จำเป็นต้องให้ซ่งอี้แนะนำรายละเอียดเสียที่ใดกันหากพูดมากอีกนิด เกรงว่าพวกเขาจะรำคาญว่าเสียเวลา มิสู้เริ่มการประมูลไปเลย
"จิ๊!" หมิงเป่าจูจุปากอุทานออกมาทันทีที่ได้ยินประกาศเริ่มต้น
ซ่งอี้นี่โหดเหี้ยมจริงๆราคาเริ่มต้นสูงเทียบเท่ากับราคาที่ขายตี้สือได้เลย
ทว่าหมิงเป่าจูก็พบว่าราคาที่สูงลิบลิ่วในสายตานาง กลับไร้ค่าราวกับเงินไม่กี่ตำลึงในสายตาของคนด้านล่างเสียงเสนอราคาใหม่ดังขึ้นไม่ขาดสาย
ในที่สุดเห็ดหลิงจือดำก็สร้างสถิติราคาสูงสุดที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์การประมูลสินค้าประเภทสมุนไพรถูกประมูลไปด้วยราคาหนึ่งร้อยหกสิบตำลึง สร้างความฮือฮาไปทั่วทั้งอำเภอติ้งเหลียง!
ถึงกระนั้นตอนที่ผู้คนทยอยกันออกจากโรงประมูลก็ยังมีบางคนที่ส่ายหน้าด้วยท่าทางเสียดายปากก็พร่ำบ่นว่าเมื่อครู่นี้ไม่น่าลังเลเลย!
กระทั่งซ่งอี้ออกมาประกาศว่าการประมูลในวันนี้สิ้นสุดลงแล้วหมิงเป่าจูก็ยังไม่ได้สติกลับมา แม้จะแบ่งครึ่งกับหอหมื่นสมบัตินางก็ยังได้รับเงินถึงแปดสิบตำลึง!
ส่วนตี้สือนั้นแบ่งให้แค่สองส่วนยังได้มาแค่ห้าสิบหกตำลึงเท่านั้น...
ช่างเป็นกำไรที่อู้ฟู่จริงๆ!
"เป็นอย่างไรบ้าง พึงพอใจกับผลลัพธ์ในวันนี้หรือไม่"
ซ่งอี้รอแล้วรอเล่าก็ไม่เห็นหมิงเป่าจูลงมาเสียทีจึงขึ้นไปชั้นสอง พอเลี้ยวพ้นมุมกำแพงก็เห็นนางยืนนิ่งอยู่หลังเสาด้วยสีหน้าเรียบเฉย
"พอใจมาก..." หมิงเป่าจ้องมองซ่งอี้ เอ่ยทีละคำ
ที่แท้ราคาตลาดของเห็ดหลิงจือดำนั้นก็สูงกว่าที่นางคาดการณ์ไว้หลายเท่าหากรู้เช่นนี้ นางคงไม่รับปากอย่างง่ายดายเยี่ยงนั้น
หากต่อรองกับเขาอีกหน่อยบางทีเงินที่ได้รับอาจจะเพิ่มขึ้นกว่านี้อีก บุรุษผู้นี้...ช่างเฉลียวฉลาดจนน่ากลัว
พอเห็นแววตาราวกับจะพ่นไฟได้ของหมิงเป่าจูซ่งอี้ก็หัวเราะออกมาเบาๆ
"ต่างฝ่ายต่างได้ผลประโยชน์ ข้ายินดียิ่งที่ได้คบหาแม่นางหมิงเป็นสหายเชื่อว่าความร่วมมือของเราในภายภาคหน้าจะต้องราบรื่นยิ่งกว่านี้"
แม้จะเป็นเพียงดรุณีน้อยอายุสิบกว่าปีแต่กลับสร้างความประหลาดใจและความรู้สึกแปลกใหม่ให้เขาอยู่เสมอจนเขาอดไม่ได้อยากจะผูกมิตรด้วย
"ท่านเป็นฝ่ายบอกเองว่าต่างฝ่ายต่างได้ผลประโยชน์ข้าคิดว่ารักษาความสัมพันธ์แบบร่วมมือกันเช่นนี้ดีที่สุดแล้ว"
หมิงเป่าจูเก็บงำสีหน้าริมฝีปากเผยรอยยิ้มอย่างเหมาะสม ปฏิเสธไมตรีของซ่งอี้โดยตรงนางไม่ขอเป็นสหายกับเขา!
