วิถีศัสตราไร้ลักษณ์ : The Formless Immortal Blade

    ตอนที่ 28: นครสุริยันเจิดจรัสและเงาทมิฬใต้แสงศักดิ์สิทธิ์

    การล่มสลายของกองเรือรบเหาะแห่งวิหารเทพสุริยัน กลายเป็นเพียงเศษเถ้าธุลีที่ถูกสายลมพัดหายไปจากหน้าผาอันทุรกันดารสุดขอบทวีปตะวันออก ไม่มีผู้ใดในโลกกว้างที่จะล่วงรู้เลยว่า กองกำลังชั้นยอดที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างเข้มงวด และแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ระดับแก่นแท้ขั้นปลาย ได้ถูกกวาดล้างจนสิ้นซากด้วยน้ำมือของเด็กหนุ่มเพียงคนเดียวภายในเวลาไม่ถึงชั่วยาม หลินเฟยพุ่งทะยานแหวกม่านเมฆมุ่งหน้าสู่ทิศตะวันตก ข้ามผ่านเทือกเขาสูงชันที่สลับซับซ้อน แม่น้ำสายใหญ่ที่เชี่ยวกราก และทะเลทรายกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ความเร็วของเขาในระดับแก่นแท้ขั้นปลายที่ผสานกับพลังมารบรรพกาลนั้น เหนือล้ำยิ่งกว่าพายุหมุนหรือสายฟ้า ทิ้งไว้เพียงเส้นแสงสีแดงอมม่วงทมิฬที่พาดผ่านท้องฟ้าในยามราตรี ประดุจรอยแผลเป็นบนผืนฟ้าที่ไม่มีวันลบเลือน

    หลายสิบวันต่อมา ทิวทัศน์เบื้องล่างเริ่มแปรเปลี่ยนจากความดิบเถื่อนและโหดร้ายของธรรมชาติ กลายเป็นความเจริญรุ่งเรืองที่ถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบและโอ่อ่าจนดูเกินความจำเป็น ผืนป่าทึบที่เคยเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์วิญญาณถูกตัดโค่นและแทนที่ด้วยทุ่งข้าวสีทองอร่ามที่กว้างใหญ่ไพศาล ถนนทุกสายปูด้วยหินอ่อนสีขาวสะอาดตา คดเคี้ยวเชื่อมต่อหัวเมืองต่างๆ เข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ ทุกหนทุกแห่งตามรายทาง ล้วนมีรูปปั้นหินอ่อนและวิหารจำลองของ 'เทพสุริยัน' ตั้งตระหง่านอยู่ กลิ่นอายของพลังปราณธาตุแสงที่บริสุทธิ์และความศรัทธาอันมืดบอดของผู้คน ลอยคลุ้งและอัดแน่นอยู่ในชั้นบรรยากาศอย่างเข้มข้น นี่คืออาณาเขตของ 'จักรวรรดิแสงศักดิ์สิทธิ์' ขุมอำนาจที่ยิ่งใหญ่และทรงอิทธิพลที่สุดแห่งทวีปภาคกลาง ดินแดนที่อวดอ้างตนว่าเป็นตัวแทนของสวรรค์ เป็นแสงสว่างที่คอยชำระล้างความมืดมิดทั้งปวงให้สิ้นซาก

