เฟิงฮวาหันมาสบตากับฝ่าบาทโดยมิต้องเอื้อนเอ่ยอันใด ทั้งสองเพียงแค่พยักหน้าให้กันเล็กน้อย ‘ไปสำรวจกันเถอะ’จากนั้นก็ใช้วิชาตัวเบาบินไปยังโขดหินอันนั้น
พอไปถึงก็พบว่าบริเวณโขดหินกว้างพอให้คนยืนได้ไม่ถึงสิบคนแต่สิ่งที่ทำให้สะดุดตาพวกเขาเห็นจะเป็นกำแพงหินด้านหนึ่งที่สูงกว่าบริเวณอื่นอย่างผิดปกติสิ่งนี้ช่างดูคล้ายลักษณะของกำแพงถ้ำ
‘หรือว่าตรงนี้จะเคยเป็นถ้ำใต้น้ำมาก่อน’ทว่าเหตุใดกลับมองไม่เห็นทางเข้าหรือประตูเลย
เฟิงฮวาลองใช้มือดันกำแพงหินดูก็ไม่พบว่ามีกลไกอะไร ผนังหินยังคงไม่มีการเคลื่อนไหว
ฝ่าบาทลองออกแรงบ้างกระแทกด้วยกำลังภายในก็ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน
ในช่วงที่ยังมิรู้ว่าจะทำอย่างไรต่อดีจู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงเพลงลอยมาตามลมเบาๆ
‘ใต้ศิลาแกร่งแห่งนี้ เบื้องนทีแหวกว่ายพลิ้วไหว
ยังมีตัวข้าซ่อนกายเดียวดายอ้างว้างแรมปี’
เป็นเพลงที่ผู้ขับร้องเหมือนมิได้คาดคิดว่าจะมีใครมาได้ยินมิฉะนั้นอาจจะพยายามเปล่งเสียงให้ไพเราะกว่านี้ก็เป็นได้เสียงเพลงนี้เบาจนคาดคะเนได้ว่าคนที่เอื้อนเอ่ยนั้นอยู่ไกลจากพวกเขามากมายนัก
เฟิงฮวากับฝ่าบาทพยายามเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจแม้กระนั้นก็ยังได้ยินเพียงเสียงเป็นช่วงๆขาดๆหายๆประเมินจากน้ำเสียงที่แหบพร่าแล้ว ดูเหมือนว่าคนผู้นั้นจะเป็นชายชราผู้หนึ่งที่ดูอ่อนแรงเหน็ดเหนื่อยยิ่งนัก
ฝ่าบาทลองส่งกำลังภายในถ่ายทอดคำพูดออกไป‘ผู้อาวุโสท่านนี้เป็นใครกันหรือ’
ความเงียบงันพลันเข้ามาแทนที่ทุกคนรอคอยอย่างใจจดใจจ่อ แต่ก็ได้ยินเพียงเสียงลมหายใจของคนรอบข้างเท่านั้น
นานเกือบครึ่งเค่อก็ยังไม่มีเสียงใดใดตอบกลับมา
และแล้วเสียงเพลงก็ดังขึ้นอีกรอบเพียงแต่ในรอบนี้เนื้อหาของเพลงมีถ้อยคำเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
‘ยิ่งอยู่ยิ่งเลอะเลือน ยังจะเอื้อนเอ่ยอันใดได้
หูแว่วแว่วมาแว่วไปจนใจสังขารมิจีรัง’
'ผู้อาวุโสท่านมิได้หูแว่ว' ฝ่าบาทมั่นใจแล้วว่าคนผู้นั้นต้องได้ยินกระแสเสียงของเขา
“นั่น…มีคนอยู่ด้านนอกหรือ”เสียงแหบพร่าเวลานี้เริ่มสั่นเครือมากขึ้นออกอาการตื่นเต้นปนกับประหลาดใจ
