บทที่ 5 ก้าวก่ายเกินไป
"ปล่อยฉัน! คุณไม่มีสิทธิ์ทำกับฉันแบบนี้" ลู่จิ่นเนี่ยนพยายามดิ้นรนอย่างหนัก
เสิ่นเสวี่ยฉินไม่สนใจคำพูดของเธอเลย ยืนค้ำสะโพกด้วยท่าทางภูมิใจ ราวกับกำลังดูละครสนุก
ลู่จิ่นเนี่ยนขัดขืนไม่ไหว เพียงไม่กี่วินาที เธอก็ถูกผลักไปที่ประตูห้องใต้ดิน
มู่จือเหยียนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ลุกขึ้นช้า ๆ ขาสูงยาวของเขา ก้าวไปหาลู่จิ่นเนี่ยน
"จือเหยียน ลูกจะทำอะไร?" เสิ่นเสวี่ยฉินถามด้วยน้ำเสียงร้อนร้น "ลูกจะปกป้องผู้หญิงคนนี้เหรอ? เธอเพิ่งดูถูกแม่ไปนะ!"
มู่จือเหยียนรูปร่างสูงขาเรียวยาว เพียงไม่กี่ก้าว เขาก็เดินมาถึงหน้าลู่จิ่นเนี่ยนแล้ว เขาปรายตามองคนรับใช้ทั้งสองอย่างเยือกเย็น ทั้งสองคนใกลัว รีบปล่อยลู่จิ่นเนี่ยนทันที
มู่จือเหยียนคว้ามือลู่จิ่นเนี่ยน ดึงเธอไปด้านข้างของเขา
เมื่อหันกลับมา เขายังคงเ็าเช่นเดิม พูดกับเสิ่นเสวี่ยฉินว่า "แม่ เธอเป็คนของผม ความผิดที่เธอทำในวันนี้ ผมจะจัดการเอง!"
สีหน้าเสิ่นเสวี่ยฉินผ่อนคลายลงเล็กน้อย พลางพูดอย่างขุ่นเคืองว่า "อย่าไว้ใจเธอ! ไม่งั้นเธอจะได้ใจและเอาเปรียบขึ้นแน่! ฉันรู้ดีว่าคนที่ไม่ได้รับการอบรมแบบนี้้าอะไร สิ่งที่ขาดไปก็คือการสั่งสอน!"
มู่จือเหยียนพยักหน้ารับคำอย่างเฉยชา แล้วดึงลู่จิ่นเนี่ยนออกไป
เขามีข้อได้เปรียบคือรูปร่างสูงั้แ่เกิด จึงก้าวขาได้ยาวกว่าเธอมาก ขณะที่ลู่จิ่นเนี่ยนเตี้ยกว่าเขาเกือบหนึ่ง่ศีรษะ ทั้งยังสวมรองเท้าส้นสูง ทำให้ก้าวตามจังหวะเขาไม่ทัน ถูกดึงจนทรงตัวไม่อยู่
เมื่อเดินผ่านทางเดินหินกรวดในสวน ย่อมไม่แปลกใจหากหล่อนจะข้อเท้าแพลง
ร่างเซถลาไปด้านหน้า ลู่จิ่นเนี่ยนส่งเสียงร้องด้วยความเ็ป ร่างกายสูญเสียการควบคุมกำลังจะคุกเข่าลงกับพื้น เธอกรีดร้องในใจว่ามันจบลงแล้ว หญิงสาวสวมกระโปรงสั้นล้มลงบนพื้นกรวดหิน หัวเข่าคงถลอกเืไหล
จู่ ๆ เอวของหล่อนก็ถูกรั้งเอาไว้ มู่จือเหยียนรับร่างเธอไว้ได้ทันท่วงที
"เธอตาบอดเหรอ? ถึงได้ล้มลงแบบนี้" มู่จือเหยียนพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
ลู่จิ่นเนี่ยนรู้สึกเ็ปและน้อยใจอยู่แล้ว ตอนนี้เธอล้มลงไม่ใช่เพราะตาบอด การที่เธอล้มไม่ใช่เพราะผู้ชายคนนี้ลากเธอเร็วเกินไปเหรอ แต่เขากลับบอกว่าเป็เพราะเธอตาบอด?