    หลินเฟยลดความเร็วลงเมื่อเข้าใกล้ศูนย์กลางของจักรวรรดิ เบื้องหน้าของเขาคือเมืองหลวงที่มีชื่อว่า 'นครสุริยันเจิดจรัส' มหานครแห่งนี้ยิ่งใหญ่และตระการตายิ่งกว่าเมืองหลวงของจักรวรรดิเมฆาสมุทรที่เขาเคยทำลายถึงสิบเท่า กำแพงเมืองสร้างจากหินหยกขาวบริสุทธิ์ไร้รอยต่อ สลักลวดลายทวยเทพ ปีกนกสวรรค์ และวีรกรรมการปราบมารอย่างวิจิตรบรรจง ภายในเมืองเต็มไปด้วยอาคารสูงตระหง่านที่หลังคาหุ้มด้วยทองคำเปลวบริสุทธิ์ เมื่อแสงอาทิตย์สาดส่องลงมา มันจะสะท้อนแสงจนเมืองทั้งเมืองสว่างไสวบาดตาราวกับไม่มีเวลากลางคืน ใจกลางนครคือที่ตั้งของ 'มหาวิหารเทพสุริยัน' สิ่งก่อสร้างรูปทรงโดมขนาดยักษ์ที่สูงเสียดฟ้าจนทะลุชั้นเมฆ ยอดโดมประดับด้วยคริสตัลศักดิ์สิทธิ์ขนาดมหึมาที่คอยรวบรวมพลังวิญญาณจากแสงอาทิตย์ และปลดปล่อยพลังงานแสงสีทองออกมาปกคลุมทั่วทั้งเมือง เป็นดั่งค่ายกลป้องกันระดับสวรรค์และสัญลักษณ์แห่งอำนาจสัมบูรณ์ที่ไม่มีผู้ใดกล้าท้าทาย

    "ช่างเป็นแสงสว่างที่แสบตาและงดงามอย่างจอมปลอมเสียนี่กระไร" หลินเฟยลอยตัวหยุดนิ่งอยู่เหนือหมู่เมฆ ทอดสายตามองลงไปยังมหานครเบื้องล่างด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรังเกียจและสะอิดสะเอียน

    รังสีมารสีม่วงทมิฬที่ได้จากโกร่งกระบี่บรรพกาล และพลังปราณสีเลือดในร่างของเขากำลังเต้นเร่าและปั่นป่วน มันเป็นปฏิปักษ์กับพลังธาตุแสงเบื้องล่างอย่างรุนแรงตามสัญชาตญาณ หากเขาพุ่งเข้าไปในเมืองทั้งอย่างนี้ ค่ายกลศักดิ์สิทธิ์ของเมืองจะต้องตรวจจับการปะทะกันของพลังงาน และส่งสัญญาณเตือนภัยไปทั่วทั้งจักรวรรดิอย่างแน่นอน ทว่าหลินเฟยไม่ใช่คนโง่เขลาที่ถูกครอบงำด้วยความบ้าคลั่ง เขาหลับตาลง โคจรเคล็ดวิถีแห่งศาสตราไร้ลักษณ์อย่างเต็มกำลัง บีบอัดและผนึกรังสีพลังแก่นแท้ขั้นปลาย พลังมารบรรพกาล และเจตจำนงกระบี่ทั้งหมด ให้จมดิ่งลึกลงไปในส่วนลึกที่สุดของก้นบึ้งจุดตันเถียน กระบวนการนี้สร้างความเจ็บปวดร้าวลึก แต่เขาก็กัดฟันทนจนสำเร็จ

    ผิวพรรณที่เคยเปล่งประกายความแข็งแกร่งดุจโลหะสีทองแดง ค่อยๆ กลับกลายเป็นสีผิวของมนุษย์ธรรมดาที่ดูซีดเซียวเล็กน้อย นัยน์ตาสีแดงอมม่วงทมิฬที่น่าสะพรึงกลัว กลับกลายเป็นสีดำขลับที่ดูเรียบง่ายและไร้พิษสง กลิ่นอายความตายและการทำลายล้างถูกแทนที่ด้วยพลังลมปราณอันบางเบา เทียบเท่ากับผู้ฝึกยตนระดับรวมปราณขั้นสูงสุดเท่านั้น

