บทที่ 25 นางลวี่
“ท่านพ่อ ท่านวางใจได้! เมื่อไปถึงที่ของท่านปู่ ข้าจะรักษาความลับให้ท่านแน่นอน จะไม่บอกท่านปู่เื่ที่ท่านถือไม้หวายไล่ตีข้า” จูสยงอิงเชิดหน้ากล่าวอย่างอวดดี
คราแรก เด็กน้อยยังคิดว่าจะหนีออกจากมือของท่านพ่อได้อย่างไร ถึงตอนนั้น ก็จะไปอยู่กับอาห้าสักระยะหนึ่ง
จนกว่าท่านพ่อจะหายโกรธแล้วค่อยกลับมา อย่างไรเสียอาห้าก็บอกว่าจะสนับสนุนเขาแน่นอน
ก่อนหน้านี้ เขาไม่กล้าต่อต้านจูเปียว เพราะเขาไม่มีที่พึ่งที่เชื่อถือได้
แม้ว่าท่านปู่จะสามารถสนับสนุนเขาได้ แต่ท่านปู่ก็อายุมากแล้ว ไม่สามารถสนับสนุนเขาได้ตลอดไป หากวันใดวันหนึ่งท่านปู่จากไป ตัวเขาก็จะตกอยู่ในมือของจูเปียวอีกไม่ใช่หรือ
จุดนี้ จูสยงอิงยังพอมีไหวพริบอยู่บ้าง
ดังนั้น! ทุกครั้งที่จูเปียวเฆี่ยนตีเขา เขาก็ไม่เคยบอกฮ่องเต้เฒ่าเลย หากบอกไปแล้วถูกเฆี่ยนจริง ๆ จะทำอย่างไร?
อันที่จริง หลายครั้งแล้วที่จูเปียวใช้หวายเฆี่ยนตีเขา แต่ล้วนเป็เพียงการแสร้งทำเท่านั้น
บัดนี้เขามีที่พึ่งถึงสองคนแล้ว จูสยงอิงจึงไม่หวาดกลัวอีกต่อไป
“เ้าบุตรอกตัญญู!”
เมื่อเห็นท่าทางยโสโอหังของบุตรชายคนโต จูเปียวก็กล่าวอย่างโกรธเกรี้ยว “เ้าคิดว่าวิ่งไปหาท่านพ่อแล้วข้าจะไม่กล้าเฆี่ยนเ้าอีกหรือ! เชื่อหรือไม่ว่าข้าจะเฆี่ยนเ้าเดี๋ยวนี้เลย” จูเปียวกล่าวพลางทำท่าจะเฆี่ยนจูสยงอิง
“องค์รัชทายาท!” ทันใดนั้น เหมาเซียงก็ก้าวออกมา กล่าวด้วยสีหน้าลำบากใจ “ขอท่านอย่าทำให้พวกข้าลำบากใจเลย องค์ฮ่องเต้ได้สั่งให้พวกข้าพาหวงไท่ซุนกลับวังอย่างปลอดภัย หากมีอันใดผิดพลาด พวกข้าคงไม่อาจรายงานต่อองค์ฮ่องเต้ได้!”
“ฮึ! จูสยงอิง เ้าช่างกล้าหาญนัก! กล้าเอาท่านพ่อมาข่มข้า รอดูเถอะ ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเ้าจะอยู่ในวังหลวงไปตลอดชีวิต ต้องมีวันที่เ้ากลับมาตำหนักบูรพาแน่!” จูเปียวกล่าวอย่างโกรธเกรี้ยว
“ฮ่า ๆ ท่านพ่อ ท่านก็คอยดูเถิด!” จูสยงอิงกล่าวทันที
“ลุงเหมาเซียง พวกเราไปกันเถอะ! ข้าไม่ได้พบท่านปู่มาหลายวันแล้ว คิดถึงท่านเหลือเกิน” จูสยงอิงพูดพลางขยิบตาให้จูเปียว
หางตาของเขาคอยสังเกตปฏิกิริยาของนางลวี่
ตอนที่จูซูส่งเขากลับมา ก็ได้เตือนจูสยงอิงแล้วว่า ให้เขาระวังอนุภรรยาคนนี้ของท่านพ่อให้มาก นางไม่ใช่คนดีเลย
ก่อนหน้านี้ จูสยงอิงยังไม่รู้สึกอะไรมากนัก
แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะเป็เช่นนั้นจริง ๆ ‘นางกล้าพาจูอวิ่นเหวินเ้าหนูนั่นมาขวางทางข้า’
จูสยงอิงแค่นเสียงในใจ ‘หึ! พวกเ้ารอข้าไว้เถอะ รอให้ข้าโตขึ้น ข้าจะมาจัดการพวกเ้าเอง’
“เ้าบุตรทรยศ! เ้าบุตรทรยศ!”