'ใช่...และพวกเรามิได้มีจุดประสงค์ร้าย' ฝ่าบาทกล่าวอย่างสงบนิ่ง
“อืม...คงเป็นเช่นนั้น หากเจ้าประสงค์ร้ายจริงๆคงมิพยายามพูดคุยกับข้าเช่นนี้”
'พวกข้าจะเข้าไปพบผู้อาวุโสได้อย่างไร'
“ทะเลสาบยามนี้น้ำแห้งสนิทไปนานเท่าใดแล้ว”
'สักสองถึงสามชั่วยามเห็นจะได้'
“ให้เจ้า...เดินวนทางทิศประจิมสามรอบก่อน จากนั้นจึงจะเห็นประตูทางเข้าอย่าผลีผลามละ ค่อยๆก้าวเดิน”
ฝ่าบาทสั่งให้องครักษ์ที่ตามมาถอยกลับออกไปเขาและเฟิงฮวาทำตามที่ผู้อาวุโสบอก จากนั้นไม่นานก็พบปากทางเข้าถ้ำหินจริงๆแต่พอหันหลังไป กลับมองไม่เห็นพวกองครักษ์เลยสักคน เขาสบตาเฟิงฮวาแม้จะรู้สึกไม่ชอบมาพากล แต่มาถึงขั้นนี้ ก็จำต้องเดินหน้าต่อ
เขาค่อยๆเยื้องก้าวตามที่ผู้อาวุโสบอกจังหวะที่ขากำลังจะก้าวถัดไป เขากลับหยุดกะทันหัน
นี่มัน…หลุมลึก…ลึกเกินจะหยั่งถึงแม้แต่แสงสว่างยังมิเพียงพอจะส่องให้เห็นเบื้องล่าง หากลงไปแล้วเกรงว่าจะกลับขึ้นมาได้ยากนัก
ฝ่าบาทหันไปมองเฟิงฮวาอีกครั้งสีหน้านางแสดงออกว่ากำลังครุ่นคิดเช่นกัน
“ผู้อาวุโสท่านได้ยินหรือไม่เจ้าคะ” เฟิงฮวาลองตะโกนลงไป
“พวกเจ้าเข้ามาแล้วหรือ”
“ข้าจะลงไปข้างล่างได้อย่างไรเจ้าคะ”
“อืม…บันไดหินอยู่ตามผนังด้านใน จงระมัดระวังมิต้องรีบร้อน”
ไม่นานก็ปรากฏสุดยอดนักไต่กำแพงสองคนค่อยๆเคลื่อนไหวอันที่จริงหลุมนี้ก็มิได้ลึกมาก แต่เพราะประเมินระยะทางในตอนแรกไม่ได้พวกเขาย่อมเกิดความระแวดระวังเป็นธรรมดา
ทันทีที่คนทั้งสองเท้าแตะพื้นเงยหน้าขึ้นมา ก็พบกับชายชราผู้หนึ่งถูกพันธนาการไว้ด้วยโซ่บริเวณใต้คางลงไปถูกแช่อยู่ในน้ำที่เต็มไปด้วยสิ่งปฏิกูลส่งกลิ่นเหม็นโชยใกล้ๆกันนั้นยังมีหินเรืองแสงอยู่เล็กน้อยพอให้เห็นเงารางเลือนแต่ก็มิได้สว่างพอที่จะทำให้เห็นใบหน้าที่ชัดเจนเฟิงฮวาและฝ่าบาทเห็นดังนั้นก็เข้าใจได้ว่าทำไมเสียงที่ส่งไปทั้งแหบพร่าทั้งเหน็ดเหนื่อยต้องอยู่ในสถานที่โสมมเช่นนี้ ถือว่าเขาเก่งกาจมากแล้ว
ทั้งสองคนค่อยๆเดินเข้าไปใกล้ผู้อาวุโส
“หยุดก่อน...คนหนุ่มสาว...เจ้าเข้าใกล้กว่านี้มิได้...ที่นี่มีกับดัก”เสียงห้ามปรามดังขึ้น ฝีเท้าของทั้งคู่พลันหยุดเดินอย่างเชื่อฟังทันที
