อี้เหวินพยักหน้าตอบรับ “ว่าแต่พวกเราจะช่วยเหลือเขาได้อย่างไรกันละ? จะมีใครยอมเสี่ยงเอาตัวเองมาให้เด็กอย่างเรารักษากัน?”
ฉางกงกล่าวออกพร้อมกับยกมือขวาและหันออกไปด้านหน้า ปลายนิ้วทั้งห้าชี้ขึ้นฟ้า น้ำเสียงยืดยาว “อามิตตาพุทธ พุทธองค์บอกไว้ว่า เมื่ออาหารอยู่ในปากแล้ว ถ้าไม่ยอมเคี้ยวแสดงว่าเขาและเรามิได้มีบุญต่อกัน”
เห็นท่าทางล้อเลียนการแสดงออกของนักบวชเต๋า อี้หวินอดไม่ได้ที่จะหลุดหัวเราะออกมา “ฮะฮาๆ ตกลงก็ได้ ศิษย์พี่จะทำตามที่เจ้าพูด” จากนั้นอี้หวินนำหนังสัตว์ที่ถูกชำระล้างจนขาวออกมาพร้อมกับใช้นิ้วจุ่มไปยังถ่านไม้ที่บดละเอียดและเขียนออกเป็นตัวหนังสือขนาดใหญ่
“หมอเทวดาฉางกงมาถึงแล้ว ผู้ใดต้องการหายจากโรคร้าย ท่านหมอเทวดาสามารถปัดเป่าพวกมันได้ทั้งหมด” จากนั้นทั้งสองนำหนังสัตว์ที่เขียนตัวหนังสือไปประดับไว้ที่ต้นไม้ใหญ่ โดยพวกมันสองคนกำลังยืนรออย่างใจจดใจจ่อที่จะได้รักษาผู้คนจริงๆเป็นครั้งแรก
“…..”“…..”“…..”
ทว่าสิ่งที่ทั้งคู่พบเจอก็คือการเดินผ่านไปผ่านมา ราวกับว่าทั้งสองคนเป็นอากาศธาตุไร้ตัวตน ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่จะหยุดฝีเท้าและกล่าวถามถึงข้อความที่เขียนไว้เลย
“เห้อ...ไม่มีใครเชื่อถือพวกเราจริงๆด้วย” อี้หวินกล่าวพร้อมกับระบายลมหายใจออกมา
ฉางกงกัดฟันแน่น พร้อมกับกล่าววาจาปลอบประโลมตัวเอง “มันจะต้องมีแน่ คนที่ยอมเชื่อพวกเรา”
แม้เวลาได้ล่วงเลยผ่านไปถึงหนึ่งชั่วยามเต็ม ก็ยังไม่มีแม้แต่คนเดียวที่หยุดเท้ากล่าวถาม ทั้งสองได้แต่ถอดใจ พวกมันตกลงกันว่าถ้าอีกหนึ่งชั่วยามยังไร้ซึ่งวีแววใดๆ ทั้งคู่จะยอมล้มเลิกและปล่อยให้ผู้คนในหมู่บ้านนี้ต่อสู้กับโรคร้ายตามยถากรรม
ใกล้ๆจุดที่พวกมันยืน เด็กสาวและเด็กหนุ่มกลุ่มหนึ่ง คะเนจากหน้าตาแล้วพวกมันมีอายุประมาณ7-8ปี แต่ละคนสวมใส่เสื้อผ้ามอมแมมวิ่งไล่เตะลูกไหมถักกลมแต่ด้วยอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิด ลูกไหมถักได้กระเด็นมายังใต้ต้นไม้ ที่พวกฉางกงกำลังยืนอยู่ อี้หวินเห็นเช่นนั้น มันก้มเก็บลูกไหมถักพร้อมกับส่งคืนด้วยรอยยิ้มให้แก่เด็กสาวที่กำลังวิ่งเข้ามา
เด็กสาวยิ้มตอบเล็กๆ และกล่าวคำว่าขอบคุณ ขณะที่เด็กสาวกำลังหันหลังเดินกลับไป นางได้สังเกตเห็นถึงหนังสัตว์ที่อี้หวินสลักข้อความเอาไว้ นางมองไปที่มันด้วยใบหน้างุนงง พร้อมกล่าวถามออกมา “พี่ชาย ท่านบอกข้าได้หรือไม่? ข้อความเหล่านั้น เขียนว่าอะไร??” เด็กสาวยกมือขึ้นและชี้ไปยังข้อความตัวหนังสือด้วยความสงสัย
ได้ยินดังนั้นใบหน้าของฉางกงและอี้หวินแข็งค้างไปในทันที ก่อนจะเป็นฉางกงที่กล่าวออกว่า “เจ้าไม่สามารถอ่านมันได้?”