    เมื่อการพรางตัวเสร็จสมบูรณ์ หลินเฟยก็ดูไม่ต่างจากผู้ฝึกยตนพเนจรธรรมดาๆ ผู้หนึ่งที่ดั้นด้นเดินทางมาแสวงโชคหรือจาริกแสวงบุญในเมืองหลวง เขาร่อนลงสู่พื้นดินในป่าทึบห่างจากประตูเมืองไปหลายสิบลี้ ก่อนจะเดินเท้าปะปนไปกับฝูงชนมหาศาลที่กำลังหลั่งไหลเข้าสู่นครสุริยันเจิดจรัส

    งานประเพณีระดับทวีป 'เทศกาลสุริยันสาดแสง' กำลังจะเริ่มขึ้นในอีกเจ็ดวันข้างหน้า ทำให้เมืองหลวงคึกคักและเนืองแน่นเป็นพิเศษ ผู้จาริกแสวงบุญที่หอบหิ้วความศรัทธา พ่อค้าวาณิชที่หวังกอบโกยกำไร และผู้ฝึกยตนจากทั่วทุกสารทิศต่างเดินทางมารวมตัวกัน ทหารยามในชุดเกราะสีขาวทองยืนเฝ้าประตูเมืองอย่างเข้มงวด พวกมันใช้ 'กระจกวิจารณ์วิญญาณ' ซึ่งเป็นอุปกรณ์ระดับสวรรค์ ส่องตรวจสอบกลิ่นอายมารและความชั่วร้ายของผู้ที่ผ่านเข้าออกทุกคน

    เมื่อหลินเฟยเดินมาถึงจุดตรวจ กระจกคริสตัลบานใหญ่ก็สาดแสงสีขาวบริสุทธิ์อาบไล้ร่างของเขา ทหารยามจ้องมองปฏิกิริยาของกระจกอย่างจับผิด ทว่ากระจกนั้นกลับไม่แสดงปฏิกิริยาเปลี่ยนสีหรือสั่นสะเทือนใดๆ พลังแห่งศาสตราไร้ลักษณ์ที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับแก่นแท้ของเขานั้น ลึกล้ำและอยู่เหนือกฎเกณฑ์ของโลกใบนี้เกินกว่าที่อุปกรณ์ตรวจจับของมนุษย์จะสัมผัสได้ ทหารยามจึงโบกมือไล่ให้เขาเดินผ่านเข้าไปอย่างไม่ใส่ใจ

    ทันทีที่ก้าวพ้นซุ้มประตูเมืองเข้าสู่ถนนสายหลักของนครสุริยันเจิดจรัส เสียงบทสวดสรรเสริญเทพเจ้าที่ดังกึกก้อง และควันกำยานศักดิ์สิทธิ์ที่หอมหวนก็พุ่งเข้าปะทะประสาทสัมผัส ถนนกว้างขวางปูด้วยหินอ่อนสีขาวไร้รอยต่อ อาคารบ้านเรือนสะอาดสะอ้าน ผู้คนต่างสวมเสื้อผ้าสีอ่อนดูบริสุทธิ์ผุดผ่อง ทว่าภายใต้เปลือกนอกที่งดงามและเงียบสงบนั้น ประสาทสัมผัสอันเฉียบคมระดับวิญญาณของหลินเฟยกลับรับรู้ได้ถึงความเน่าเฟะและความมืดบอดที่ซ่อนอยู่ใต้พรม

    ขณะที่หลินเฟยกำลังเดินผ่านจัตุรัสลานน้ำพุแห่งหนึ่ง เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัสก็ดังแว่วมาทำลายความสงบ เขามองทะลุฝูงชนที่มุงดูเข้าไป เห็นกลุ่มนักบวชในชุดคลุมสีขาวขลิบทองเจ็ดคน กำลังใช้แส้ที่อาบด้วยพลังแสงศักดิ์สิทธิ์ รุมโบยตีชายชราผู้หนึ่งที่สวมเสื้อผ้าซอมซ่อ ชายชราผู้นั้นตัวสั่นงันงก ผิวหนังแตกยับเยิน และกระอักเลือดสีดำคล้ำออกมา ท่ามกลางสายตาของผู้คนนับร้อยที่ยืนดูด้วยความเฉยเมย บางคนถึงกับประสานมือสวดมนต์สาปแช่งชายชราผู้นั้นอย่างเย็นชา

