ตอนที่ 7 ฟันเฟืองที่เริ่มหมุน
เมื่อติ๊กได้เข้าไปอยู่ในเรือนจำวันแรกติ๊กก็พบกับเรือนจำที่ไม่ได้เหมือนกับในจินตนาการของตัวเองเลยภายในเรือนจำที่ติ๊กได้อยู่นั้นถูกแบ่งเป็ห้องๆ แต่ละห้องดูสะอาดจนน่าใเป็เรือนจำที่ดูทันสมัย ไม่ได้ดูเหมือนห้องที่เอาไว้ขังคนกระทำผิดเลย
เรือนจำในโลกของติ๊กนั้นเป็เรือนจำที่คล้ายคลึงกับเรือนจำในสมัยก่อน เพียงแต่ว่าภายในเรือนจำจะถูกแบ่งเป็เขตแต่ละเขตความสะดวกสบายจะไม่เท่ากัน นักโทษจะถูกขังอยู่ในห้องตลอดเวลาเมื่อถึงเวลาทางเ้าหน้าที่รัฐจะเข้ามาเกณฑ์คนไปใช้แรงงานทำงานต่างๆ กับรัฐบาลโดยแลกกับอาหาร 3 มื้อเท่านั้นซึ่งจะมีการจัดเวรสำหรับคนที่จะได้ออกไปทำงานอยู่เรื่อยๆ ซึ่งถ้านักโทษปฎิเสธ 1ครั้งก็จะต้องอดข้าว 3 มื้อนี่คือความลำบากเพียงอย่างเดียวในเรือนจำสมัยใหม่นอกจากเื่ที่ว่าไม่มีอิสละในการใช้ชีวิต
ติ๊กรับทราบข้อปฏิบัติต่างๆ เขาท่องจำจนขึ้นใจ เพราะเขากลัวว่าถึงเวลาไปทำอะไรผิดเข้าอาจโดนเพิ่มข้อหาอีกเพราะตัวเขามีคดีชอบใช้ความรุนแรงติดตัวอยู่แล้ว ติ๊ก ถูกนำตัวไปที่ห้องขังหมายเลข798 แล้วก็อีกเช่นเคยเป็เลขที่ติ๊กเห็นแล้วรู้สึกอุ่นใจที่สุดในใจเขาก็ได้แต่คิดว่าตัวเองยังคงโชคดีเสมอ ทั้งๆที่ยังไม่รู้เลยว่าคราวนี้จะพบกับโชคแบบไหนได้อีกทั้งๆที่ต้องอยู่ในคุกทั้งวันแบบนี้ไปอีก 2 ปีภายในห้องขังสามารถพักได้ 3 คน ตอนนี้ในห้องนั้นมีนักโทษอยู่2 คน กำลังมองมาที่ประตู คนแรกดูมีอายุรูปร่างผอมใส่แว่นดูมีความรู้ส่วนคนที่สองรูปร่างไม่สูงมากแต่ร่างกายกำยำ มีผิวคล้ำ ใบหน้าดูซื่อๆติ๊กเดินเข้าไปทักทายทั่งคู่ซึ่งคนแรกนั้นติ๊กเรียกว่า ลุงเพราะทุกคนมักเรียกเช่นนั้น ส่วนอีกคนนั้นชื่อว่า อิปคุง มีอายุมากกว่าติ๊ก แต่ตัวของอิปคุงบอกให้ติ๊กเรียกชื่อเท่านั้นไม่ต้องเรียกพี่ติ๊กเลยเรียกตามนั้น