“ท่านคือ ผู้เฒ่ายาแห่งหุบเขาไท่เหอใช่หรือไม่เจ้าคะ”เฟิงฮวาก็ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้ถามออกไปแบบนั้น แต่ในเมื่อไม่มีอะไรเสียหายถามดูจะได้รู้ว่าถูกคนหรือไม่ ไม่ถูกจะได้ไปหาที่อื่นต่อ
“อืม…นานมากแค่ไหนแล้ว...ที่มิได้ยินใครเรียกเช่นนี้…ถูกแล้ว...ข้าคือผู้นั้น”
พริบตานั้นสายตาของบุรุษสตรีพลันส่องประกาย'ในที่สุดก็เจอตัวเสียที...แต่ว่าทำไมท่านจึงตกอยู่ในสภาพนี้กันละ' แม้นางจะรู้สึกสงสัยแต่ก็มิได้ถามออกไป
“ข้าจะช่วยท่านออกไปจากที่นี่” หลังจากที่ฝ่าบาทกล่าวประโยคนี้จบเฟิงฮวาก็อ้าปากค้างหันไปมองเขาทันที นี่...ฝ่าบาทผู้เย็นชาท่านถูกอะไรกระแทกศีรษะมาหรือไม่ เหตุใดถึงได้จิตใจดีเช่นนี้
ผู้เฒ่ายาส่ายหน้าช้าๆ“มิมีประโยชน์…ในร่างกายข้า...ถูกแช่บ่อน้ำพิษมานานมากแล้ว รอแค่วันสูญสลายและเพราะแช่มานานจนร่างกายกลมกลืนแล้ว จู่ ๆหากออกไปก็จะเน่าเปื่อยสิ้นลมหายใจทันที”
หาา...ในโลกนี้มีเรื่องเหลือเชื่อแบบนี้ด้วย เฟิงฮวาที่อ้าปากค้างอยู่ก่อนแล้วก็ยังคงอ้าปากค้างอยู่เช่นนั้น
ทั้งเฟิงฮวาและฝ่าบาทมิได้พูดอะไรอีกความเวทนาเจืออยู่ในดวงตาของพวกเขาแม้จะไม่มีใครมองเห็นในเวลานี้รอจนผู้เฒ่ายาเป็นฝ่ายกล่าวต่อ
“พวกเจ้าสองคนจะอยู่ที่นี่ได้ไม่เกินสองชั่วยามคงมิได้มาเพื่อเที่ยวเล่นสินะ ต้องการอะไรก็ว่ามาเถอะ”
“ท่านรู้มาก่อนว่าพวกเราจะมาที่นี่หรือเจ้าคะ”
“อืม...เป็นเพราะเรื่องในอดีต วันหนึ่งจะต้องมีคนมาหาข้าที่นี่อย่างแน่นอน”
“ท่านรู้จักพิษซิงเจียวหรือไม่เจ้าคะ”
“คนที่ถูกพิษ คงจะเป็นพ่อหนุ่มแซ่เฉิงสินะ”
แววตาอึ้งงันปรากฏขึ้นบนใบหน้าของบุรุษและสตรีผู้มาเยือนเขารู้ได้อย่างไรกัน
“มิแปลกที่ข้าจะรู้ ในเมื่อข้าเป็นคนสร้างยาพิษชนิดนี้ขึ้นมา”
‘ชิ้ง’ จิตสังหารอันรุนแรงของฝ่าบาทเพิ่มขึ้นทันทีพร้อมกับกลิ่นอายของความเย็นเยียบ บรรยากาศ ณ ที่นั้นพลันดำดิ่ง
“ฮ่ะ ฮ่า ฮ่า เจ้าแซ่เฉิง นี่ช่างยอดเยี่ยม”
เฟิงฮวาแตะไหล่ฝ่าบาทเบาๆช่วยปลอบประโลมเขา ‘อย่าพึ่งวู่วาม’ พลันสลายจิตสังหารทำให้เขากลับมาสงบนิ่งตามเดิม
“ข้าเป็นแค่คนที่สร้าง แต่หาใช่คนที่ลงมือกับเจ้า”เสียงแหบพร่าของผู้เฒ่ายายังคงกล่าวอย่างไม่หวาดหวั่น
"หากท่านพอจะทราบวิธีแก้พิษ ได้โปรดเมตตาบอกผู้เยาว์ด้วยเจ้าค่ะ"เฟิงฮวาพูดพร้อมกับประสานมือคำนับ