    "เจ้าคนบาปหนา! ร่างกายของเจ้าแปดเปื้อนไปด้วยกลิ่นอายแห่งความมืดมิดและพิษร้าย! เจ้ากล้าแอบซ่อนความโสมมและวิชามารเข้ามาในเมืองศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ จงสารภาพความผิดของเจ้าต่อหน้าองค์เทพสุริยันมาซะ ไม่อย่างนั้นข้าจะชำระล้างวิญญาณสกปรกของเจ้าด้วยเพลิงศักดิ์สิทธิ์ให้สูญสลายไปตลอดกาล!" นักบวชหนุ่มผู้เป็นหัวหน้าตะโกนลั่น แววตาของมันไม่ได้มีความเมตตาตามหลักคำสอน แต่เต็มไปด้วยความหยิ่งยโส บ้าอำนาจ และความกระหายที่จะได้แสดงสิทธิ์ขาดเหนือชีวิตผู้อื่น

    "ขะ... ข้าน้อยไม่ได้ฝึกวิชามาร... ข้าน้อยสาบาน... ข้าน้อยเพียงแค่ป่วยเป็นโรคไอเย็นกระดูกดำมานับสิบปี... ได้โปรด... ละเว้นข้าน้อยด้วย... ข้าเพียงแค่เดินทางมาที่นี่เพื่อขอเศษน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ไปประทังชีวิต..." ชายชราร้องขอความเมตตาอย่างน่าเวทนา น้ำตาผสมกับเลือดไหลอาบแก้ม

    หลินเฟยหรี่ตาลง เพียงแค่ปรายตามองแวบเดียวด้วยวิสัยทัศน์ของขอบเขตแก่นแท้ขั้นปลาย เขาก็รู้ทะลุปรุโปร่งว่าชายชราผู้นั้นไม่ได้มีพลังมารหรือความชั่วร้ายใดๆ ทั้งสิ้น อาการเลือดสีคล้ำและไอเย็นที่แผ่ออกมานั้น เป็นเพียงโรคภัยไข้เจ็บระดับลึกที่รักษาไม่หาย ทว่าเหล่านักบวชแห่งวิหารเทพสุริยันกลับใช้ข้ออ้างเรื่อง 'ความมืดมิด' เพื่อแสดงอำนาจ สร้างความหวาดกลัว และกดขี่ข่มเหงผู้อ่อนแอเพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์จอมปลอมของตน นี่หรือคือตัวแทนของสวรรค์? นี่หรือคือแสงสว่างที่ผู้คนกราบไหว้?

    "เป็นแค่เศษสวะที่แสร้งทำตัวเป็นเทพเจ้า..." หลินเฟยพึมพำในใจอย่างเย็นชา

    เขาไม่ได้ก้าวออกไปตะโกนขัดขวางหรือทำตัวเป็นวีรบุรุษผดุงความยุติธรรม เพราะการก่อเรื่องเอิกเกริกในตอนนี้จะทำให้แผนการใหญ่ในการชิงชิ้นส่วนศาสตราเสียรูป ทว่า เขาไม่อนุญาตให้ความจอมปลอมและความเย่อหยิ่งเหล่านี้ เชิดหน้าชูตาอย่างมีความสุขอยู่เบื้องหน้าเขา

    หลินเฟยยังคงรักษาระดับการเดินที่สม่ำเสมอ ก้าวผ่านฝูงชนที่กำลังสวดมนต์ไปอย่างเงียบเชียบ ไม่มีใครสังเกตเห็นตัวตนของเขา ในจังหวะที่เขาเดินสวนกับนักบวชหนุ่มผู้เป็นหัวหน้าที่กำลังง้างแส้แสงศักดิ์สิทธิ์ขึ้นสู่อากาศเตรียมจะฟาดลงมาอีกครั้ง หลินเฟยไม่ได้ขยับมือ ไม่ได้ชักกระบี่ และไม่ได้ปลดปล่อยพลังลมปราณใดๆ ออกมาเลยแม้แต่น้อย

    เขาเพียงแค่ปรายหางตามองไปที่ลำคอของนักบวชผู้นั้น!

