เงาสีดำข้ามผ่านกิ่งไม้ใหญ่ด้วยความปราดเปรียว นั่นคือจางหลินที่กำลังกลอกตามองไปรอบๆขณะที่เข้าไปในใจกลางของผืนป่า
เนื่องจากว่าเขาไม่มีข้อมูลใดๆเกี่ยวกับผลมหาโพธิสัตว์เลย ซ้ำร้ายข้อมูลเกี่ยวกับภูมิประเทศของป่าอสูรร่ำไห้ยังมีน้อยเกินไป หากเขาต้องการค้นหาผลมหาโพธิสัตว์ เขามีเพียงแต่ต้องตามหาไปรอบๆด้วยสัญชาตญาณเท่านั้น
อีกอย่างที่สำคัญก็คือมีคนอื่นๆที่กำลังหมายปองผลมหาโพธิสัตว์อยู่เช่นกัน หากเขาเคลื่อนไหวช้าจนเกินไป เขาอาจจะพลาดโอกาสที่จะได้รับผลมหาโพธิสัตว์ก็เป็นได้
จางหลินกระโจนเข้าสู่ต้นไม้ใหญ่ห้าคนโอบ ก่อนจะมองไปยังเบื้องล่างและพบว่ามีนักผจญภัยมากมายในอาณาบริเวณที่ต้องการมาหาพืชสมุนไพรในการนำออกไปขาย จากนั้นเขาก็มองเห็นทางเดินหลักเข้าสู่ใจกลางของผืนป่า ซึ่งมีป้ายขนาดใหญ่ระบุไว้ว่าหลังจากเส้นทางนี้เป็นต้นไป จะเป็นเขตหวงห้ามที่ไม่ให้มีผู้ใดย่างกรายเข้าไปไกลกว่านี้เพื่อความปลอดภัยของพวกเขาเอง
สุดระยะสายตาเขาเห็นว่าที่นั่นคือหยุนเหวินที่กำลังขี่ระฆังค้ำฟ้าไปรอบๆอย่างไร้จุดหมาย การเคลื่อนไหวของเขาไม่ได้ดูเฉพาะเจาะจงไปที่ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง แต่ดูเหมือนว่าเขาจะพยายามตรวจตราเสียมากกว่า
จางหลินตัดสินใจนั่งลงที่กิ่งไม้ใหญ่เพื่อไตร่ตรองก่อนการเดินทางนับจากนี้ “เส้นทางการเคลื่อนไหวของผู้อาวุโสหยุนยังคงวนเวียนอยู่ที่รอบนอกเป็นลักษณะวงกลมและค่อยๆตีวงแคบเข้าสู่ใจกลางผืนป่าทุกระเบียดนิ้ว ดูเหมือนว่าจุดประสงค์ของเขาอาจจะไม่ใช่ผลมหาโพธิสัตว์อย่างที่ข้าคิดไว้”
หากสิ่งที่เขาคิดเป็นความจริงย่อมหมายความว่า จุดประสงค์ที่แท้จริงของหยุนเหวินอาจจะเป็นอย่างอื่นที่ไม่ใช่การตามหาผลมหาโพธิสัตว์
คิ้วที่เรียงรายดุจกระบี่ขมวดชนกันในขณะที่เขากำลังครุ่นคิด “หากข้าสะกดรอยตามผู้อาวุโสหยุนต่อไป เป็นไปได้มากว่าข้าอาจจะต้องพลาดผลมหาโพธิสัตว์ไป แต่หากกลุ่มของนายน้อยหยานมาที่นี่เพื่อผลมหาโพธิสัตว์เช่นเดียวกับข้า นั่นหมายความว่าข้าสามารถติดตามการเคลื่อนไหวของเขาเพื่อนำไปสู่ผลมหาโพธิสัตว์ได้…”
จากนั้นเขาก็ลุกขึ้น ก่อนจะปราดมองไปรอบๆจากมุมสูง “เห็นทีจุดมุ่งหมายแรกก็คือต้องตามหาสองคนนั้นให้เจอเสียก่อน”
หลังจากนั้นเขาก็ตัดสินใจเปลี่ยนทิศทางเพื่อตรงไปยังทิศตะวันออก ซึ่งเป็นเส้นทางที่หยูเป่ยเทียนและหยานฉู่เข้ามาในตอนแรก...
.
.
.