สีหน้าของซ่งอี้ชะงักอึ้งเล็กน้อยจากนั้นก็ทำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ยังคงรักษารอยยิ้มอย่างมืออาชีพเอาไว้
"เป็นข้าเสียมารยาทเอง ขอแม่นางหมิงอย่าถือสา ตามธรรมเนียมแล้วเงินที่ได้จากการประมูลจำเป็นต้องดำเนินการตามขั้นตอน ขอเชิญแม่นางมารับเงินได้ในวันพรุ่งนี้ข้ายังมีธุระต้องจัดการ จึงมิได้ไปส่งแม่นางแล้ว"
คำพูดนี้เท่ากับไล่แขกทางอ้อมหมิงเป่าจูเม้มริมฝีปาก ก่อนเดินลงไปชั้นล่าง
นางรู้สึกว่าเมื่อครู่นี้เหมือนจะเห็นความผิดหวังของซ่งอี้ผุดขึ้นมาแวบหนึ่งจึงอดสงสัยไม่ได้ว่าตนเองพูดแรงเกินไปหรือไม่
เขาเพียงแค่คำนึงถึงผลประโยชน์ของหอหมื่นสมบัติเป็นเพราะหน้าที่บังคับ อย่างไรเสียก็ตำหนิผู้อื่นไม่ได้
เอาไว้หาโอกาสมาขอขมาเขาอีกครั้งก็แล้วกัน...
ซ่งอี้ยืนเท้ารั้วกั้นบันไดมองตามเงาหลังของหมิงเป่าจูที่จากไปจนกระทั่งลับสายตาจึงเดินลงไปที่เรือนด้านหลัง
หมิงเป่าจูรออยู่บนถนนที่ต้องผ่านเข้าเมืองอยู่พักหนึ่งในที่สุดก็เห็นใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นของหมิงเป่าอวี้กับหลี่ไหวฺอวี้ที่เดินทอดน่องตามหลังมา
"พี่หญิง!" หมิงเป่าอวี้เห็นหมิงเป่าจูอยู่ไกลๆก็โบกมือแล้ววิ่งเข้าไปหา
"ระยะทางแค่ชั่วยามเดียว พวกเจ้าสองคนกลับอืดอาดยืดยาดเป็นสองชั่วยาม"หมิงเป่าจูบ่นพลางลูบปอยผมที่ชี้ยุ่งเหยิงบนศีรษะของน้องชาย
"แหะๆ"
หมิงเป่าอวี้ฉีกยิ้มกว้างเผยให้เห็นฟันขาวสะอาด ดูบริสุทธิ์สดใส ปล่อยให้พี่สาวตำหนิโดยไม่โต้ตอบทำตัวเป็นน้องชายที่ดี
"เด็กบ้านนอกอย่างพวกเราสองคน นานๆ จะออกมาเห็นโลกกว้างสักครั้งก็ต้องชมทิวทัศน์สองข้างทางบ้างสิ"
หลี่ไหวฺอวี้เตะก้อนหินตามทางเดินตามหลังมาอย่างเอ้อระเหยลอยลม ท่าทางตอนพูดก็ทำให้หมิงเป่าจูแทบอดใจไม่ไหว อยากจะตีเขาสักที
ส่วนเขาพูดพลางขยิบตาให้หมิงเป่าจูทีหนึ่งกลิ่นอายความเสเพลฟุ้งกำจายไปทั่ว
"หิวแล้วล่ะสิ พี่จะพาเจ้าไปกินของอร่อยๆ" หมิงเป่าจูคำนวณเวลาคร่าวๆ ตอนที่ทั้งสองคนออกจากบ้านน่าจะยังไม่ได้กินข้าว
พูดจบก็จูงมือน้องชายเดินจากไปโดยไม่แยแสหลี่ไหวฺอวี้ที่พูดมาแต่ละคำล้วนไม่มีความจริง
คนๆหนึ่งรอบรู้กฎหมายบ้านเมือง รู้ขั้นตอนการลงโทษของทางการเป็นอย่างดีแม้แต่ชื่อของปรมาจารย์ทั้งพุทธและเต๋าสองลัทธิก็ยังท่องได้คล่องปรื๋ออ้าปากก็เอ่ยถึงค่ายกักกัน หุบปากก็บ่นเรื่องคนของร้านเป่าเฟิง ยังจะบอกว่าไม่เคยเห็นโลกกว้างใครจะไปเชื่อ!
"เฮ้! ข้าก็หิวเหมือนกันนะ!" หลี่ไหวฺอวี้เลิกคิ้วไล่ตามมาโดยไม่อินังขังขอบ
"เจ้าไปขอทานกินเถอะ!" นางไม่แม้แต่จะปรายตามอง
"อย่านะ ข้าไปทำอะไรให้เจ้าไม่พอใจก็พูดออกมาถึงแม้ว่าข้าจะไม่เปลี่ยนแปลงก็ตาม..."
"..."
"พี่ไหวฺอวี้ ข้าก็ช่วยท่านไม่ได้เหมือนกัน..."
"คิกๆๆ..."