“สักวันหนึ่ง ข้าคงต้องโดนเ้าบุตรอกตัญญูนี่ทำให้โมโหตายแน่ อายุยังน้อยกลับกล้าหนีเรียน ท่านพ่อคงจะเลอะเลือนไปแล้วกระมัง! ถึงแม้ท่านจะรักและตามใจสยงอิง แต่ก็ต้องมีขอบเขตสิ ไม่ใช่จะตามใจทุกเื่”
“บัดนี้กล้าหนีเรียนเสียแล้ว ไม่เห็นข้าผู้เป็พระบิดาอยู่ในสายตาเลยใช่หรือไม่”
“รอให้เขาโตขึ้นอีกหน่อย คงจะอยู่ในกฎเกณฑ์อะไรอีกแล้วสินะ!”
“ไม่ได้ ต้องให้ท่านแม่ไปคุยกับท่านพ่อเสียหน่อย” จูเปียวกล่าวอย่างโกรธเกรี้ยว คงมีเพียงจูเปียวเท่านั้นที่กล้ากล่าวว่าจูหยวนจางโง่
หากเป็คนอื่น คงจะได้รับรางวัลเป็การทำลายล้างทั้งเก้าชั่วโคตรในทันที
“องค์รัชทายาท โปรดสงบสติอารมณ์ก่อน สยงอิงเขายังเด็ก ซุกซนไปบ้างก็เป็เื่ปกติ เด็กบ้านอื่นก็เป็เช่นนี้ รอให้เขาโตขึ้นอีกหน่อย บางทีอาจจะดีขึ้นก็ได้” นางลวี่รีบเดินเข้ามาปลอบโยน พูดไปพลางลูบหลังจูเปียวเบา ๆ
“พอเถอะ! พอเถอะ!”
นางลวี่เห็นจูเปียวยังคงโกรธอยู่ จึงกล่าวต่อว่า “องค์รัชทายาท อย่าโกรธเลย อาจเป็เพราะ่นี้ข้าจัดตารางเรียนให้สยงอิงมากเกินไป เขาถึงได้เป็เช่นนี้ แต่การออกไปทำกิจกรรมบ้าง ปล่อยตัวบ้าง ก็เป็สิ่งที่ดีสำหรับเขา ท่านอย่าได้โทษสยงอิงเลย เขายังเป็เพียงเด็กน้อยเท่านั้น”
“ฮึ!” เมื่อได้ยินคำพูดของนางลวี่ จูเปียวก็เปล่งเสียงฮึดฮัดเบา ๆ ว่า “พระชายา เ้าอย่าได้ช่วยวิงวอนให้เ้าบุตรอกตัญญูผู้นี้เลย หากมันเกิดในตระกูลสามัญชน การที่มันซุกซนไปบ้างก็คงไม่เป็ไร ข้าก็คงปล่อยให้มันทำตามใจชอบ แต่ใครใช้ให้มันเกิดมาในราชวงศ์ เกิดมาพร้อมกับภาระหน้าที่ หากปล่อยให้มันเป็เช่นนี้ต่อไป เมื่อถึงเวลาที่ต้องมอบต้าิให้มันดูแล จะต้องเกิดปัญหาใหญ่แน่”
ขณะที่พูดเช่นนั้น จูเปียวก็ไม่ได้มองจูอวิ่นเหวินแม้แต่แวบเดียว
เช่นเดียวกับฮ่องเต้จู ความคิดของเขาแน่วแน่ว่าต้าิในอนาคตจะต้องส่งต่อให้จูเปียวอย่างแน่นอน
จูเปียวก็คิดเช่นกัน หากเขาขึ้นครองราชย์แล้ว ราชวงศ์ต้าิก็จะต้องส่งต่อให้จูสยงอิงอย่างแน่นอน
“พอเถอะ!” จูเปียวโบกมือ แล้วกล่าวว่า “พระชายา เ้าพาอวิ่นเหวินกลับไปพักผ่อนเถิด ข้ายังมีธุระต้องจัดการ คืนนี้ข้าจะไม่ไปหาเ้า”
