ม้าเร็วจากค่ายนอกเวียง มุ่งตรงเข้าสู่เรือนพิมานของเ้านางซอมพอ นางกำนัลเอื้องสายสะบัดผ้าพาดบ่าขึ้นคล้องคอ แลถกผ้านุ่งวิ่งลงเรือนด้วยความรีบร้อน นางเร่งรับสาน์สที่ส่งตรงมาจากขุนหาญเพื่อส่งต่อให้ผู้เป็นายหญิง
“เรียกระดมพลแล้วฤา! อีเอื้อง มึงเตรียมของให้กูที ส่งคนไปแจ้งต่อครูบาเ้าที่วัดด้วย หากกูจักไปเองเห็นทีจะมิทันกาลเสียแล้ว”
“เ้าข้าเ้านาง…” อีเอื้องรีบวิ่งลงเรือนไปอีกครั้ง เพียงครู่เสียงม้าเร็วจากหลังเรือนพิมานก็แล่นออกไป นางกำนัลเอื้องก็วิ่งแล่นกลับขึ้นเรือนมาอีกครา พร้อมเสียงะโสั่งการบ่าวไพร่ ให้เร่งลำเลียงข้าวของที่เตรียมไว้ก่อนหน้านี้ไปลงเกวียนท้ายเรือน ก่อนที่นางจะมุ่งตรงสู่ห้องหับของผู้เป็นาย
คล้อยหลังอีเอื้องผ่านไปเพียงครู่ เสียงเล็กแหลมก็ดังขึ้นด้านหน้าเรือน “เอะอะอื้ออึงอันใดกัน กูมาเรือนนี้ทีไร มีเื่ให้กูตื่นเต้นเร้าใจไม่เว้นวาง…” เสียงของแม่เ้าเกสรดังขึ้นจากหน้าเรือน อีฟั่นหัวไว รีบกันบ่าวไพร่ให้เร่งเปลี่ยนไปใช้ประตูหลังแทนประตูหน้า เพื่อมิให้เ้านางเกสรทันได้พบเห็น ว่านายตนกำลังคิดทำสิ่งใดอยู่
ประตูห้องบรรทมของเ้านางซอมพอเปิดออก ดีนักที่นางยังไม่ทันผลัดผ้าแต่งตัว
“แม่เ้ามีการใดต่อข้าเ้าฤา…วันนี้ถึงมาหาข้าเ้าถึงเรือนชาน”
แม่เ้าเกสรราวรู้ทัน นางมองดูธิดาบุญธรรมั้แ่หัวจรดตีน เ้านางซอมพอสวมใส่ผ้าซิ่นยกดอกไหมคำสีกลีบบัว เปลือยท่อนบนเผยทรวงอก ที่มีสายสร้อยลูกปัดหินสีงามแลสายสร้อยทองคำปิดบังเนินอกสาว มีผ้าห่มท่อนสไบพาดบ่าสีแดงย้อมฝาง รัดเกล้ามาลาบุปผาปักปิ่นเรียบร้อยงามสมสตรีสูงศักดิ์ทั่วไปควรจะเป็
“มองข้าเยี่ยงนี้ เ้านางมีข้อสงสัยใดในตัวข้าเช่นนั้นฤา”
“กูก็แค่ได้ยินนกหนูมันกระซิบกระซาบกันว่า ธิดาองค์ใหญ่ของเ้าเวียงทรวง คิดหลบหนีออกนอกกำแพงเวียง กูก็เลยมาดูให้แน่ชัดด้วยสองตา เ้าหลวงสั่งการกูไว้ ก่อนที่พระองค์จักขึ้นดอยบำเพ็ญเพียร ให้กูดูแลเ้านางคนงามลูกเขาให้จงดี สิ้นศึกเวียงชัยเมื่อใด ให้จัดขบวนส่งตัวเ้าสาวไปเจริญไมตรีกับเวียงทุ่งหลวง กูก็แค่เกรงอาญา หากธิดาคนงามของท้าวท่านเกิดหายตัวไป”