    เจตจำนงกระบี่ 'สะบั้นไร้ลักษณ์' ที่เคยใช้ผ่าภูเขาและทำลายอาณาเขต บัดนี้ถูกหลินเฟยควบคุมและบีบอัดจนถึงระดับจุลภาค มันถูกส่งผ่านสายตาและเจตจำนงออกไปอย่างเงียบกริบ ไร้สุ้มเสียง ไร้แรงกระเพื่อมของอากาศ

    ฉึบ!

    ไม่มีแสงสว่างวาบ ไม่มีคลื่นพลังปราณที่รุนแรงให้ใครสัมผัสได้ มีเพียงรอยแยกของมิติขนาดเล็กเท่าเส้นผมมนุษย์ที่ปรากฏขึ้น ตัดผ่านหลอดลม หลอดเลือดแดงใหญ่ และเส้นประสาทคอของนักบวชหนุ่มภายในเวลาเสี้ยวของเสี้ยววินาที ก่อนที่รอยแยกมิตินั้นจะสมานตัวหายไปอย่างรวดเร็วจนไม่มีใครมองเห็น

    "ตายซะเถอะเจ้าคนบา- อ่อก!"

    คำพิพากษาของนักบวชหนุ่มขาดห้วงไปกลางคัน ร่างของมันหยุดชะงักค้างอยู่กลางอากาศราวกับรูปปั้น แส้แสงศักดิ์สิทธิ์ในมือร่วงหล่นลงกระทบพื้นหินอ่อน ดวงตาของมันเบิกกว้างสุดขีดด้วยความตื่นตระหนกและไม่เข้าใจ มันพยายามจะยกมือขึ้นกุมลำคอ แต่กล้ามเนื้อทุกส่วนกลับสูญเสียการควบคุมไปแล้ว ร่างทั้งร่างทรุดฮวบลงคุกเข่ากระแทกพื้น ก่อนจะล้มตึงลงไปนอนชักกระตุกอย่างรุนแรง เลือดสีแดงสดค่อยๆ ซึมออกมาจากรอยตัดที่บางเฉียบจนมองแทบไม่เห็นที่ลำคอ ร่างกายของมันสิ้นลมหายใจและตายสนิทไปอย่างกะทันหันราวกับถูกเทพเจ้าที่มันบูชาสูบวิญญาณกลับคืนไป

    ฝูงชนรอบจัตุรัสแตกตื่นโกลาหล นักบวชคนอื่นๆ รีบวิ่งเข้าไปดูอาการหัวหน้าของพวกตนด้วยความตื่นตระหนก ทว่าไม่มีใครสัมผัสได้ถึงร่องรอยของการลอบสังหาร ไม่มีใครสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายมาร อาวุธ หรือพลังลมปราณใดๆ เลยแม้แต่น้อย

    "ท่านหัวหน้า! ท่านหัวหน้าเป็นอะไรไป! พระผู้เป็นเจ้า! ทะ... ท่านหัวหน้าสิ้นใจแล้ว! เป็นไปได้อย่างไร! เลือด... เลือดออกแค่นี้ทำไมถึงตายได้!"