เด็กสาวส่ายหน้าไปมา “ไม่มีใครในหมู่บ้านนี้ที่อ่านหนังสือออก จึงไม่รู้ว่าพวกพี่ชายกำลังต้องการอะไรกันแน่??” กล่าวจบดูเหมือนว่าเด็กสาวจะเลิกสนใจในตัวหนังสือเหล่านั้น นางไม่รอฟังคำตอบ รีบหันหลังกลับและวิ่งเข้าไปรวมกลุ่มกับเพื่อนๆทันที
ทั้งฉางกงและอี้หวินมองหน้ากันด้วยรอยยิ้มแห้งๆ “ศิษย์พี่ข้าคิดว่าพวกเราคงจะต้องใช้เสียงร้องตะโกนแล้วละ”
อี้หวินพยักหน้าตอบกลับ “น่าอาย...น่าอายจริงๆ”
จากนั้นฉางกงได้สูดหายใจเข้าลึกพร้อมกับตะโกนออกว่า “หมอเทวดาฉางกงมาถึงแล้ว ผู้ใดต้องการหายจากโรคร้าย ท่านหมอเทวดาสามารถปัดเป่าพวกมันได้ทั้งหมด”
ครั้นเมื่อเสียงของมันดังออกไป ความเปลี่ยนแปลงของผู้คนที่กำลังสัญจรไปมาบังเกิดขึ้นในทันที พวกมันชะงักเท้า บ้างก็มองด้วยความสนใจ บ้างก็เริ่มที่จะสนทนาซุบซิบด้วยสีหน้ารังเกียจ
พวกที่ให้ความสนใจส่วนใหญ่แล้วมักจะเก็บเอาไว้ในใจกลับกันพวกที่ไม่พอใจนั้นไม่สามารถเก็บงำความโกรธเอาไว้กับตัวได้เลย เหตุนี้พวกที่ไม่พอใจจึงเริ่มที่จะกล่าววาจาปรามาศดูถูกออกมา
“ไอ้เด็กสองคนนี้เป็นลูกเต้าของบ้านไหนกัน?? อายุยังไม่ถึงสิบปีแต่กลับสร้างความวุ่นวายปั่นหัวผู้คนเล่น”“หมอเทวดาหรือ? ข้าอยากจะถามว่าเด็กน้อยเช่นพวกเจ้าหย่านมจากเต้ามารดาหรือยัง?”“อวดอ้างตัวว่าเป็นหมอเทวดา บัดซบจริงๆ”“เจ้าเด็กพวกนี้กำลังล้อเล่นกับอาการป่วยของพวกเรา มันน่าจะตีให้ตายคามือจริงๆ”
แน่นอนว่ามากกว่า9ในสิบส่วนต่างพากันด่าทอทั้งสองคน ด้วยรูปลักษณ์ที่เป็นเพียงเด็กอายุ5ปีและ8ปีไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ใครได้ และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่ผู้มีวิชาความรู้ทางการแพทย์จะมาอยู่ในพื้นที่ชายแดนอันทุรกันดารเช่นนี้ได้อย่างไรกัน? ไม่ต้องไปกล่าวถึงแพทย์หรือหมอด้วยซ้ำ เพียงแค่คนที่สามารถบอกได้ถึงชื่อสมุนไพรเพียงไม่กี่ชนิด มันก็พอแล้วที่ตระกูลผู้ครองดินแดนทั้งสี่จะนำตัวคนผู้นั้นไปฟูมฟักความรู้และใช้เป็นกำลังสำคัญของตระกูลสืบต่อไป
“มันช่างยากเย็นเสียจริงๆ ที่จะทำให้คนอื่นๆเชื่อว่าเราสามารถรักษาพวกเขาได้” อี้หวินส่ายหน้าพร้อมกล่าวออกทว่าเมื่อมันมองไปยังใบหน้าของน้องเล็กผู้ไร้เดียงสาที่บัดนี้กำลังแดงก่ำด้วยความโกรธก็ต้องหยุดคำพูดที่จะกล่าวต่อ
