ระยะทางสองร้อยลี้จะว่าใกล้ก็ไม่ใกล้ จะว่าไกลก็ไม่ไกล
ครอบครัวหลี่เดินทางตามขบวนคุ้มภัยมาได้หกเจ็ดวัน ในที่สุดก็มาถึงอำเภอจวิ้นหยางใน่บ่ายวันหนึ่ง
ตอนแยกย้ายกัน หัวหน้าหลิวยืนกรานที่จะไม่รับเงินสิบตำลึงนั้น โดยบอกว่า้าผูกมิตรกับครอบครัวหลี่ และหวังว่าในภายหน้าจะได้ติดต่อกันบ่อย ๆ
เขายังหวังว่าในอนาคตหลี่เหลาซื่อจะเข้าสำนักคุ้มภัย เพื่อร่วมทำการค้าไปด้วยกัน
ครอบครัวหลี่ไม่มีทางเลือก จึงรับเงินคืนมา โดยคิดว่าหากมีโอกาสในภายหน้าจะตอบแทนบุญคุณนี้
พวกเขาเช่ารถม้าสองคัน และเดินทางไปถึงหมู่บ้านูเาเล็ก ๆ ที่หลิวเกินอาศัยอยู่ก่อนพระอาทิตย์ตกดิน
หมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้เงียบสงบยิ่งนัก เวลานี้ไม่มีปล่องไฟบ้านไหนมีควันพุ่งออกมา และแสงไฟก็ช่างน้อยนิดจนน่าใจหาย
แม่เฒ่าหลี่นึกถึงคำพูดของน้องชายในจดหมายที่เคยเขียนมา จึงเดินตามหาจนถึงหน้าบ้านหลังที่สองที่ปากหมู่บ้าน
บ้านหลังนี้มีกำแพงและตัวบ้านทำจากดินดิบ หลังคามุงด้วยหญ้าคา
ประตูรั้วใช้เพียงกิ่งไม้ผูกไว้ ตัวบ้านมีห้องเพียงสองสามห้อง ดูยากจนและทรุดโทรมยิ่งนัก
แม่เฒ่าหลี่เห็นดังนั้นก็เริ่มกังวลในใจ นางตบประตูรั้วพร้ะโกนเรียก “หลิวเกินเอ๋ย มาเปิดประตูเร็ว นี่พี่สาวเ้าเอง!”
แต่ผ่านไปครู่ใหญ่ก็ไม่มีเสียงตอบรับจากด้านใน เถาหงอิงและคนอื่น ๆ ต่างมองหน้ากันด้วยสีหน้ากังวลใจ
“มาแล้ว! ใครกัน? ดึกดื่นป่านนี้ยังไม่ให้คนนอนอีก!”
ในที่สุด ประตูห้องก็ถูกผลักเปิดออกพร้อมเสียงดังเอี๊ยด ก่อนที่หญิงร่างผอมแห้งที่เกล้าผมไว้อย่างลวก ๆ จะเดินออกมา
เมื่อเห็นว่ามีคนยืนอยู่หน้าประตูมากมาย สีหน้าที่ไม่พอใจของหญิงผู้นั้นก็แข็งค้างทันที
นางถอยหลังไปหลายก้าวด้วยท่าทางระแวดระวัง “พวกเ้าตามหาใคร?”
“ข้าเป็พี่สาวของหลิวเกิน เมื่อหลายปีก่อนแต่งงานออกไปอยู่ชายแดน เมื่อไม่นานมานี้ทางบ้านข้าเกิดา ข้าจึงพาสมาชิกในครอบครัวมาพึ่งพิง...”