"ฉันมันตาบอด! ถ้าไม่ใช่เพราะตาบอด ฉันจะ..."
ฉันรักคุณ
สามคำนี้ จ่ออยู่ที่ริมฝีปากของหล่อน ทว่าก็กลืนกลับลงไปอีกครั้ง
มู่จือเหยียนเคยรังเกียจและดูถูกเธอมาก่อน ถ้าเขารู้ว่าเธอยังรักเขาอยู่ ผู้ชายคนนี้คงจะดูถูกเธอมากยิ่งขึ้น
"ช่างเถอะ ปล่อยฉัน" ลู่จิ่นเนี่ยนปัดมือของเขาออก แล้วเดินต่อไปอย่างขุ่นเคือง
"โอ๊ย!" ข้อเท้าของลู่จิ่นเนี่ยนรู้สึกเจ็บแปลบ เธอไม่มีทางเลือกนอกจากก้มลงไปกดข้อเท้าบางของตัวเองไว้
ไม่บวมไม่แดง คงแค่ตะคริวเท่านั้น พักสักหน่อยคงจะหายดี
"เสแสร้ง" มู่จือเหยียนเห็นอาการของเธอ จึงพูดทิ้งท้ายด้วยสองคำที่เ็า และทิ้งลู่จิ่นเนี่ยนไว้ข้างหลัง
ลู่จิ่นเนี่ยนจ้องเขม็ง พึมพำว่า ‘คนสารเลว’ อย่างแ่เบา แล้วกลั้นความเ็ป เดินตามเขาไป
เดินไปได้สักพัก ข้อเท้าของหญิงสาวก็ทนความเจ็บไม่ไหว เธอหยุดลงอีกครั้งเพื่อประคองตัวเอง ขยับข้อเท้าอย่างเบามือ
มู่จือเหยียนที่เดินนำหน้า หันกลับมามองเธอด้วยสายตาลึกล้ำและเ็า
เขาชะลอความเร็วลง ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็หันกลับมา
ลู่จิ่นเนี่ยนมองดูข้อเท้าของหล่อนอย่างละเอียด ทันใดนั้นก็รับรู้ได้ถึงเงามืดที่ปกคลุมเหนือศีรษะ เธอรู้สึกแปลกใจ ก่อนที่จะเงยหน้ามองสถานการณ์ ร่างกายของเธอก็ถูกยกขึ้นอย่างกะทันหัน หญิงสาวถูกอุ้มไว้แนบอก
“มู่จือเหยียน?” เมื่อเห็นว่าคนที่อุ้มเธอคือเขา หัวใจของลู่จิ่นเนี่ยนก็เต้นระรัว
ใบหน้ามู่จือเหยียนเ็าราวกับน้ำแข็ง ไร้ซึ่งคลื่นอารมณ์
“สร้างแต่ปัญหา” เขาพูดออกมาอย่างเ็าและน้ำเสียงดูแคลน
หัวใจของลู่จิ่นเนี่ยนสั่นระรัวและสับสน แม้แต่แก้มของหญิงสาวก็เริ่มร้อนผ่าว
หลังแต่งงานมาได้สองปี นี่เป็ครั้งแรกที่มู่จือเหยียนเข้ามาอุ้มเธอ
"ถ้าคุณคิดว่าสร้างแต่ปัญหา ก็ไม่ต้องสนใจฉันสิ" ขนตาดำขลับปิดลง เม้มริมฝีปากอย่างลืมตัว ท่าทางน่าสงสารทว่าดื้อรั้น
แสงอาทิตย์สาดส่องลงมาอย่างนุ่มนวล สะท้อนผิวกายขาวผ่องราวหิมะ เส้นผมดำขลับราวหมึก แม้แต่ขนตาที่ปกคลุมั์ตาคู่งามยังดูละไม และเสน่หาอย่างประหลาด
มู่จือเหยียนลอบมองหญิงสาวชั่วครู่ ก่อนจะละสายตาไปทางอื่น ั์ตาที่มักจะเ็าและมืดมนของเขา เต็มไปด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดวาบผ่านไปชั่วขณะ
น่าเสียดายที่ลู่จิ่นเนี่ยนปิดตาลง ไม่ทันเห็นแววตาของเขา