“นะโม งานอาจารย์เพ็ญศรีทำยังวะ” พัชรหนุ่มน้อยหน้าหวานถามเพื่อนสนิทคนเดียวของตนขึ้นมา
พัชรกับนะโมเจอกันั้แ่ตอนรับน้องปีหนึ่ง เพราะทั้งคู่เรียนอยู่สาขาเดียวกัน จึงทำให้รู้จักกันั้แ่นั้นเป็ต้นมา
พัชรเป็คนใจดี ชอบช่วยเหลือคนรอบข้างอยู่เสมอ นั่นเลยทำให้นะโมยอมเปิดใจให้อีกฝ่ายเข้ามาเป็เพื่อนคนเดียวในชีวิตของตน
นะโมเป็คนที่ค่อนข้างมีโลกส่วนตัวสูง เขาไม่ค่อยสนใจเื่คนอื่นมากสักเท่าไหร่ นอกจากเื่เรียนแล้ว นะโมชอบที่จะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการอ่านหนังสือ หรือไม่ก็หมดไปกับการทดลองทำขนมต่างๆ เสียมากกว่า
นะโมมีความฝันอยากจะมีร้านขนมเป็ของตัวเอง แต่ทางบ้านค่อนข้างไม่เห็นด้วย พ่อของนะโมจึงยื่นคำขาดให้นะโมเรียนบริหาร เพื่อแลกกับการที่เรียนจบมาแล้วพ่อของนะโมจะลงทุนเปิดร้านขนมให้
นั่นทำให้นะโมฝืนทนเรียนบริหารมาจนถึงปีสี่ ซึ่งตอนนี้เป็เทอมสุดท้ายที่นะโมและพัชรจะใช้ชีวิตด้วยกันในรั้วมหาลัยแห่งนี้เป็เทอมสุดท้าย ก่อนที่ทั้งคู่จะต้องแยกย้ายกันออกไปใช้ชีวิตตามที่ตัวเองวาดฝันเอาไว้
ทั้งพัชรและนะโมค่อนข้างที่จะใจหายไม่น้อย เพราะตลอดเวลาที่รู้จักกันมาเกือบสี่ปี ทั้งสองใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันแทบจะตลอดเวลา
“เหลืออีกนิดนึงจะเสร็จละ แล้วมึงทำเสร็จยังวะ” นะโมถามออกไป ทั้ง ๆ ที่สายตาไม่ได้ละจากโน๊ตบุ๊คที่กำลังพิมพ์งานอยู่เลยสักนิด
ตอนนี้เป็เวลาสี่ทุ่มกว่าแล้ว วันนี้พัชรมานอนที่ห้องนะโมเพราะต้องปั่นงานคู่ด้วยกัน ปกติทั้งคู่ตัวก็ติดกันตลอดอยู่แล้ว เรียกได้ว่าทั้งสองคนเป็รูมเมทกันเลยก็ว่าได้
เพราะต่างคนก็ต่างสลับมานอนกับอีกฝ่ายอยู่เสมอ ที่แยกห้องพักก็เพื่อความส่วนตัวของอีกฝ่ายเพียงเท่านั้น
“กูเสร็จแล้ว มึงจะเอาของกูไปดูหรือเปล่า”
“เออ แต่หลังเสร็จงานคู่นี่ก่อนก็แล้วกัน ไม่เข้าใจว่าจะมาเร่งอะไรกันตอนนี้ เวลาอื่นมีตั้งเยอะแยะไม่สั่ง ดันมาสั่งงานซ้อนวิชาอื่นอีก” นะโมบ่นขึ้นมาอย่างหัวเสีย เมื่อพูดถึงงานที่เ้าตัวกำลังเร่งทำอยู่
ทั้ง ๆ ที่เรียนตัวนี้ผ่านมาได้สามวันแล้ว เหมือนอาจารย์พึ่งนึกออกว่าต้องสั่งงาน เลยสั่งงานคู่เมื่อ่เย็นที่ผ่านมานี่เอง
แต่ประเด็นที่ทำให้นะโมหัวเสียคืออาจารย์จะให้ส่งงานชิ้นนี้ไม่เกินเที่ยงวันของวันพรุ่งนี้ยังไงล่ะ แถมเ้าตัวยังมีงานของวิชาอื่นที่ต้องทำส่งพรุ่งนี้เหมือนกันด้วย