นางลวี่มองเงาร่างของจูเปียว ในหูยังคงก้องกังวานคำพูดที่เขาเพิ่งกล่าวไป สีหน้าของนางพลันเปลี่ยนเป็หม่นหมองขึ้นมา
‘ทำไมกัน! เหตุใดเขาจูสยงอิงถึงได้เกิดมาเป็หวงไท่ซุน เป็ผู้สืบทอดราชวงศ์ิในอนาคต ทำไมสายตาของทุกคนจึงมีแต่เด็กนั่น ไม่มีบุตรของข้า จูอวิ่นเหวิน อยู่ในสายตาบ้างเลย’
‘ฮ่องเต้จูหยวนจางก็เป็เช่นนั้น ฮองเฮาหม่าก็เป็เช่นกัน ราวกับว่าพวกเขามีหลานเพียงคนเดียวคือจูสยงอิง’
‘ยังมีชินอ๋องจูส่าง จิ้นอ๋องจูกัง เยี่ยนอ๋องจูตี้ และอู่อ๋องจูซู่ พวกเขาล้วนเป็เช่นนั้น ต่างก็ทะนุถนอมจูสยงอิงราวกับสมบัติล้ำค่า แต่กลับมองข้ามจูอวิ่นเหวินไปเสีย’
สิ่งนี้ทำให้นางลวี่รู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่ง
‘หรือว่าบุตรของข้าจูอวิ่นเหวินไม่ใช่พระอนุชาแล้วหรือ!’
ความอิจฉาทำให้คนเสียสติ นางลวี่รู้ดีว่า ตราบใดที่จูสยงอิง ยังมีชีวิตอยู่ บุตรของนาง จูอวิ่นเหวินจะไม่มีวันได้รับโอกาสเลย ไม่ว่าจะเป็ด้านขนบธรรมเนียมหรือด้านอื่น ๆ จูอวิ่นเหวินก็ไม่มีโอกาสแม้แต่น้อย
‘จูสยงอิง เ้าต้องตาย’
ขณะนั้น นางลวี่ก็ยืนยันความตั้งใจที่จะสังหารจูสยงอิงอีกครั้ง มีเพียงเขาตายเท่านั้น บุตรของนาง จูอวิ่นเหวิน จึงจะมีโอกาส นางไม่เพียงแต่จะได้เป็พระชายาองค์รัชทายาท แต่ยังจะได้เป็ไทเฮาแห่งราชวงศ์ิอีกด้วย
‘ข้าแทบจะทนรอไม่ไหวที่จะได้ลิ้มรสความรู้สึกที่ได้อยู่เหนือผู้คนนับหมื่น รอให้ถึงเวลานั้น! จูส่าง จูกัง จูตี้ จูซู่ พวกเ้าอย่าหวังจะหนีรอดไปได้แม้แต่คนเดียว ข้าจะจัดการพวกเ้าให้หมดสิ้น รวมถึงพวกขุนนางหวายซี*[1]ด้วย จะจัดการให้สิ้นซาก’
‘คนเ่าั้ที่เคยดูถูกข้าและเวิ่นเอ๋อร์ ขอให้พวกมันตกนรกไปเสียให้หมด!’
นางลวี่ถอนหายใจเบา ๆ พยายามรักษาความสงบไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออยู่ภายนอก ต้องไม่ให้ผู้ใดสังเกตเห็นร่องรอยผิดปกติเป็อันขาด
‘หากฮ่องเต้จูจัดวางกำลังทหารลับไว้ในตำหนักบูรพาด้วยล่ะ?’
สิ่งที่นางกำลังจะทำนี้ ไม่ใช่แค่โทษปะาชีวิตเท่านั้น แต่เป็การล้างโคตรทั้งเก้าชั้น
‘ห้ามประมาทเด็ดขาด!’