~ ตระกูลจาง ~
เนื่องด้วยอาการบาดเจ็บที่จางหยินเซียวกำลังประสบพบเจอ เขาจึงไม่ได้ออกมาจากห้องตามคำสั่งของจางหลิน เขาทำได้เพียงแค่พยายามดูดซับผลของยาอายุวัฒนะที่จางหลินหามาให้ก็เท่านั้น
ในช่วงเวลาเดียวกันนี้จางเจียหยู จางหลงและจางหวู่ฮุ่ย รวมถึงผู้ที่ได้รับเลือกอีกสองคนก็ได้เริ่มออกเดินทางไปยังสำนักจักรพรรดิดาราแล้ว และผู้อาวุโสสูงสุดเองก็กลับมาที่ตระกูลแล้วเช่นกัน
นั่นหมายความว่าในขณะนี้สมาชิกของตระกูลจางทุกคนยังอยู่กันครบ และพวกเขากำลังดำเนินวิถีชีวิตตามปกติที่ตระกูลจางทำเป็นประจำ
ส่วนสมาชิกของกลุ่มบัญญัติสวรรค์ก็ได้มารวมตัวกันอยู่ในตำหนักหลังหนึ่งของตระกูลจางเพื่อปกป้องตระกูลจางในช่วงเวลาที่จางหลินไม่อยู่ ไม่ผิดเลยหากจะกล่าวว่าในตอนนี้ การป้องกันของตระกูลจางถือได้ว่าแข็งแกร่งเสียยิ่งกว่าครั้งไหนๆ
โดยที่ไม่มีผู้ใดรับรู้เลยว่าขณะนี้มีเงาลึกลับนับสิบชีวิตได้แทรกซึมเข้าสู่ตระกูลจางอย่างลับๆ และทหารยามที่เฝ้าประตูทางเข้าของตระกูลจางสองคนก็ได้กลายเป็นศพไปแล้ว!
นั่นหมายความว่ากลุ่มที่แทรกซึมเข้าสู่ตระกูลจางมีทักษะการซ่อนเร้นขั้นสูง ที่แม้แต่ลุงเฉียนและกลุ่มบัญญัติสวรรค์ก็ยังไม่สามารถสัมผัสพวกเขาเหล่านี้ถึงได้
พรึ่บ!
จู่ๆ ก็มีเงาที่คุ้นเคยปรากฏขึ้นเหนือคานของศาลา โดยมีคนอื่นๆที่สวมชุดแบบเดียวกันยืนอยู่ด้านหลังของมัน
ผู้นำกลุ่มไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเทียนเหยาที่สอง
เทียนเหยาที่สองสอดสายตามองไปรอบๆและเอ่ยถามลูกสมุนด้านหลัง “สถานการณ์โดยรวมเป็นอย่างไร?”
ชายร่างท้วมกล่าวอย่างภาคภูมิใจ “พี่ใหญ่ ข้าสังหารทหารยามนับสิบโดยที่ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น และข้าทำโดยที่ไม่มีเสียงร้องออกมาแม้แต่แอะเดียว”
จากนั้นชายร่างสูงโปร่งก็พูดขึ้น “ข้าสัมผัสได้ว่าตำหนักทางทิศใต้ของตระกูลจางมีผู้แข็งแกร่งมารวมตัวกันไม่ต่ำกว่า 50 คน เพียงแต่พวกมันยังไม่รู้ว่าพวกเราได้แทรกซึมเข้ามาในตระกูลจางแล้ว”
มุมปากของเทียนเหยาที่สองยกขึ้น “ทำได้ดีมาก หลังจากนี้พวกเจ้าทั้งหมดกระจัดกระจายกันออกไปตามสถานที่ที่ได้ระบุไว้ จงจำไว้ว่าให้สังหารทุกคนและนำสมบัติทั้งหมดกลับมา โดยอย่าให้เป้าหมายส่งเสียงใดๆ หากมีเป้าหมายแม้แต่คนเดียวส่งเสียง ให้รีบหลบหนีออกจากที่แห่งนี้ในทันที!”