แม่เฒ่าหลี่ตอบกลับและอธิบายรายละเอียด
หญิงผู้นั้นได้ยินดังนั้นก็นิ่งคิดครู่หนึ่งจึงเข้าใจ รีบกล่าวว่า “พวกเ้ารอเดี๋ยว”
พูดจบ นางก็หมุนตัวกลับเข้าบ้าน และไม่นานก็ประคองหญิงชราคนหนึ่งออกมา
แม่เฒ่าหลี่จำได้ว่านี่คือภรรยาของหลิวเกิน ซึ่งเป็น้องสะใภ้ของนาง สะใภ้กัว
สะใภ้กัวอายุน้อยกว่าแม่เฒ่าหลี่ไม่กี่ปี แต่ตอนนี้กลับดูแก่ชราอย่างยิ่ง
ใบหน้าเหี่ยวย่นราวกับเปลือกส้มตากแห้ง ดูท่าทางสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรงนัก
สะใภ้กัวเดินมาที่ประตูรั้ว แล้วจึงช้อนตาเรียวเล็กขึ้นมองสำรวจแม่เฒ่าหลี่ที่ยืนอยู่ด้านหน้า
“พี่ใหญ่นี่เอง เดินทางมาไกลถึงบ้านข้าได้อย่างไร เข้ามาคุยข้างในเถิด”
สะใภ้กัวจำแม่เฒ่าหลี่ได้ แต่ทว่าน้ำเสียงกลับเ็ายิ่งนัก ไม่มีวี่แววของความกระตือรือร้นในการพบญาติที่ห่างหายกันไปนานเลยแม้แต่น้อย
ความตื่นเต้นของแม่เฒ่าหลี่พลันมอดดับลงทันที
นางนิ่งคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะพาลูกหลานเดินเข้าไปในลานบ้าน
ขณะนั้นมีชายสองคนและหญิงร่างท้วมอีกคนเดินออกมาจากห้อง
พวกเขาดูเหมือนเพิ่งลุกจากที่นอน พลางขยี้ตาหาวหวอด ๆ มองมาที่ครอบครัวหลี่ด้วยสายตาสงสัยและรำคาญ
“น้องสะใภ้ ทำไมไม่เห็นหลิวเกินเลยเล่า?”
เมื่อสะใภ้กัวได้ยินแม่เฒ่าหลี่เอ่ยถึงสามี สีหน้าก็ดูซับซ้อนเล็กน้อย
“หลิวเกินตายไปั้แ่ปีที่แล้ว”
“อะไรนะ?! ตายได้อย่างไร?”
ร่างของแม่เฒ่าหลี่โอนเอนจนเกือบจะล้มลง โชคดีที่หลี่เหลาซื่อรีบเข้าไปประคองไว้
“ปีที่แล้วยังส่งจดหมายมาบอกว่าสุขภาพแข็งแรงอยู่เลย แล้วทำไมถึง...”
การได้รับรู้ว่าน้องชายเสียชีวิตอย่างกะทันหัน ทำให้แม่เฒ่าหลี่ตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก นางกลั้นน้ำตาและ้าถามให้รู้เื่
สะใภ้กัวแค่นเสียงเหอะ ไม่มีความโศกเศร้าแม้แต่น้อย ในทางกลับกันกลับดูเหมือนจะโกรธแค้นอย่างยิ่ง
“ฤดูร้อนปีที่แล้วฝนตกหนัก น้ำท่วมคันกั้นน้ำ เดิมทีน้ำท่วมมาไม่ถึงฝั่งเราหรอก แต่เ้าหลิวเกินคนสารเลวนั่น ดันจะไปช่วยเด็กคนหนึ่งที่ถูกน้ำพัดไป ผลสุดท้ายก็เอาชีวิตตัวเองไปทิ้ง ปล่อยให้พวกเราแม่ม่ายลูกกำพร้าต้องทนทุกข์อยู่ในโลกนี้”
พูดจบ นางก็หันมามองแม่เฒ่าหลี่
สายตาที่ร้ายกาจราวกับใบมีด กวาดมองแม่เฒ่าหลี่และคนในครอบครัวหลี่ั้แ่หัวจรดเท้า
แม่เฒ่าหลี่เป็คนรอบคอบ ก่อนลงเรือนางให้ทุกคนเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ฮูหยินซุนมอบให้มาใส่เสื้อผ้าเก่าที่มีรอยปะชุน
ประกอบกับการเดินทางที่ตรากตรำ เสื้อผ้าของพวกเขาจึงสกปรกมอมแมม ดูซอมซ่ออย่างยิ่งในเวลานี้
ดังนั้น สายตาของสะใภ้กัวจึงเต็มไปด้วยความรังเกียจและผิดหวัง
“ท่านพ่อข้าตายไปแล้ว พวกเ้ายังจะมาพึ่งพิงอะไรอีก? สภาพบ้านข้าเป็แบบนี้ จะไปรับพวกเ้าไว้ได้อย่างไร ลำพังพวกเราเองยังเอาตัวไม่รอดเลย!”