“แม่เ้าเกสรจะเกรงอาญาไปไย ตัวข้านี้รับปากแล้วจะหนีไปไหนได้ แม่เ้าโปรดวางใจเถิดหนา ่นี้ตัวข้าจะอยู่แต่ในเรือนนอน ทอผ้าผ่อนเตรียมการมงคลมิหายไปไหนดอก”
นางชายตามองเห็นม้วนเส้นไหมในกระบุง แลกี่ทอผ้าที่ขึ้นตะกอเข้าเส้นด้ายยกลายคาอยู่ ก็ให้รู้สึกอุ่นใจ ว่านังเด็กดื้อผู้นี้ จะมิก่อเื่ให้ทรงปวดหัว นางพยักหน้าช้า ๆ พร้อมรอยยิ้มพอใจ
“เป็เด็กว่านอนสอนง่ายเช่นนี้ก็ดีนักแล เ้าหลวงท่านชรามากแล้ว จะมีสิ่งใดสบายใจเท่ากับบุตรตรีได้ออกเรือนไปกับผู้ที่เหมาะสมคู่ควร”
“เหมาะสมแล้วฤา…ข้าได้ยินมาว่า ผู้ที่จะเป็เ้าบ่าวนั้น อ่อนว่าพระบิดาท่านเพียงสิบชันษาเองมิใช่ฤา จะดีกว่านี้ไม่น้อย หากพระองค์ท่านจักมีเ้าราชบุตรที่แก่กว่าข้าสักเล็กน้อย มิใช่คนเฒ่าชราคราวพ่อเยี่ยงขุนหลวงท่าน”
“ตึง!” แม่เ้าเกสรกระทืบเท้าลงเรือนจนบ่าวไพร่พากันแตกตื่น
“ผู้ใดสั่งสอนเ้าซอมพอ พูดจาเราะร้ายล่วงเกินกูเยี่ยงนี้ ท้าวพญาท่านยกขันหมากมาสู่ขอมึงไปเป็พระเทวีมิดีดอกหรือ เหตุใดต้องกล่าววาจาเยี่ยงนี้ออกมาเหน็บแนมกันด้วยเล่า”
“ดีฤา…ดีมากแล้วเหตุใดมิให้ลูกมึงแต่งออกไปแทนกู ลงเรือนกูไปบัดเดี๋ยวนี้เถิดหนา กูรับปากแล้วว่าจะแต่งให้ก็ตามนั้น ไม่ถึงเพลาอันเป็ฤกษ์มงคล หวังว่าจะไม่เห็นหน้ามึงที่เรือนกู”
“อีซอมพอ มึงกล้าไล่กูฤา! กูหาใช่แม่ค้านั่งกาดเยี่ยงแต่ก่อน ยามนี้กูเป็ถึงนางพญาเวียงสรวง จะพูดจาอันใด ก็ควรรู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ ยามนี้มึงเองมีศักดิ์เป็เพียงลูกเลี้ยง ส่วนกูนั้นเป็แม่ เป็เด็กเช่นไรมิรู้จักเด็กมิรู้จักผู้ใหญ่”
อีเอื้องรีบะโเอาตัวเข้าขวางผู้เป็นาย เมื่อเห็นแม่เ้าเกสรทำทีจะง้างมือเข้าใส่เ้านางตน
คุณท้าวผู้ติดตามเ้านางนั่งเมือง ก็รีบกระโจนเข้าคว้าแขนผู้เป็นายไว้ ด้วยหวั่นจะเป็เื่ใหญ่โตจนบานปลาย “เ้านางจ้าว…ใจเย็นก่อนเถิดหนา หากเ้านางซอมพอบอบช้ำ แล้วล่วงรู้ไปถึงหูท้าวพญาเวียงทุ่งหลวง เื่นี้เราจะรับมิไหวนะเ้าคะ ยิ่งพ่อหลวงท่านมิได้ใส่ใจการเมืองเยี่ยงแต่ก่อน ศึกเหนือเสือใต้จะเหลือเพียงพระนางที่ต้องรับมือแต่เพียงผู้เดียว เ้าขุนหาญเองก็ต้องไปทัพ เยี่ยงนี้มิดีเลยหนา…”