แม้ว่ามันจะรู้สึกวางใจว่าภารกิจในครั้งนี้ง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก แต่มันก็ยังไม่ลืมภาพนิมิตที่มันเห็นในขณะที่พูดคุยกับหยางเซี่ย
ฉะนั้นแล้วหากเกิดความผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อย มันก็จะไม่ดันทุรังทำภารกิจต่อไปให้ลุล่วง มิเช่นนั้นชีวิตของมันและลูกสมุนของมันอาจจะตกอยู่ในอันตราย
แน่นอนว่าสิ่งที่มันกลัวไม่ใช่จางหยินเซียวหรือสมาชิกของตระกูลจาง แต่เป็นชายชราลึกลับที่แม้แต่นักปรุงยาระดับ 5 อย่างซูหยานก็ไม่กล้าที่จะยุ่งเกี่ยว ฉะนั้นพวกมันต้องทำทุกอย่างให้เงียบเชียบที่สุดและทำให้ดูเหมือนว่าเป็นการปล้นจากกลุ่มโจรนอกเมืองหยางโจว
ชายร่างท้วมทุบอกอย่างมั่นใจ “พี่ใหญ่ไม่ต้องกังวล การจะสังหารพวกมันทั้งหมดในคราวเดียวง่ายดายยิ่งกว่าการต้มชาด้วยซ้ำ”
เทียนเหยาที่สองพยักหน้าอย่างหนัก “เอาล่ะ แยกย้ายกันไปได้แล้ว”
พรึ่บ!
จากนั้นเงาตะคุ่มทั้งหมดที่หลบซ่อนอยู่บนคานของศาลาก็กระจัดกระจายกันออกไปด้วยความเร็วปานสายฟ้าโดยที่ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น
ในเวลาเดียวกันนั้นดวงตาของเทียนเหยาที่สองก็จ้องมองไปรอบๆ ในมือของมันปรากฏให้เห็นกล่องไม้หนึ่งใบ ก่อนจะยื่นจมูกเข้าไปดมและเงยหน้าขึ้นมองไปยังอาคารหลังใหญ่ที่ตั้งตระหง่านของตระกูลจาง “จางหยินเซียวอยู่ที่นั่น…”
ทันใดนั้นมือที่ขาวซีดของมันก็เอื้อมไปยังมีดสั้นที่เหน็บอยู่ที่ผ้าคาดเอวด้านหลัง ดวงตาที่เฉียบแหลมดุจเหยี่ยวมองไปยังหน้าต่างที่ถูกปิดด้วยม่าน จากนั้นมันได้ส่งพลังปราณจางๆแผ่ขยายออกเป็นวงกว้าง และพบว่าขณะนี้จางหยินเซียวกำลังหลับตาเข้าสู่สภาวะฌาณ ซึ่งถือได้ว่าเป็นสถานการณ์ที่ไร้การป้องกันจากทุกทิศทาง!
เมื่อเห็นว่าจางหยินเซียวไม่ได้มีปฏิกิริยาใดๆต่อการบุกรุกของมัน เทียนเหยาที่สองก็แสยะยิ้มออกมา “สวรรค์เข้าข้างข้าจริงๆ…”
พรึ่บ!
ด้วยแสงกระพริบ ร่างสีเทาของมันทะลวงผ่านม่านหน้าต่างปรากฏขึ้นในห้องลับ โดยมีมีดสั้นที่ถูกปกคลุมด้วยปราณสีเทาที่เฉียบคมตรงไปยังร่างของจางหยินเซียวราวกับยมทูตที่พร้อมจะเก็บเกี่ยวชีวิต!
ทันใดนั้นดวงตาที่ปิดสนิทของจางหยินเซียวก็เบิกขึ้นอย่างกะทันหัน เมื่อเขาสัมผัสได้ถึงรังสีเข่นฆ่าที่ใกล้เข้ามา!
แต่ทันทีที่จางหยินเซียวลืมตาขึ้นมา สิ่งแรกที่เขาพบก็คือมีดสั้นและรอยยิ้มที่ชั่วร้ายของใครบางคนที่เขาไม่คุ้นหน้า นั่นทำให้สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนเป็นความตกตะลึง!
“จางหยินเซียว มีใครบางคนอยากให้เจ้าตาย ดังนั้นวันนี้ข้าจะไปส่งเจ้าเอง!” เสียงเย็นๆดังออกมาจากริมฝีปากของเทียนเหยาที่สอง และเป็นเวลาเดียวกันกับที่มีแสงสีเทาส่องประกายเป็นแนวโค้งตรงไปที่ลำคอของจางหยินเซียวอย่างโหดเหี้ยม!
“เจ้าเป็น—” จางหยินเซียวที่ตัวแข็งทื่อยังไม่ทันจะได้ตอบโต้อะไร ก่อนที่ต่อมาจะมีเสียง “ฉัวะ!” ดังขึ้นภายในห้อง
บรรยากาศที่หนักหน่วงจากแรงกดดันของพลังปราณค่อยๆเลือนหายไป พร้อมกับสภาพแวดล้อมที่เงียบสงัดลงในชั่วพริบตา...