“เอาน่า อย่าบ่นไปเลย อีกนิดเดียวก็จะจบแล้ว ว่าแต่มึงหิวไหม เดี๋ยวกูจะลงไปซื้อของที่มินิมาร์ทข้างล่าง มึงจะเอาอะไรหรือเปล่า”
“ตามใจมึงเลย หยิบอะไรก็ได้มาให้กูก็แล้วกัน ตอนนี้กูกำลังหัวร้อนอยู่ ยังไม่อยากคิดเื่กินตอนนี้” นิ้วเรียวพิมพ์งานอย่างรวดเร็ว เสียงกดแป้นพิมพ์บ่งบอกอารมณ์เ้าของนิ้วสวยได้เป็อย่างดี
“โอเค อย่าพึ่งโมโหจนกดแป้นพิมพ์พังไปก่อนงานเสร็จล่ะ ไม่งั้นมึงได้หัวร้อนมากกว่าเดิมแน่ ๆ” พัชรอดที่จะพูดหยอกเพื่อนสนิทของตัวเองไม่ได้ เพราะสีหน้าของนะโมในตอนนี้ บ่งบอกได้ว่าเ้าตัวไม่สบอารมณ์กับงานตรงหน้าที่กำลังทำอยู่มากแค่ไหน
“เออ จะพยายามก็แล้วกัน มึงก็รีบขึ้นมาด้วย เวลานี้ขี้เมาชอบออกมาซื้อของกันแล้วด้วย” นะโมเอ่ยเตือนเพื่อนรักด้วยความเป็ห่วง เพราะ่เวลานี้เป็เวลาที่ร้านขายของข้างล่างเริ่มเปิดให้ซื้อของมึนเมาแล้วด้วย
“ครับ ๆ ผมจะรีบไปรีบมาเลยครับพ่อ” พัชรเอ่ยแซวนะโมด้วยน้ำเสียงที่สดใส จนนะโมอดที่จะปรายตามองอีกฝ่ายไม่ได้
“เดี๋ยวจะโดน พูดมากอีกนิดเดียว พรุ่งนี้กูไม่ทำแพนเค้กให้แดกจริง ๆ ด้วย”
“เห้ย ได้ไงวะ กูไม่ยอมจริงๆ ด้วยนะโว้ย” พัชรเอ่ยค้านเสียงหลง เพราะอีกฝ่ายรู้ดีว่าพัชรชอบกินแพนเค้กฝีมือของตนมากแค่ไหน นะโมถึงได้ใช้ข้ออ้างนี้มาบีบบังคับอีกฝ่ายให้หยุดแซวตนเอง
“งั้นก็รีบไปรีบมา จะได้มาช่วยกูทำงานนี้ให้เสร็จเร็ว ๆ พรุ่งนี้กูจะได้มีเวลาทำขนมให้มึงแดกไง”
“ไปแล้วคร้าบ” พัชรพูดทิ้งท้าย ก่อนจะวิ่งตัวปลิวออกห้องไปอย่างรวดเร็ว จนนะโมที่มองตามอีกฝ่ายได้แต่ส่ายหัวเบา ๆ กับการกระทำของเพื่อนรัก
“ยินดีด้วยนะมึง ในที่สุดก็เรียนจบสักที มึงจะได้เปิดร้านขนมอย่างที่มึงตั้งใจเอาไว้” พัชรกล่าวคำยินดีกับเพื่อนรักอย่างนะโมด้วยรอยยิ้มที่จริงใจ
“มึงก็เหมือนกันนะพัชร ในที่สุดมึงก็เรียนจบอย่างที่มึงหวังเอาไว้ ต่อไปนี้กูขอให้มึงได้ทำตามความฝันของมึงเหมือนกันนะ”
นะโมรู้ดีว่า เพื่อนของตนนั้นคาดหวังกับการเรียนจบในครั้งนี้มากแค่ไหน เพราะไม่ใช่แค่นะโมที่โดนบีบบังคับจากครอบครัวตัวเอง แต่พัชรก็โดนสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัวบีบบังคับด้วยเหมือนกัน
“เปิดร้านเมื่อไหร่อย่าลืมบอกกูนะ มึงยังเป็เพื่อนรักของกูตลอดไปนะนะโม”
“มึงก็เป็เพื่อนรักคนเดียวของกูตลอดไปเหมือนกัน มีอะไรไม่สบายใจโทรหากูได้ตลอดเวลาเลยนะโว้ย”