หลังจากที่ทักทายกับเพื่อนร่วมห้องพร้อมกับจัดของเสร็จเรียบร้อยติ๊กก็ได้ทบทวนแผนการที่ตัวเองวางเอาไว้เพื่อแก้แค้นตระกูล‘อัครพิมุข’ ทันที ใช่แล้วติ๊กได้เริ่มดำเนินตามแผนการไปั้แ่ก่อนที่จะเข้ามาที่คุกบ้างแล้วในความเป็จริงติ๊กเริ่มแผนการบางอย่างไปั้แ่ 4 ปีก่อนแล้วเพียงแต่เขาต้องทำแบบหลบซ่อนเพื่อให้พ้นจากสายตาของตระกูลอัครพิมุข ติ๊กหยิบสมุดสีดำขึ้นมาดูพร้อมกับทำท่าครุ่นคิดถึงแผนการต่อไป
ในตอนนี้นั้นติ๊กตัดสินใจที่จะฝึกวิชาต่อสู้แล้วกลับเข้าสู่เกมLC เพื่อสร้างชื่อเสียงเพราะการมีชื่อเสียงจะมาพร้อมกับอำนาจที่จะทำให้เขาต่อกรกับตระกูลอัครพิมุขได้ เขารู้จากคุณลุงว่าในคุกมีการให้เช่าเตียงแคปซูลรุ่นพิเศษสำหรับนักโทษเป็เตียงที่สามารถให้นักโทษท่องเที่ยวในโลกเสมือนเพื่อปรับปรุงสภาพจิตใจ กับเข้าไปอ่านหนังสือหรือดูภาพยนตร์เพื่อผ่อนคลายความเครียดได้เท่านั้นไม่สามารถเข้าไปเล่นเกมหรือพูดคุยกับบุคคลอื่นได้ซึ่งนักโทษทุกคนจะมีโอกาสใช้เครื่องได้คนละ 2 ชม.ต่อเดือนเท่านั้น
แต่ติ๊กกลับมองว่านี่คือสิ่งที่เขา้ามากที่สุด เขาไม่ได้้าใช้งานเพื่อความผ่อนคลายแต่อย่างใดแต่เขา้าใช้งานเพื่อเติมเต็มสิ่งที่ตัวเองยังขาดไป
ติ๊กตัดสินใจนำเงินที่ยังพอมีอยู่ไม่มากหลังจากที่ใช้ไปกับแผนการแก้แค้นเบื้องต้นก่อนที่เขาจะเข้ามาในเรือนจำเงินที่เหลืออยู่ทั้งหมดนั้นมีอยู่ประมาณ 300,000 กว่าบาทเท่านั้น ซึ่งเขาจะใช้ทั้งหมดในการเช่าเตียงแคปซูลรายชั่วโมงโดยที่เขาจะสามารถเช่าได้ทั้งหมด 300 ชม.รวมกับเวลาที่เร็วกว่าโลกจริงอีก 6 เท่า ทำให้เขานั้นสามารถเข้าไปอ่านหนังสือวรรณกรรมต่างๆที่อิงจากความจริง ประวัติและบทวิเคราะห์ของบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์รวมถึงข้อมูลพื้นฐานในการฝึกฝนร่างกาย และความรู้ที่จำเป็อื่นๆ อีก ได้ทั้งหมด 1,800ชม. ในโลกเสมือน เพื่อนำทั้งหมดไปใช้ในแผนการของเขาในอนาคตหลังจากที่เขาได้ออกไปแล้ว
......
หลังจากที่ติ๊กติดคุกไปแล้ว 1 เดือน
“นี่มิว รู้ยังว่าติ๊ก ติดคุก 2 ปีข้อหาพยายามฆ่าและอื่นๆ อีก 3 ข้อหา”
“ติ๊กเนี่ยอะนะดูเป็คนดีจะตายไปไม่น่าเชื่อเลยว่าจะไปพยายามฆ่าใครได้”
