานร้องออกมาด้วยความดีใจ รีบวิ่งออกห่างจากบรรดาสัตว์ มาในทิศทางที่อยู่ตรงข้ามกัน เพราะสายตาเหลือบมองเห็นกลุ่มเห็ดที่ขึ้นเกาะกลุ่มกันอยู่ และนางหวังว่าขอให้ไม่เป็เห็ดพิษก็แล้วกัน
“ว้าว วันนี้ข้าช่างโชคดีเสียจริง”
สตรีร่างใหญ่ะโโลดเต้นไปมาด้วยความดีใจ นอกจากกลุ่มเห็ดที่มองเห็น จะไม่ใช่เห็ดมีพิษแล้ว ยังเป็เห็ดที่ล้ำค่าและน่าจะหายากที่สุดในสมัยนี้
หลางกุ้ยตานวางตะกร้าที่สะพายอยู่ข้างหลังวางลงบนพื้น ก่อนจะค่อย ๆ ใช้มีดตัดดอกเห็ดออกจากขอนไม้ ดอกเห็ดที่ได้ มีลักษณะเป็ดอกใหญ่ เนื้อแข็งคล้ายไม้ ผิว้าเป็มันเงา มีสีน้ำตาลปนแดง ใต้หมวกของดอกเห็ดไม่มีครีบ ต่างจากเห็ดชนิดอื่น ๆ ก่อนจะบรรจงวางใส่ในตะกร้า
“นึกไม่ถึงว่าบนูเาจะมีเห็ดหลินจือแดงซ่อนอยู่ เอาละ แค่นี้ก็น่าจะได้สักสองจินแล้ว”
หลังจากเก็บเห็ดหลินจือแดง ที่มีขนาดโตพอสมควรได้พอสมควรแล้ว หญิงสาวก็วางมือ ปล่อยให้เห็ดหลินจือขนาดเล็กพวกนี้ได้เติบโตมากกว่านี้หน่อย ค่อยเข้ามาเก็บอีก นางเชื่อว่าคงไม่มีชาวบ้านคนไหนเข้ามาลึกถึงขนาดนี้หรอก ไม่อย่างนั้นเห็ดหายากพวกนี้คงหมดเกลี้ยงไปนานแล้ว
“ขอบคุณมากเ้าค่ะ”
หลังจากสะพายตะกร้าเรียบร้อยแล้ว หลางกุ้ยตานไม่ลืมยกมือไหว้ไปรอบ ๆ ตัว เพราะเชื่อว่า ที่นางโชคดีเจอเห็ดล้ำค่า ส่วนหนึ่งมาจากการที่นางไหว้บอกกล่าวเ้าป่าเ้าเขาก่อน
จากนั้นจึงย้อนกลับออกไปตามเส้นทางเดิม เดินผ่านสัตว์ป่าที่เห็นในตอนแรก โดยไม่คิดจะทำอะไรพวกเขา
โดยตลอดเส้นทางที่เดินออกมาจากเขตป่าลึก นางรู้สึกว่ามีดวงตาที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจจับจ้องตามหลังของนางมาตลอด
จนกระทั่งเดินกลับมาอยู่ในเส้นทางที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ใช้ปีนขึ้นลงเขา ความรู้สึกนั่นถึงได้หายไป
“เมื่อครู่ เ้าเดินออกมาจากเขตหวงห้ามหรือ”
กลุ่มชายห้าถึงหกคนที่เดินออกมาจากผืนป่าอีกเส้นทางหนึ่ง ทันได้เห็นสตรีน่ารังเกียจเดินออกมาจากเขตหวงห้าม ที่คนในหมู่บ้านต่างรู้ดี ว่าป่าที่อยู่บนูเาด้านนั้นไม่ควรเข้าไปเป็อันขาด ด้วยความสงสัยจึงยอมพูดคุยกับสตรีใจร้ายเป็ครั้งแรก
“ใช่ ทำไมหรือ”
คำตอบของหลางกุ้ยตาน ทำให้ชายฉกรรจ์หลายคนมีสีหน้าตื่นตระหนก ใที่นางยังอุตส่าห์หลุดรอดออกมาได้ โดยไม่มีร่องรอยขีดข่วนเลยแม้แต่น้อย
“เ้าไม่รู้หรือ ว่าเขตป่าด้านนั่น มีปีศาจอาศัยอยู่ หากใครย่างกรายเข้าไป บางคนก็กลับออกมาด้วยสภาพาแเต็มร่างกาย บางคนก็ไม่ได้กลับออกมาอีกเลย แล้วเ้าทำไมถึงไม่เป็อะไรเลยล่ะ”
หลางกุ้ยตานยักไหล่แบบไม่ยี่หระ ไม่เห็นจะเจอปีศาจสักตนเดียว อย่างที่คนพวกนี้กลัว แต่ก็ไม่ควรกระโตกกระตากให้ชาวบ้านรู้ตัว เดี๋ยวจะพากันไปแย่งเก็บเห็ดหลินจือแดงกันหมด จึงได้ตอบเลี่ยงไปทางอื่น
“ไม่รู้สิ ข้าไม่ได้เข้าไปในป่าลึก แค่เดินเลียบไปตามตีนเขา ได้เห็ดป่ามาเล็กน้อย กะว่าจะกลับมาหาของป่าด้านนี้ก็พบพวกท่านพอดี สงสัยปีศาจที่ท่านว่า อาจจะอยู่ในป่าลึกเข้าไปอีกก็เป็ไปได้”
ชายหนุ่มเ่าั้ซุบซิบกันอยู่ครู่หนึ่ง ก็ไม่คิดซักไซ้สตรีร่างใหญ่อีก พากันเดินลงเขา เพื่อนำของป่าที่หามาได้ นำไปให้คนในครอบครัว เข้าเมืองไปขายในเช้าวันรุ่งขึ้น
หลางกุ้ยตานก็ไม่สนใจคนพวกนั้นอีก หรือแม้แต่ชาวบ้านกลุ่มอื่น ๆ ที่เริ่มทยอยกลับลงจากเขา วันนี้ไม่เสียแรงที่ตัดสินใจเข้าไปในป่าบริเวณนั้น
หากพรุ่งนี้ไปขายเห็ดหลินจือแดงได้ราคาดี นางจะซื้ออาหารเข้าไปเซ่นไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในป่าด้วย จะเป็เ้าป่าเ้าเขา หรือปีศาจก็ดี หากทำให้นางได้เงิน นางบูชากราบไหว้ทั้งนั้น
เมื่อกลับมาถึงบ้าน หญิงสาวก็นำเห็ดหลินจือที่เก็บมาได้ ไปวางไว้อย่างดี ก่อนจะกลับเข้าไปในครัว เตรียมทำอาหารมื้อเย็นให้สามีและเด็กน้อยทั้งสองต่อไป...