    เสียงโวยวายและเสียงร้องไห้ของเหล่านักบวชดังระงม ผู้คนรอบด้านต่างพากันคุกเข่าลงสวดมนต์ด้วยความหวาดกลัวสุดขีด บางคนเชื่ออย่างฝังหัวว่านี่คือการลงทัณฑ์จากสวรรค์ที่นักบวชผู้นี้กระทำรุนแรงเกินไป หรือไม่ก็ชายชราผู้นั้นเป็นร่างจำแลงของเทพเจ้าที่มาทดสอบ หลินเฟยที่บัดนี้เดินห่างออกมาไกลจนกลืนหายไปกับฝูงชนแล้ว แสยะยิ้มบางๆ ที่มุมปาก การฆ่าคนระดับสร้างฐานโดยไร้ร่องรอยท่ามกลางเมืองศักดิ์สิทธิ์ที่เต็มไปด้วยค่ายกลตรวจจับ คือบทพิสูจน์ถึงความสมบูรณ์แบบและการควบคุมที่ไร้ที่ติของศาสตราไร้ลักษณ์

    หลินเฟยเดินลัดเลาะไปตามถนนสายหลัก ชื่นชมความโกลาหลเล็กๆ น้อยๆ ที่เขาทิ้งไว้เบื้องหลัง จนกระทั่งมาถึงย่านการค้าที่หรูหราที่สุดของเมืองหลวง เขาก้าวเข้าไปในโรงเตี๊ยมระดับห้าดาวที่มีชื่อว่า 'วิมานประกายทอง' วางศิลาวิญญาณระดับกลางจำนวนห้าสิบก้อนลงบนโต๊ะไม้หยก และจองห้องพักระดับวีไอพีสูงสุดที่ตั้งอยู่บนชั้นยอดของอาคาร ห้องพักแห่งนี้มีระเบียงกว้างขวางที่สามารถมองเห็นทัศนียภาพทั้งหมดของ 'มหาวิหารเทพสุริยัน' ได้อย่างชัดเจนเต็มสองตา

    เมื่อพนักงานต้อนรับนอบน้อมนำเขามาส่งและถอยออกไป หลินเฟยจัดการปิดประตูไม้บานหนา เขาไม่ประมาทแม้แต่อินาทีเดียว นิ้วมือวาดผ่านอากาศอย่างรวดเร็ว ลงค่ายกลซ่อนเร้นและค่ายกลสกัดกั้นพลังวิญญาณทับซ้อนเข้าไปอีกห้าชั้น เพื่อให้แน่ใจอย่างสมบูรณ์แบบว่าจะไม่มีใคร หรืออุปกรณ์วิเศษชิ้นใด แอบสัมผัสถึงความผันผวนของพลังงานที่เขากำลังจะทำต่อไปนี้ได้

    เขาเดินไปที่ระเบียงห้อง เปิดหน้าต่างคริสตัลออก ทอดสายตามองไปยังโดมสีทองขนาดยักษ์ของมหาวิหารที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางเมืองหลวง กลิ่นอายศักดิ์สิทธิ์ที่แผ่ออกมาจากวิหารนั้นหนาแน่นและรุนแรงยิ่งกว่าจุดใดในทวีป มันเปรียบเสมือนดวงอาทิตย์ที่ตั้งอยู่บนพื้นดิน

    "ปลายหอกเทพเจ้า... ชิ้นส่วนที่ห้า ชิ้นส่วนสุดท้าย" หลินเฟยหรี่ตาลง จิตวิญญาณศาสตราในกระดูกสันหลังของเขาสั่นพ้องเบาๆ อย่างตื่นเต้น เป็นการยืนยันอย่างชัดเจนว่าชิ้นส่วนแห่งแสงสว่างสูงสุด ถูกเก็บซ่อนอยู่ภายในส่วนลึกของมหาวิหารแห่งนั้นจริงๆ