ทันใดนั้นฉางกงตะโกนออกไปด้วยความโมโหดวงตาของมันหรี่เล็กลงในทันที “ดีมาก ดีมาก ข้านั้นตั้งใจจริงจะมาช่วยรักษาความเดือดร้อน แต่พวกเจ้ากลับมองข้าเป็นพวกสิบแปดมงกุฎ...ดีมากจริงๆ เอาละจากนี้ไป นอกเสียจากคนแรกที่เสนอตัวให้ข้าทำการรักษาแล้ว คนที่สองและสาม จนถึงคนสุดท้าย ถ้าต้องการให้ข้ารักษาจะต้องเรียกเด็กอย่างข้าว่าแหยแหย*(ท่านปู่) นั้นคือค่ารักษาที่พวกเจ้าทุกคนต้องจ่าย”
คำพูดของฉางกงเรียกเสียงหัวเราะของผู้คนได้เป็นอย่างดี “เจ้าได้ยินที่เด็กนั้นกล่าวหรือไม่ แหยแหยอย่างนั้นหรือ ถ้าเด็กอย่างเจ้าเป็นปู่ของข้าได้ บรรพบุรุษของพวกเราก็คงจะเป็นลูกหลานของเจ้าแล้วงั้นสิ”
“ฮ่าๆฮาฮาฮา” “ฮ่าๆฮาฮาฮา” “ฮ่าๆฮาฮาฮา” เสียงหัวเราะยังคงดังออกมาอย่างต่อเนื่อง
ท่ามกลางเสียงหัวเราะ บุรุษหนุ่มผู้หนึ่งใบหน้าสกปรกเปื้อนเลอะด้วยคราบดินโคลนก้าวเดินเข้ามาด้วยฝีเท้าอันเร่งร้อน สีหน้าของมันซีดขาวตัดกับความมอมแมมอันเกิดจากความตกใจถึงขีดสุด
“พวกเจ้าสองคนกำลังบอกว่าสามารถรักษาโรคร้ายได้ ถ้าเช่นนั้นเจ้าช่วยข้ารักษาท่านแม่ของข้าได้หรือเปล่า?? เท้าของท่านแม่ไม่สามารถขยับได้ หากพวกเจ้าสามารถทำได้จริง ได้โปรดช่วยข้าด้วย ช่วยรักษาท่านแม่ของข้าด้วย” ชายหนุ่มกล่าวออกทั้งน้ำตาที่ไหลริน
“อาซื่อ เจ้ากำลังโดนพวกมันหลอกแล้ว”“ใช่แล้ว สำหรับเรื่องแม่ของเจ้า ข้าเองก็เสียใจ แต่อย่าให้เด็กเลี้ยงแกะพวกนี้ ต้องทำให้เจ้าเจ็บช้ำมากขึ้นกว่าเดิมเลย”“เจ้าอย่าได้ถูกพวกมันหลอกเด็ดขาด!!! เป็นไปไม่ได้เลยที่เด็กอายุเพียง5ปี8ปี จะสามารถเรียนรู้วิชาการแพทย์ได้ ฉะนั้นมันจะต้องเป็นพวกต้มตุ๋นหลอกลวงอย่างแน่นอน”
เสียงกล่าวอย่างไม่เห็นด้วยยังคงดังออกมาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั้งมีชายฉกรรจ์ร่างกายกำยำผู้หนึ่ง ไม่สามารถอดทนกับคำหลอกลวงท่ามกลางความทุกข์ยากของคนในหมู่บ้านได้ ใบหน้าของชายผู้นี้เต็มไปด้วยความโกรธเคืองอย่างที่สุด มันก้าวเดินออกมาพร้อมกับหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าฉางกงและอี้หวิน“เจ้าพวกเด็กเหลือขอ รีบใสหัวออกไปจากหมู่บ้านของข้าไป ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าข้าไม่เตือน!!!”