ต้นไม้สองข้างทางใบไม้เปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อนใบไม้ปลิดปลิวมาตามแรงลม ร่วงลงบนศีรษะ และบนบ่าของเหล่าหนุ่มสาว แม้กระนั้นก็ยังคงสร้างเสียงหัวเราะได้
ทั้งสามไม่ได้เลือกร้านอาหารหรือโรงเตี๊ยมแต่เลือกนั่งที่แผงข้างทางแห่งหนึ่ง สั่งบะหมี่เนื้อสามชาม กินกันอย่างเอร็ดอร่อยจนเหงื่อซึมออกมาเล็กน้อย
หลังจากจ่ายเงินแล้วก็เกือบถึงเวลาที่นัดหมายพอดีร้านขายเต้าหู้อยู่ห่างจากร้านบะหมี่เพียงถนนเส้นเดียว หนุ่มน้อยขายาวเดินไม่นานก็ถึง
"เป่าจู! พวกเจ้า... มาแล้วหรือ"หลี่อวิ๋นเห็นหมิงเป่าจูที่เดินนำหน้ามาก่อน จากนั้นก็เห็นหลี่ไหวฺอวี้และหมิงเป่าอวี้เดินตามหลังมา
นางขบริมฝีปากเล็กน้อยแทบจะพูดไม่ออก รีบปรับอารมณ์สักพักถึงจะพูดได้คล่องปากแต่ใบหน้าของนางตอนนี้แดงก่ำไปหมดแล้ว
ท่าทีสะเทิ้นอายอันงดงามสะกดสายตาชายหนุ่มหลายคนที่กำลังรอซื้อเต้าหู้อยู่ข้างๆหลี่ไหวฺอวี้เหลือบมองแวบหนึ่งก็ละสายตาไป
"งานเริ่มแล้วหรือยัง"หมิงเป่าจูมิได้สังเกตเห็นท่าทีผิดปกติของหลี่อวิ๋น ยิ้มให้นางเล็กน้อย
"ยัง... เป่าจู นี่... น้องชายเจ้าหรือ"
หลี่อวิ๋นสังเกตเห็นชายหนุ่มรูปงามราวกับเทพเซียนชำเลืองมองตนเองแวบหนึ่งหัวใจก็เต้นไม่เป็นส่ำ
"ใช่ ลืมแนะนำให้เจ้ารู้จัก นี่น้องชายข้า หมิงเป่าอวี้"หมิงเป่าจูแนะนำพลางชี้ไปที่หมิงเป่าอวี้จากนั้นก็ชี้ไปที่หลี่ไหวฺอวี้อย่างเสียมิได้ "ส่วนเขา หลี่ไหวฺอวี้"
หืม? ต่างก็เป็นน้องชายเหตุใดนามสกุลไม่เหมือนกัน หรือเป็นญาติห่างๆ แม้จะเคลือบแคลง แต่หลี่อวิ๋นก็ไม่กล้าถามเรื่องส่วนตัวกับคนที่เพิ่งเจอกันไม่กี่ครั้งได้แต่เก็บความสงสัยไว้ในใจ
"นี่คือพี่หลี่อวิ๋น เต้าหู้ที่บ้านเรากินก่อนหน้านี้ก็ของร้านพี่เขานี่แหละ"หมิงเป่าจูแนะนำ
"คารวะพี่หลี่อวิ๋นขอรับ" หมิงเป่าอวี้กล่าวทักทายอย่างว่าง่าย
หลี่อวิ๋นยิ้มและพยักหน้าจากนั้นก็หันไปมองหลี่ไหวฺอวี้แต่กลับเห็นอีกฝ่ายกำลังก้มหน้าก้มตาให้ความสนใจกับถุงหอมที่แผงติดกัน
"อย่าไปสนใจเขาเลย เขาเป็นแบบนี้เอง"หมิงเป่าจูกลัวว่าหลี่อวิ๋นจะรู้สึกอึดอัด จึงรีบแก้ต่าง
"ไม่เป็นไรๆ แต่บังเอิญจัง..." หลี่อวิ๋นกลับไม่รู้สึกอึดอัดยังมองใบหน้าซีกข้างของหลี่ไหวฺอวี้อย่างเหม่อลอย
"หืม? บังเอิญอะไรหรือ" หมิงเป่าจูงุนงง
"พวกเราสองคนต่างก็สกุลหลี่เหมือนกัน"
หลี่อวิ๋นไม่ได้คาดคิดว่าตนเองจะเผลอพูดความในใจออกมาจึงได้แต่อธิบายอย่างตะกุกตะกัก แต่ยิ่งพูดเสียงก็ยิ่งเบาลงทว่าก็ยังดังพอที่ทั้งสามคนจะได้ยิน
หมิงเป่าจูหลุดขำออกมา"หลี่อวิ๋น เจ้าช่างน่ารักจริงๆ!"
"ชิ! บังเอิญตรงไหน สกุลหลี่เป็นสกุลใหญ่ในแผ่นดินอำเภอติ้งเหลียงมีประชากรกว่าพันครัวเรือน อย่างน้อยครึ่งหนึ่งก็นามสกุลหลี่"หลี่ไหวฺอวี้แค่นเสียงหัวเราะ หันมากล่าวอย่างเอ้อระเหย
"ขออภัยด้วย..."
คราวนี้หลี่อวิ๋นถึงรู้สึกหน้าม้านอย่างแท้จริงนางกำมือแน่นจนเหงื่อไหลออกมากลางฝ่ามือ