หลิวเถี่ยจู้ ลูกชายคนโตของหลิวเกินง่วงนอนจนทนไม่ไหว เมื่อเห็นว่าครอบครัวหลี่ดูไม่มีเงินทอง จึงเอ่ยปากไล่
สะใภ้กัวได้ยินลูกชายพูดก็ไม่คัดค้าน เห็นได้ชัดว่าเห็นด้วย
“พวกเราเพียง้าที่พักชั่วคราว เื่อาหารการกินไม่ต้องให้พวกท่าน...”
หลี่เหลาเอ้อร์ไม่พอใจในท่าทีของพวกเขา จึงก้าวออกมาเพื่ออธิบาย
แต่เขายังพูดไม่ทันจบ ก็ถูกชายอีกคนพูดแทรกขึ้นมา
“หลอกใครกัน? สภาพจนกรอบแบบพวกเ้าน่ะ ถ้าเข้ามาอยู่ในบ้านข้าแล้วดื้อแพ่งไม่ยอมไปจะทำอย่างไร?”
หลิวไหลฝู ลูกชายคนที่สองของตระกูลหลิวก็ไม่พอใจเช่นกัน พลางเบะปากถลึงตาใส่
ทว่าสะใภ้กัวยังคงเห็นแก่หน้าหลิวเกินที่ล่วงลับไปแล้ว จึงโบกมือห้ามลูกชายและกล่าวว่า “พอได้แล้ว ถ้าพวกเ้าไม่มีที่อยู่ ก็ให้นอนในลานบ้านนี้ไปก่อน แต่คิดจะเข้าห้องน่ะอย่าหวัง พรุ่งนี้เช้าพอฟ้าสางก็รีบไสหัวไปเสีย บ้านข้าช่วยพวกเ้าไม่ได้!”
แม่เฒ่าหลี่โกรธจนตัวสั่น ฝูหนิ่วรู้สึกสงสาร จึงพยายามอดทนอย่างยิ่งเพื่อไม่ให้ยกหินในมิติวิเศษออกมาขว้างใส่บ้านตระกูลหลิว!
เห็นแก่ตัว เนรคุณสิ้นดี!
ครอบครัวแบบนี้ นางยอมให้คนตระกูลหลี่นอนข้างถนน ยังดีกว่าต้องมาข้องแวะด้วย
นางยื่นมือน้อย ๆ ไปดึงชายเสื้อท่านย่า พร้อมส่งเสียงอ้อแอ้สองสามคำ
หลิวไหลฝูยืนอยู่ใกล้ ๆ เมื่อได้ยินเสียงจึงชะโงกหน้ามามอง แล้วยิ่งแสดงท่าทางรังเกียจมากขึ้น
“จนจนต้องหนีภัยกันหมดแล้ว ยังจะเกิดลูกตัวเล็ก ๆ ออกมาตั้งเยอะแยะอีก!”
หลี่เหลาซื่อได้ยินดังนั้นก็โกรธจัด เงื้อมือจะคว้าตัวหลิวไหลฝู
หลิวไหลฝูก็ลื่นไหลไม่เบา รีบหลบไปอยู่ข้างหลังสะใภ้กัวด้วยความใ
“ทำไม? ไม่ให้ที่พักแล้วจะตีคนงั้นหรือ? มาสิ ตีเลย! ถ้ามีความสามารถก็ตีพวกเราให้ตายทั้งบ้าน แล้วยึดบ้านข้าไปเลยสิ!”