“ดูเหมือนว่า ข้าต้องรีบดำเนินแผนการโดยเร็ว ขณะที่จูสยงอิงยังเยาว์วัยและร่างกายอ่อนแอ หากเกิดป่วยหนักสักครั้ง ก็อาจไม่รอดชีวิต”
“หากรอให้เขาอายุมากขึ้น ร่างกายแข็งแรงขึ้น ก็จะไม่ง่ายดายเช่นนี้อีกแล้ว”
“บางสิ่งบางอย่าง ทำได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น”
“หากครั้งแรกไม่สำเร็จ ก็จะไม่มีโอกาสอีกแล้ว”
“โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนนี้ ฮ่องเต้จูหยวนจางยังไม่มีความสงสัย ทุกอย่างยังอยู่ในการควบคุมของข้า แผนการจะต้องสำเร็จลุล่วงอย่างราบรื่น” นางลวี่เริ่มคิดคำนวณในใจ ต่อไปควรวางแผนอย่างไร ให้ทุกอย่างเกิดขึ้นโดยไม่มีใครรู้เห็น
“อวิ่นเหวิน!”
“เ้าไม่ได้พบท่านตามานานแล้วใช่หรือไม่? พรุ่งนี้ท่านแม่จะพาเ้ากลับไปหาท่านตา และเล่นกับเหล่าลุงของเ้า ดีหรือไม่?” นางลวี่ถาม
“ดีเลยขอรับ!” จูอวิ่นเหวินกล่าวอย่างตื่นเต้น “ท่านแม่ ข้าคิดถึงท่านตาและท่านลุงมาก ข้าจะไปหาพวกเขาพรุ่งนี้!”
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว!
ชั่วพริบตา ก็ผ่านไปสามวันแล้ว
“อะไรนะ ตาเฒ่าจูจะให้ข้าไปร่วมประชุมท้องพระโรงตอนเช้า! จะไม่มีปัญหาหรือ” จูซู่กล่าวอย่างจนปัญญา ตามหลักการแล้ว พวกเขาที่เป็องค์ชายไม่จำเป็ต้องไปร่วมเข้าเฝ้าตอนเช้า
‘เ้าเป็องค์ชายมาเข้าร่วมกิจการบ้านเมือง เ้าคิดจะทำอะไรกัน?’
ดังนั้น!
นอกจากจูเปียวซึ่งเป็องค์รัชทายาทแล้ว องค์ชายพระองค์อื่น ๆ โดยพื้นฐานแล้วไม่จำเป็ต้องไปเข้าเฝ้าตอนเช้า
จูซู่อดไม่ได้ที่จะบ่นว่า ‘ตาเฒ่าจูคนนี้เป็คนบ้างาน ตัวเ้าบ้างานก็แล้วไปเถอะ! แต่ยังจะลากคนอื่นไปด้วยอีก’
‘หนึ่งปีสามร้อยหกสิบห้าวัน แทบจะไม่มีวันหยุดเลย แม้แต่ทุนนิยมสมัยนี้ก็ยังไม่โหดเท่าฮ่องเต้จู’
‘อีกทั้ง! เพื่อไปเข้าร่วมเข้าเฝ้าตอนเช้า เหล่าขุนนางน้อยใหญ่เหล่านี้ แทบจะต้องตื่นั้แ่ฟ้ายังไม่สาง ระบบการทำงานแบบนี้ ใครจะทนไหวเล่า! บ้าคลั่งยิ่งกว่าทำงานแบบเก้าเก้าหก*[2]เสียอีก’
‘แต่ไม่คิดเลยว่า แต่เช้าตรู่เช่นนี้ ตาเฒ่าจูจะให้คนมาเรียกข้าไปเข้าร่วมเข้าเฝ้าตอนเช้า’
[1] กลุ่มขุนนางหวายซี หรือหวายซีจื่อตี้ (淮西子弟) หมายถึงกลุ่มขุนนางและทหารที่มาจากภูมิภาคหวายซี มณฆลอันฮุย (安徽) กลุ่มนี้ได้สนับสนุนจักรพรรดิหงอู่ (จูหยวนจาง) ใน่ที่เขาต่อสู้เพื่อขึ้นครองราชย์ หลังจากจักรพรรดิหงอู่ขึ้นครองราชย์แล้ว กลุ่มหวายซีจื่อตี้ก็ได้รับตำแหน่งสำคัญในราชสำนักและกองทัพ
[2] เก้าเก้าหก (九九六) เป็คำศัพท์ภาษาจีน ที่ใช้เรียกรูปแบบการทำงานั้แ่ 9 โมงเช้าถึง 3 ทุ่ม เป็เวลา 6 วันต่อสัปดาห์ หรือทำงานวันละ 12 ชั่วโมง เมื่อคิดชั่วโมงการทำงานทั้งสัปดาห์แล้ว ต้องทำงานทั้งสิ้น 72 ชั่วโมงต่อสัปดาห์