เพราะพัชรเป็เด็กต่างจังหวัดที่เข้ามาเรียนต่อในเมืองใหญ่ เมื่อเรียนจบแล้วเ้าตัวก็ต้องกลับไปยังบ้านเกิด ก่อนที่จะเริ่มตั้งต้นหาลู่ทางในการทำงานอีกครั้ง
ในคราแรก นะโมก็ชวนพัชรหางานทำที่นี่อยู่เหมือนกัน แต่เพราะครอบครัวของพัชรเหลือแค่แม่เพียงคนเดียว มันเลยทำให้พัชรเลือกที่จะกลับไปหางานทำใกล้บ้าน เพื่อดูแลคนเป็แม่มากกว่าหางานทำในเมืองใหญ่แห่งนี้
“มึงก็เหมือนกันนะ มีอะไรก็โทรหากูได้ตลอดเลยนะ อย่าลืมกูล่ะ”
พัชรบีบมือนะโมเบา ๆ เพราะในตอนนี้ มันถึงเวลาที่ทั้งคู่ต้องแยกย้ายกันไปใช้ชีวิตในแบบของตัวเองแล้ว เขาและนะโมต่างรู้ดีว่าไม่มีใครที่จะอยู่ด้วยกันตลอดไปได้หรอก เมื่อถึงเวลา ยังไงก็ต้องแยกจากกันไปตามเส้นทางของแต่ละคนอยู่ดี
“ใครจะลืมเพื่อนตัวป่วนอย่างมึงลงไอ้พัชร ว่าง ๆ กูจะไปเที่ยวหานะ หรือไม่ ถ้ามึงว่างก็มาเที่ยวหากูได้ตลอดเลยนะโว้ย” นะโมมองเพื่อนรักด้วยน้ำตาคลอเบ้า เพราะไม่อยากให้เพื่อนรักจากตัวเองไปเลยสักนิด
“กูไปก่อนนะมึง บ๊าย”
พัชรโผเข้ากอดนะโมจนแน่ ก่อนที่จะบอกลาอีกฝ่ายแล้วรีบวิ่งขึ้นรถแท็กซี่ออกไปโดยเร็ว เพราะไม่อย่างนั้น พัชรเองนั่นแหละที่จะเป็ฝ่ายร้องไห้ออกมาให้อีกคนหนึ่งเห็นแน่ ๆ
เพราะวันนี้เป็วันสุดท้ายที่ทุกคนมายื่นเอกสารเรียนจบ ก่อนที่จะแยกย้ายกันไปหางานทำ หรือเที่ยวพักผ่อนเพื่อรอวันรับปริญญา
แน่นอนว่าวันนี้เป็วันที่พัชรต้องขึ้นรถกลับบ้านเกิดด้วยเหมือนกัน ครั้งแรกนะโมจะไปส่งอีกฝ่ายหนึ่งขึ้นรถกลับบ้านอยู่เหมือนกัน
แต่เพราะพ่อของนะโมเรียกให้เ้าตัวกลับบ้านอย่างกะทันหัน เลยทำให้ทั้งคู่บอกลากันตรงหน้ามหาลัยแทน
[มึง สบายดีไหมวะ] เสียงของพัชรดังมาจากปลายสาย นี่ก็ผ่านมาเกือบปีแล้ว ที่ทั้งสองไม่ได้เจอกันเลยั้แ่ที่เรียนจบกันมา ถึงอย่างนั้นทั้งสองก็มักจะโทรหากันตลอด จนไม่รู้สึกห่างเหินกันแต่อย่างใด
“สบายดี มึงล่ะเป็ยังไงบ้าง แม่หายป่วยหรือยัง” นะโมถามอีกฝ่ายหนึ่งออกไป เพราะเมื่อเดือนก่อนพัชรบอกเขาเอาไว้ว่าแม่ของอีกฝ่ายไม่สบาย จนต้องเข้าโรงพยาบาลอยู่บ่อย ๆ
[แม่กูเสียแล้วว่ะ]
“ห๊ะ! แม่มึงเสียเมื่อไหร่ แล้วมึงเป็ยังไงบ้าง ให้กูไปหามึงที่บ้านไหมวะ” เสียงร้อนรนของนะโมบ่งบอกได้เป็อย่างดีว่าเป็ห่วงอีกฝ่ายหนึ่งมากแค่ไหน
เพราะนะโมรู้ดีว่า ทั้งชีวิตของพัชรมีแม่เป็ที่พึ่งทางใจเพียงอย่างเดียวมาโดยตลอด เมื่อไม่มีที่ยึดเหนี่ยวจิตใจอย่างผู้เป็มารดาแล้ว นะโมจึงรู้สึกห่วงเพื่อนสนิทเป็อย่างมาก