แม่เฒ่าหลี่ที่นิ่งเงียบมาตลอดรีบยกมือดึงลูกชายไว้ “เ้าสี่ อย่าก่อเื่”
พูดจบ นางก็หันไปทางสะใภ้กัว “น้องสะใภ้ เป็ข้าที่คิดไม่รอบคอบเอง เ้าวางใจเถิด ในเมื่อหลิวเกินไม่อยู่แล้ว สองครอบครัวเราก็ถือว่าตัดขาดกัน ต่อให้พวกข้าต้องอดตาย ก็จะไม่รบกวนพวกเ้าเด็ดขาด”
สะใภ้กัวแค่นเสียงเหอะ “ก็ดี คำพูดของเ้า ห้ามคืนคำเด็ดขาด”
สิ้นคำพูดนั้น นางก็พาลูกชายและลูกสะใภ้กลับเข้าห้องไป
ในลานบ้านตกอยู่ในความเงียบสงัด
“ท่านแม่ พวกเขาทำแบบนี้ได้อย่างไร? หลายปีก่อนท่านน้าส่งจดหมายมาบอกว่าไม่มีสินสอดจะแต่งงานให้ลูกชาย ท่านแม่ยังยอมขายเครื่องประดับสินเดิมของตัวเองเลย บ้านเราต้องอดอยากตั้งครึ่งปีเพื่อรวบรวมเงินส่งไปให้พวกเขา!”
หลี่เหลาเอ้อร์โกรธจนหอบหายใจแรง “แต่ตอนนี้เพียงเพราะท่านน้าเสียชีวิต พวกเขากลับพลิกหน้าเปลี่ยนเป็คนละคน ไม่เห็นหัวพวกเราเลย!”
เถาหงอิงและจ้าวอวี้หรูรวมถึงคนอื่น ๆ ต่างก็มีสีหน้าผิดหวังและโกรธแค้น มีเพียงอู๋เอ้อร์โก่วที่ยืนอยู่ข้างหลังทุกคน และมองดูเหตุการณ์อย่างไม่ใส่ใจ
แม่เฒ่าหลี่ถอนหายใจยาว อุ้มหลานสาวในท่าตั้งตรงไว้ในอ้อมกอด เมื่อได้ัักับแก้มเล็ก ๆ ที่นุ่มนิ่มและอบอุ่น ความหนาวเหน็บในใจจึงค่อย ๆ จางหายไป
“ฝูหนิ่ว ย่าจะพาเ้าไปนอนข้างนอก ไม่อยู่ที่นี่แล้วนะ ตกลงไหม?” แม่เฒ่าหลี่ถามฝูหนิ่วเบา ๆ
ฝูหนิ่วฉีกยิ้มกว้าง พลางถูไถใบหน้ากับแก้มของแม่เฒ่าหลี่
“ฝูหนิ่วเด็กดีจริง ๆ !”
ในที่สุดแม่เฒ่าหลี่ก็เผยรอยยิ้มบาง ๆ ออกมา ก่อนจะหันไปพาสมาชิกในครอบครัวเดินออกจากลานบ้าน
ที่ปากหมู่บ้านมีต้นไม้ใหญ่เก่าแก่ร้อยปีที่ต้องใช้หลายคนโอบจึงจะรอบ
กิ่งก้านใบดกหนา ครอบครัวหลี่จึงก่อไฟและพักค้างแรมชั่วคราวที่นั่น
โชคดีที่ยังเป็่ปลายฤดูร้อน ยามค่ำคืนจึงไม่หนาวเย็นจนเกินไป
แต่ทว่าในใจของทุกคนกลับเต็มไปด้วยความกังวลและสับสน เดินทางไกลแสนไกลมาถึงที่นี่ ใครจะรู้ว่าผลลัพธ์จะเป็เช่นนี้