เสียงของบทสนทนาในออฟฟิศเป็เสียงของ มิว กับ จูได้ดังขึ้นจนเข้าหูของคนคนหนึ่งเข้า เขารู้สึกแปลกใจนิดหน่อย ด้วยความที่ตัวเขาเองสงสัยบางอย่างจึงลุกเดินตรงมาหามิวกับจูที่กำลังคุยกันอยู่พร้อมกับเอ่ยปากถามสิ่งที่กำลังสงสัย
“พี่จูเป็ความจริงหรอครับที่ว่าพี่ติ๊กติดคุก 2 ปีเมื่อ่ต้นเดือนผมถามพี่โอม แต่พี่โอมกลับบอกกับผมว่าพี่ติ๊กลาออกกลับต่างจังหวัดกะทันหันเนื่องจากญาติที่ต่างจังหวัดป่วยหนัก”
จู ได้ยินดังนั้นก็หันมาตอบกลับ พร้อมทำหน้าสงสัย
“ใช่ติ๊กติดคุก 2 ปีจริงๆโดนตั้ง 4 ข้อหา โดยเฉพาะข้อหาพยายามฆ่าอีกต่างหากว่าแต่ทำไมโอมถึงต้องโกหกนายแบบนั้นด้วยล่ะจึงๆ แล้วโอมก็รู้เื่นะว่าติ๊กติดคุก2 ปี”
“มีอะไรรึเปล่าต๋องทำไมถึงดูสนใจเื่ของติ๊กจัง” มิว ที่ฟังบทสนทนารู้สึกไม่ชอบมาพากลจึงเอ่ยปากถามออกมา
ต๋องได้ยินดังนั้นก็นึกถึงเหตุการณ์ที่ห้างสรรพสินค้าทันที เขาปะติดปะต่อเื่ราวจนเข้าใจทั้งหมดเหลือก็แต่ไปยืนยันความคิดของเขาเท่านั้นเมื่อคิดได้จึงรีบวิ่งออกไปโดยไม่ได้กล่าวตอบมิว
“หืม!! ต๋อง ต้องรู้อะไรบางอย่างแน่ๆเราตามไปดูกันมั้ย มิว” จูที่เห็น ต๋องเร่งรีบออกไปโดยไม่ตอบคำถามของมิวเลยก็เริ่มรู้สึกอยากรู้อยากเห็น
“ไม่ต้องหรอกพวกเราไม่ได้รู้จักกับติ๊กเป็การส่วนตัวแถมตอนนี้เราก็ต้องเข้าประชุมด้วยเอาไว้ต๋องกลับมาเราค่อยถามละกัน”
ส่วนมิวที่กำลังคิดอะไรบางอย่างจนคิ้วขมวดนั้นพอได้ยินคำถามของจูกลับตอบกลับด้วยความใจเย็น พร้อมกับสีหน้าที่กลับสู่ปกติแต่ถ้ามองดูให้ดีๆ จะเห็นว่าแววตาของมิวนั้น เหมือนกำลังคิดถึงอะไรบางอย่าง
“เห.... ก็จริงนะที่ไม่ได้รู้จักหรือสนิทแต่ทำหยั่งกับเธอไม่รู้เลยว่าชายหนุ่มเขาเฝ้าแอบมองเธอทุกวันน่ะ ฮ่าๆๆๆ”
หลังจากหยอกล้อกันนิดหน่อยทั้งคู่ก็ลุกเพื่อไปเข้าประชุม
ต๋องนั่งรถประจำทางมาจนถึงเรือนจำที่ขังติ๊กเอาไว้เมื่อมาถึงเขาก็รีบวิ่งเข้าไปเพื่อยื่นเื่ขอเข้าเยี่ยมติ๊กทันที ผ่านไป 10 นาทีต๋องกับติ๊กก็มานั่งประจันหน้ากันอยู่ในห้องห้องหนึ่งต๋องเห็นสีหน้าของติ๊กก็รู้ได้ทันทีว่าสิ่งที่ตัวเองคิดนั้นเป็ความจริงแล้วอย่างแน่นอนต๋องจึงเป็ฝ่ายพูดขึ้นมาก่อน
“พี่ติ๊ก ผม ขอโทษ.......”