[แม่กูเสียได้สองอาทิตย์แล้วว่ะ]
“แล้วทำไมมึงพึ่งมาบอกกูวะ แล้วตอนนี้มึงเป็ยังไงบ้าง เดี๋ยวเย็นนี้กูไปหามึงที่บ้านก็แล้วกัน”
เพราะน้ำเสียงของปลายสายฟังดูไม่สู้ดีมากนัก นะโมจึงร้อนใจอยากจะไปหาเพื่อนสนิทของตนโดยเร็ว แต่ติดตรงที่วันนี้นะโมมีนัดคุยงานกับลูกค้าคนสำคัญของร้าน ดังนั้นเ้าตัวจึงต้องรอให้คุยงานเสร็จเรียบร้อยเสียก่อน แล้วค่อยขับรถไปหาอีกฝ่ายที่บ้าน
[ไม่ต้อง ที่กูโทรหามึงเพราะกูจะบอกว่า พรุ่งนี้กูจะเข้าไปกรุงเทพต่างหาก อีกอย่าง เื่ของแม่กูก็พอทำใจั้แ่ท่านเริ่มป่วยเข้าโรงพยาบาลบ่อย ๆ แล้ว มึงไม่ต้องห่วงนะ กูโอเคจริง ๆ]
เพราะบ้านของพัชรอยู่ห่างจากเมืองใหญ่ไปเกือบสามร้อยกิโลเมตร หากเ้าตัวปล่อยให้นะโมขับรถมาตอนมืด ๆ เขายิ่งเป็ห่วงอีกฝ่าย ดังนั้นสู้ตัดปัญหาด้วยการบอกว่าเขาจะเข้ากรุงเทพเสียเองดีกว่า
“มากรุงเทพ?”
[อืม กูลาออกจากงานที่ทำอยู่แล้วด้วย กูตั้งใจจะเข้าไปหางานทำใกล้มึงดีกว่า มึงก็รู้ว่าที่กูกลับมาที่นี่เพราะอะไร แต่ตอนนี้แม่กูไม่อยู่แล้วไง ถึงเวลาที่กูจะกลับไปหาความมั่นคงที่โน่นดีกว่า]
“จริงเหรอ” นะโมพูดออกมาด้วยความดีใจ เมื่อรู้ว่าเพื่อนสนิทของตนจะกลับมาหางานทำที่นี่
[อืม เตรียมหาที่นอนให้กูด้วยล่ะ เพราะกูคงต้องไปนอนกับมึงก่อน รอหางานได้แล้วถึงค่อยหาที่อยู่ใหม่ ให้อยู่ใกล้ที่ทำงานเอา]
“ความจริงมึงมาทำงานร้านกูก็ได้นะ ไม่เห็นต้องหางานทำใหม่ให้ยุ่งยากเลย”
[หยุดเลยไอ้โม ความสามารถด้านการเข้าครัวกูติดลบขนาดไหนมึงก็รู้ แล้วจะให้กูไปทำครัวมึงพังหรือยังไง]
“งานบัญชีของที่ร้านก็ได้นี่หว่า กูไม่ได้บอกให้มึงเป็คนเข้าครัวนี่”
[ไม่รู้ ๆ ไม่คุยกับมึงละ ยังไงพรุ่งนี้เตรียมที่นอนให้กูด้วยแล้วกัน บ๊าย]
เพราะี้เีที่จะเถียงกับนะโม พัชรเลยเลือกที่จะพูดตัดบท แล้วกดวางสายไปอย่างรวดเร็ว เพราะรู้นิสัยเพื่อนตัวเองดี นะโมไม่มีทางที่จะปล่อยให้เพื่อนตัวเองเดือดร้อนแล้วไม่ยื่นมือเข้าช่วยหรอก เพราะนั่นคือข้อดีของนะโม
“กูได้งานแล้วนะ”
พัชรพูดขึ้นเมื่อทั้งสองกำลังนั่งทานมื้อดึกด้วยกัน พัชรย้ายมาพักกับนะโมได้เกือบสองอาทิตย์แล้ว หลังจากที่โทรคุยกับอีกฝ่ายในวันนั้น
“ได้แล้วเหรอ ที่ไหนละ กูเห็นมึงไปสมัครเอาไว้ตั้งเยอะ”
“บริษัทเอ็นทีทีน่ะ” พัชรบอกอีกฝ่ายด้วยแววตาเป็ประกาย