    ทว่าการจะบุกเข้าไปโต้งๆ เหมือนตอนถล่มสำนักกระบี่ไร้นามนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย มหาวิหารแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงอาคาร แต่มันถูกปกป้องด้วยค่ายกลระดับบรรพกาลที่สามารถต้านทานการโจมตีจากกองทัพนับล้าน และที่สำคัญที่สุด ประสาทสัมผัสของหลินเฟยรับรู้ได้ถึงกลิ่นอายของยอดฝีมือที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเจี้ยนอู๋หมิงอย่างทาบไม่ติด ซ่อนตัวอยู่ภายในส่วนลึกของวิหาร

    "ขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิด... พระสันตะปาปาแห่งวิหารเทพสุริยัน" หลินเฟยประเมินศัตรูในใจด้วยความรัดกุม ขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดคือจุดสูงสุดของการฝึกตนในโลกมนุษย์ เป็นขอบเขตที่กึ่งก้าวเข้าสู่ความเป็นเซียน ผู้ที่ก้าวไปถึงระดับนี้สามารถแยกวิญญาณออกจากร่างเพื่อต่อสู้ ควบคุมพลังฟ้าดินและกฎเกณฑ์ธรรมชาติได้อย่างสมบูรณ์ และมีอายุขัยยาวนานนับพันปี การเผชิญหน้ากับศัตรูระดับนี้ แม้แต่หลินเฟยที่มีชิ้นส่วนศาสตราถึงสี่ชิ้นและมีพลังแก่นแท้ขั้นปลาย ก็ยังไม่อาจประมาทหรือบุกเข้าไปสู้ตรงๆ โดยไร้แผนการได้

    "เจ็ดวัน... เทศกาลสุริยันสาดแสงจะจัดขึ้นในอีกเจ็ดวัน" หลินเฟยกำหมัดแน่น ดวงตาเปล่งประกายแห่งการคำนวณ "ตามที่อูเธอร์บอก เมื่อถึงวันนั้น พวกมันจะเปิดค่ายกลป้องกัน นำ 'ปลายหอกเทพเจ้า' ออกมาจากห้องลับส่วนลึก เพื่อทำพิธีบูชาต่อหน้าฝูงชนนับล้านกลางจัตุรัสมหาวิหาร นั่นแหละ... คือวินาทีที่การป้องกันจะหละหลวมที่สุด และเป็นวินาทีที่ข้าจะลงมือกระชากมันมาเป็นของข้า!"

    หลินเฟยหันหลังกลับเข้ามาในห้อง เขานั่งขัดสมาธิลงบนเตียงหินหยกหยกเย็น ปลดผนึกที่จงใจสะกดไว้ ปล่อยให้พลังมารสีม่วงทมิฬและพลังปราณสีเลือดระดับแก่นแท้ขั้นปลาย ทะลักล้นออกมาไหลเวียนภายในห้องที่ถูกค่ายกลกั้นไว้อย่างอิสระ ร่างกายของเขาลอยขึ้นเหนือพื้นดินเล็กน้อย เขาเริ่มต้นการเข้าฌานปิดด่านฝึกตนในช่วงเจ็ดวันสุดท้าย เพื่อบีบอัดและขัดเกลาพลังแก่นแท้ขั้นปลายให้มีความเสถียร บริสุทธิ์ และทรงอานุภาพสูงสุด เตรียมพร้อมรับมือกับการปะทะครั้งประวัติศาสตร์ที่อาจจะรุนแรงที่สุดในชีวิต

    "จงเริงร่าและเสวยสุขอยู่ใต้แสงสว่างอันจอมปลอมของพวกเจ้าต่อไปเถิด เหล่าผู้ศรัทธาแห่งวิหารเทพสุริยัน..." เสียงเยือกเย็นและแฝงไปด้วยเจตจำนงแห่งการทำลายล้างของหลินเฟย ดังกังวานแผ่วเบาในห้องที่มืดสนิท "เพราะเมื่อแสงอาทิตย์ของพวกเจ้าดับลง... เงามืดของข้า จะเป็นสิ่งเดียวที่พวกเจ้าได้เห็น และจดจำไปตลอดกาล!"