“นายไม่ต้องขอโทษหรอก พี่รู้ว่าเื่ราวมันเป็ยังไงแล้วก็ยังรู้อีกว่าตอนนี้นายเองก็แค้น โอม พอๆ กับพี่”
“พะพี่อย่าบอกะว่าพี่ก็รู้เื่ที่เกิดขึ้นกับผม!!” ต๋องใกับคำบอกกล่าวของติ๊ก
“ใช่พี่รู้ว่านายสมองกระทบกระเทือนรุนแรงจากการที่หัวกระแทกทำให้เส้นประสาทที่สมองผิดปกติในตอนนี้นายไม่สามารถใช้งานเตียงแคปซูลได้อีกแล้วตลอดชีวิต”
หลังจากที่ติ๊กเริ่มอธิบายว่า่เวลาก่อนจะเข้าคุกได้สืบเื่ที่เกิดขึ้นจนเข้าใจทั้งหมดพร้อมกับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับต๋อง ติ๊กได้เล่าเื่ราวทั้งหมดให้ต๋องฟังอีกครั้งต๋องได้ยินดังนั้นก็น้ำตาไหลด้วยความเสียใจที่ตนถูกโอมยืมมือใช้งานจนทำให้ติ๊กต้องติดคุกถึง2 ปีข้อหาพยายามฆ่าที่ติ๊กโดนกล่าวหานั้นก็มาจากตนเป็คนฟ้อง ทั้งๆที่ตนเองนั้นไม่ได้รู้เื่อะไรเลย ทุกสิ่งเป็โอมกับทนายธัชชัยเป็คนสร้างเื่ทั้งหมด
ต๋องร้องไห้อยู่สักพักก็สาบานในใจทันที เขาเอ่ยปากว่าจะช่วยติ๊กออกจากคุกให้ได้เขาพูดขึ้นด้วยความจริงใจเป็ที่สุดที่้าไถ่โทษซึ่งติ๊กก็รับรู้ได้ถึงความจริงใจนั้น แต่ติ๊กนั้นเข้าใจดีว่าไม่มีทางเป็ไปได้เลยเพราะกฎหมายในสมัยนี้นั้นตัดสินแล้วจะเข้มงวดมากไม่มีการผ่อนปรนเหมือนสมัย200-300 ปีก่อนที่นักโทษประพฤติตัวดีนิดหน่อยบวกกับการใช้เส้นสายช่วยก็สามารถผ่อนปรนลดโทษจนออกมาก่อคดีซ้ำแล้วซ้ำเล่าได้
แต่เมื่อรับรู้ได้ถึงความจริงใจนั้น ติ๊กเลยถือโอกาสที่จะเดินหน้าแผนการแก้แค้นบางอย่างต่อติ๊กจึงเอ่ยประโยคที่กำลังจะพลิกชีวิตของต๋องไปตลอดกาลออกไป
“นาย้าแก้แค้นรึเปล่าหลังจากที่ถูก่ชิงชีวิตที่สดใสไป”
ต๋องได้ยินดังนั้นก็ทบทวนถึงความหมายที่แฝงอยู่ในคำพูดของติ๊ก ต๋องทบทวนจนแน่ใจว่าตัวเองมีความ้าแก้แค้นเช่นเดียวกัน
“ใช่ ผม้าแก้แค้นผมจะต้องทำให้สำเร็จอย่างแน่นอน!!” ต๋องตอบด้วยแววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจไม่หลงเหลือรูปลักษณ์ของเด็กอ่อนแออีกแล้ว
“งั้นนายจงฟังสิ่งที่พี่จะบอกต่อไปนี้ให้ดีๆแล้วตอบพี่มาว่าจะทำหรือไม่”
ติ๊กได้เล่าถึงแผนการแก้แค้นที่วางไว้ทั้งหมดพร้อมกับชี้ถึงประเด็นสำคัญๆ หลายๆ อย่างในแผนการพร้อมกับบอกให้ต๋องลาออกจากบริษัทเพื่อทำตามแผนการทันทีที่กลับออกไปซึ่งพอต๋องฟังแผนการทั้งหมดเรียบร้อยแล้วนั้นเขาสอบถามสิ่งที่สงสัยในแผนการหลายๆอย่างจนเข้าใจ หลังจากนั้นเขาก็ตอบตกลงทันที พร้อมกับบอกว่า
“พี่ไม่ต้องกังวลใดๆ ทั้งสิ้นครับผมจะทำทุกอย่างให้สำเร็จอย่างแน่นอน”
และแล้วฟันเฟืองที่สำคัญสองชิ้นก็มากันพร้อมกับหมุนไปพร้อมกันอนาคตของทั้งคู่จะเป็เช่นไรต่อไป แผนการของติ๊กและต๋องได้จะสำเร็จหรือไม่แล้วมิวกับจูจะรู้ความจริงเมื่อไหร่เื่ราวของพวกเขากำลังเดินไปข้างหน้าโดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่าการพูดคุยของคนธรรมดาสองคนในวันนี้กำลังจะส่งผลต่อประเทศไทยในอนาคต.......