นางลดมือลง พร้อมสูดลมหายใจเข้าปอด เพื่อควบคุมโทสะอันร้อนรุ่ม “ได้กูเห็นแก่ที่มึงเป็ทรัพย์อันมีค่า ที่เมืองใหญ่หมายตาเอาไปถนอมสะสมดอกหนา ใกล้วันมงคลกูจักมาเหยียบที่นี่อีกครา จงเตรียมตัวเตรียมใจให้ดีเถิด อย่างไรแล้วก็ต้องเป็มึงมิใช่ลูกกู เ้าหลวงท่านตรัสมอบมึงให้เวียงทุ่งหลวงไปแล้ว เตรียมใจถวายงานแด่พ่อเฒ่าเวียงทุ่งหลวงไว้เถิดอีซอมพอ มีลูกให้พระองค์ พระองค์้าราชบุตรเอาไว้สืบบัลลังก์” นางกล่าวจบก็ยิ้มเยาะแล้วเดินจากไป
เ้านางซอมพอเพียงยืนมองนางด้วยความโกรธ มองจนนางและขี้ข้าข้างกาย เดินลาลับลงบันไดเรือนไป แล้วจึงรีบแล่นกลับเข้าหอนอนตามเดิม มิมีเวลาให้ต้องโกรธเคืองหรือน้อยเนื้อต่ำใจได้นาน ด้วยการศึกตรงหน้าสำคัญกว่าเื่ของตน
ช้างศึกตัวใหญ่พร้อมแหย่งแลกูบ[13]บนหลังของมัน ตกแต่งงดงามสมฐานะเ้าผู้ครองนคร มันชูงวงโยกย้ายน่าเอ็นดูทั้งที่รูปร่างของมันนั้นใหญ่โตกว่าสัตว์ใด
“พี่นาง นั่งช้างของท่านเถิด”
“ได้เยี่ยงไรกันเ้าหาญ เ้าเป็ถึงราชบุตรเวียงสรวงมิควรเลยหนา จักให้พี่ขึ้นช้างเ้าได้เยี่ยงไร”
เ้านางซอมพอเปลี่ยนจากนุ่งซิ่นยกทอง มาเป็ผ้าฝ้ายย้อมห้อม นางแต่งกายรัดกุม เกล้ามวยผมปักปิ่นทอง คาดผ้าเคียนหัวเคียนอก อีเอื้องนางกำนัลคนสนิทก็มิต่างกัน อีฟั่นนำบ่าวไพร่ตรวจตราข้าวของเรียบร้อยแล้วก็เข้ามากราบทูลลา แล้วเร่งแยกตนกลับไปเรือนพิมาน ด้วยเกรงว่าทางนั้นจักเกิดปัญหาวุ่นวายเช่นเมื่อเช้าตรู่จนยากจักรับมือได้
“เ้านางซอมพอ เป็พี่สาวของข้า หากพี่นางเป็ชาย พี่นางก็จักมีพระยศมากกว่าข้าที่เป็น้องชาย ช้างตัวนี้เหมาะสมคู่ควรแล้ว พี่นางอย่าเกี่ยงเลย ส่วนข้านั้นจะขึ้นช้างตัวโน้น เห็นหรือไม่ว่ามันก็งามสมมิต่างกันเลย”
[13] “แหย่งจ๊าง กูบจ๊าง” แหย่งช้าง แปลว่า สัปคับ หรือที่นั่งบนหลังช้าง กูบช้าง แปลว่า ประทุนบนหลังช้าง มีรูปร่างโค้งคุ่มคล้ายเปลือกของผลไม้ วางยึดอยู่บนสัปคับช้างเป็หลังคากันแดดกันฝนให้กับผู้โดยสารช้าง ช้างเลี้ยง 1 เชือก จะมีอุปกรณ์ประจำตัวเต็มยศประมาณ 10 ชนิด เช่น