เพราะบริษัทนี้เป็หนึ่งในบริษัทที่พัชรอยากเข้าไปทำงานมากที่สุด และตำแหน่งที่พัชรสมัครก็เป็ตำแหน่งที่ตรงกับสิ่งที่เรียนมาพอสมควร
“บริษัทที่มึงบ่นว่าอยากได้มากเลยด้วยนี่ ดีใจด้วยนะ ที่ได้ทำงานในบริษัทที่มึงหวังเอาไว้” นะโมเอ่ยยินดีกับเพื่อนรักอย่างจริงใจ เพราะเขารู้ดีว่า พัชรตั้งความหวังไว้กับการหางานทำในครั้งนี้มากมายแค่ไหน
“อืม กูโคตรดีใจเลยว่ะ”
“แล้วเขาให้มึงเริ่มทำงานเมื่อไหร่วะ” นะโมถามออกไป ก่อนที่จะตักข้าวต้มเข้าปาก
“อาทิตย์หน้าน่ะ เดี๋ยวพรุ่งนี้กูว่าจะไปหาที่อยู่ใหม่ด้วย”
“ความจริงมึงพักอยู่กับกูก่อนก็ได้นี่ จะรีบหาที่อยู่ใหม่ให้เปลืองตังค์อีกทำไมวะ”
เพราะอยากให้เพื่อนไม่ลำบากเื่เงินใน่นี้ นะโมเลยเสนอให้อีกฝ่ายพักกับตนต่อก่อน เพื่อที่จะได้ประหยัดเงินใน่ที่กำลังเริ่มทำงานใหม่
“มึงไม่คิดเผื่อตอนตัวเองมีแฟนบ้างเลยหรือไงวะ อีกอย่างที่นี่มันอยู่ไกลจากที่ทำงานกูนะ”
“ตามใจมึงก็แล้วกัน”
เมื่อได้ฟังเหตุผลของอีกฝ่าย นะโมจึงยอมถอย เพราะเป็ความจริงอย่างที่พัชรบอก คอนโดของเขาที่นี่ค่อนข้างอยู่ห่างจากที่ทำงานใหม่ของพัชรอยู่มาก
และนะโมรู้ดีว่าพัชรเป็คนที่ี้เีตื่นเช้าเป็ที่สุด ดังนั้นสิ่งที่จะแก้ปัญหานี้ได้คือการหาที่พักใกล้ ๆ กับที่ทำงานยังไงล่ะ
“กูขอบใจมึงมากนะ กูรู้ว่ามึงเป็ห่วงกู แต่มึงก็รู้ว่ากูเป็คนที่ี้เีตื่นเช้าเป็ไหน ๆ จะให้กูตื่นั้แ่เช้ามืดเพื่อนั่งรถไปทำงานกูคงไม่ไหวจริง ๆ ว่ะ”
“รู้ แต่ถ้ายังหาไม่ได้มึงก็ไม่ต้องรีบ ยังไงกูก็ไม่ไล่มึงไปนอนที่อื่นตอนนี้หรอก อีกอย่างกูยังหาแฟนไม่ได้ เข้าใจหรือเปล่า” นะโมบอกอีกฝ่ายหนึ่งเซ็ง ๆ เพราะเจอหน้ากันเมื่อไหร่ อีกฝ่ายก็เอาแต่พูดให้เขาหาแฟนอยู่นั่นแหละ
“เออ เจอคนที่ถูกใจอย่าลืมพามาให้กูสแกนล่ะ” พัชรอดที่จะเย้าแหย่เพื่อนรักอย่างนะโมออกไปไม่ได้
“ของมึงก็เหมือนกันนั่นแหละ ถ้าคนนั้นไม่ดีจริงกูไม่ให้คบนะบอกเลย”
“คร้าบ รู้แล้วน่า กูไม่มีทางเห็นคนอื่นดีไปกว่ามึงหรอก” พัชรอดที่จะเย้าเพื่อนคืนไม่ได้ เพราะรู้ดีว่าอีกฝ่ายหนึ่งเป็ห่วงเขามากแค่ไหน
“ขอให้มันจริงเถอะ ไม่ใช่พอถึงวันนั้นมา มึงหลงคนนั้นหัวปักหัวปำล่ะ” นะโมอดที่จะแหย่อีกคนหนึ่งกลับไม่ได้ เพราะรู้นิสัยของเพื่อนรักคนนี้ดีว่า เวลามันรักใครจริง อีกฝ่ายจะมีนิสัยเป็ยังไง
“ทำเป็รู้ดี” พัชรเบะปากใส่นะโมอย่างเซ็ง ๆ เพราะโดนอีกฝ่ายหนึ่งจับทางของตนเองได้
“กูเพื่อนมึง”
“เออ ไม่เถียง”