1.แหย่ง หรือ สัปคับ เป็ที่นั่งบนหลังช้าง ทำจากไม้เนื้อแข็ง เหนียวและมีน้ำหนักเบา ส่วนมากทำจากไม้สัก ถ้าเป็ของชนเผ่าปกาเกอะญอมักจะทำจากหวาย
2.เบาะอ่อน หรือ หนังอ่อน ทำจากเปลือกไม้ปุยหรือกระโดน โดยตัดต้นปุยที่มีขนาดใหญ่วัดโดยรอบได้ 1 เมตร และตัดมายาว 1.5 เมตร เอามาทุบให้นุ่มแล้วตากแดดไว้ นำมาวางซ้อนกันเพื่อปูบนหลังช้างหนา 6 ชั้น เบาะอ่อนนี้ใช้แล้วก็ขาดเปื่อยออกจากกันได้ ว่ากันว่าปีหนึ่งๆ ช้างต้องใช้เบาะอ่อนถึง 5 ชุด
3.เบาะแข็ง หรือ หนังแข็ง ทำจากเปลือกปอหมันหรือไม้มันหมู ใช้ 2 ชั้นปูทับเบาะอ่อน ปีหนึ่งๆ ช้างใช้ถึง 5 ชุดเช่นเดียวกัน
(การใช้เบาะอ่อนเบาะแข็งปูหลังช้างก็เพื่อใช้เป็เบาะรองรับสัปคับ ป้องกันช้างเจ็บหลัง หรือใช้รองรับ “ไม้ก๊อบ” หรือม้านั่งเตี้ยบนหลังช้าง หากปูเบาะไม่เป็ไปตามที่กำหนด ปูบางเกินไป หลังช้างจะอักเสบเป็แผลและจะรักษาให้หายขาดได้ยาก)
4.ไม้ก๊อบ ปกติใช้ 2 ชิ้น ใช้กดเบาะแข็งและเบาะอ่อนให้แนบติดกับหลังช้าง โดยใช้สายพาดหลังยึดไว้กับตัวช้าง
5. สายปะคน หรือ สายรัดทึบ ทำจากหวายถักเป็เกลียว 5 เส้น 7 เส้น ใช้ในการลากไม้ หรือใช้เวลาบรรทุกของ
6. ประเภทสายยึดโยงยังมี สายปะอก สายพาดหลัง สายหาง สายคอ สายกระดิ่ง ทั้งหมดเพื่อใช้ในการทำงานของช้าง ยึดแหย่งช้างให้อยู่กับที่ ไม่ให้เลื่อนขึ้นลง ใช้เพื่อยึดสายโซ่บ้าง ฯ
7. จะแคะ เป็โซ่เหล็กสามหุนใช้ผูกข้อเท้าหน้าของช้างให้โยงกันไว้ก่อนที่จะปล่อยให้ช้างออกหากินตามลำพัง เป็การป้องกันไม่ให้ช้างเดินทางไกลเกินไป จะตามกลับมายาก
8. โซ่ลาก เป็โซ่ขนาดใหญ่ ชุดหนึ่งมีสองเส้น เอาไว้ลากซุงหรือสิ่งของ
9. โซ่ล่าม ยาวประมาณ 25-30 ฟุต ใช้ล่ามเท้าช้างเพื่อจำกัดบริเวณให้ช้างอยู่ใกล้ปางช้างหรือที่พัก และแน่อนช้างแต่ละเชือกจะต้องมี
10. กระดิ่งหรือกระดึง ทำจากเหล็ก หรือไม้ขุด เวลาปล่อยช้างออกไปหากินตามลำพัง ควาญจะได้ตามช้างกลับมาได้จากเสียงกระดิ่งห้อยคอ
อีบุ๊ค 3 เล่ม (จบ)
เล่ม 1. https://shorturl.asia/e8Lbh
เล่ม 2 https://shorturl.asia/BxnNW
เล่ม 3. https://shorturl.asia/hCcXH