“จักรพรรดินีแห่งโชคชะตากลับชาติมาเกิดหรือนี่มันต้นแบบตัวเอกที่สมบูรณ์ชัดๆ หรือไม่ก็ต้นแบบนางเอกหลักเลยนี่!”
ซูฉางเซิงหรี่ตาลง
จักรพรรดินีแห่งโชคชะตา นี่มันเฉียบมาก
ในโลกแห่งจินตนาการแห่งนี้ผู้ฝึกตนไม่กล้าอ้างตนว่าเป็จักรพรรดิโดยพลการผู้ที่กล้าเรียกตนเองว่าจักรพรรดินั้น จะต้องเป็มหาจักรพรรดิ หรืออย่างน้อยก็ใกล้เคียงกับขอบเขตของมหาจักรพรรดิแล้วเท่านั้น
จักรพรรดินีแห่งโชคชะตาผู้นี้ก่อนที่นางจะกลับชาติมาเกิดใหม่มีความเป็ไปได้สูงว่าพลังจะอยู่ในระดับมหาจักรพรรดิมาก่อน
สิ่งนี้ช่างมีค่ายิ่งนัก
การมีอยู่เช่นนั้น ปกครองอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์นับไม่ถ้วนก็เพียงพอที่จะสร้างตระกูลจักรพรรดิ หรือแม้แต่ราชสำนักจักรพรรดิที่จะคงอยู่ไปชั่วนิรันดร์
เช่นเดียวกับราชสำนักจักรพรรดิฉางเซิงและราชสำนักจักรพรรดิชื่อเซวี่ย ที่ปกครองดินแดนฉางเซิงในปัจจุบัน
จะเห็นได้ว่าความน่าสะพรึงกลัวของพลังระดับมหาจักรพรรดินั้นคืออะไร
หากไม่มีระบบซูฉางเซิงจะไม่คิดไปยั่วยุอสุรกายเช่นจักรพรรดินีที่กลับชาติมาเกิด
บุตรแห่งโชคชะตาเช่นนี้เมื่อตื่นขึ้นแล้ว ด้วยบุญวาสนาที่เข้าข้างความเร็วในการพัฒนาการฝึกตนของพวกเขานั้นช่างน่าเกรงขามอย่างแท้จริงและพวกเขาจะแซงหน้าได้ในเวลาไม่นาน
ซูฉางเซิงไม่้าถูกมองว่าเป็ชายชราที่โชคช่วย!
เพียงแต่ว่าบัดนี้...
“จักรพรรดินีเ้าจงเชื่อฟังและให้กำเนิดทายาทแก่ข้าเถิด!”
ซูฉางเซิงยิ้มมุมปาก
หากเป็จักรพรรดินีแห่งโชคชะตาที่เริ่มผงาดขึ้นแล้วโดยธรรมชาติแล้วเขาจะไม่คิดไปยั่วยุอีกฝ่าย เพราะเขาไม่อาจแส่หาเื่ได้จริงๆ
ทว่าจักรพรรดินีแห่งโชคชะตาที่เพิ่งกลับชาติมาเกิดใหม่ยังคงเป็ลูกเจี๊ยบตัวน้อยๆ อยู่ จุ๊ๆเช่นนั้นก็อย่าโทษเขาว่ารังแกผู้ที่อ่อนแอกว่าเลย
“ว่าแต่ซูจื่อยวนคนนี้เป็ผู้ใดกัน คาดไม่ถึงว่าพร์ของนางช่างน่ากลัวเหลือเกินถึงขั้นเทียบได้กับจักรพรรดินีที่กลับชาติมาเกิดหรือว่าตระกูลซูของเรามีเทวลิขิตอันยิ่งใหญ่”
ทว่าในไม่ช้า ซูฉางเซิงก็ต้องขมวดคิ้วอีกครั้ง
ควรทราบว่า ‘กู้ชิงเกอ’คือจักรพรรดินีที่กลับชาติมาเกิด หรือการกลับมาของจักรพรรดินีนางจะมีความน่ากลัวมากเพียงใดในอนาคตกัน
อย่างน้อยก็ต้องเหนือกว่าชีวิตก่อนหน้าของนาง!
และซูจื่อยวนจากตระกูลซูผู้นี้อาจหาญทัดเทียมกับจักรพรรดินีซึ่งหมายความว่าความสำเร็จในอนาคตของนางจะไม่ด้อยไปกว่ากู้ชิงเกอ
นั่นช่างน่ากลัวเหลือเกิน
ั้แ่ตระกูลซูผงาดขึ้นมาเป็เวลาหลายพันปีเขาได้รู้จักอัจฉริยะและผู้มีพร์ส่วนใหญ่ในตระกูลทว่าแม้แต่อัจฉริยะที่เก่งกาจที่สุด ก็ยังห่างชั้นจากร่างสังขารเทพศักดิ์สิทธิ์และไม่เข้าตาซูฉางเซิง
ทว่าซูจื่อยวนผู้นี้กลับเป็อัจฉริยะที่น่ากลัว
ร่างปฐมกาลแห่งเต๋า์หุนหยวนและเนตรเต๋านิรันดร์
แม้ว่าซูฉางเซิงจะไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับร่างสังขารทั้งสองนี้มาก่อนทว่าเขาก็รู้ว่านี่ต้องเป็ร่างสังขารที่น่ากลัวอย่างยิ่ง
อย่างน้อยก็ในระดับสังขารเทพศักดิ์สิทธิ์
อัจฉริยะที่ไม่มีผู้ใดเทียบได้ซึ่งรวมร่างสังขารระดับสังขารเทพศักดิ์สิทธิ์สองประการไว้ในร่างเดียวหรือ
“บางทีนี่อาจไม่ใช่เทวลิขิตอันยิ่งใหญ่ทว่าเป็หายนะ!”
ในใจของซูฉางเซิงรู้สึกมีบางสิ่งไม่ปกติ
ในฐานะผู้ข้ามมิติมา ซูฉางเซิงอ่านนวนิยายแฟนตาซีมากมายเขารู้ว่าแม้ว่าบุตรแห่งโชคชะตาเหล่านี้จะมีเทวลิขิตอันยิ่งใหญ่เข้าข้างทว่าพวกเขามักจะต้อง ‘เสียสละ’ บางสิ่งบางอย่างเพื่อปลุกพลังของพวกเขา
เช่นญาติสนิทหรือแม้แต่ตระกูลของพวกเขา
เช่นเดียวกับสถานการณ์นี้การโจมตีของตระกูลกู้ หากไม่มีการปลุกพลังของระบบ ซูฉางเซิงเพียงลำพังก่อนที่จะฝ่าทะลุขั้นสูงก็ไม่อาจต้านทานการรุกรานของตระกูลกู้ได้เป็แน่
ในเวลานั้น ตระกูลซูจะถูกทำลายล้าง
หากไม่มีอะไรผิดพลาด ซูจื่อยวนนางจะรอดพ้นจากการทำลายล้างของตระกูล ภายใต้ความสิ้นหวังอันใหญ่หลวง นางจะปลุกพลังโชคชะตาร่างสังขารของนางจะตื่นขึ้นทีละอย่าง และนางจะทะยานขึ้นสู่์
แน่นอนว่าราคาที่ต้องจ่ายคือการเสียสละทั้งตระกูลซู!
เมื่อคิดถึงสิ่งนี้มุมปากของซูฉางเซิงก็กระตุกเล็กน้อยเขาไม่้าเป็บันไดให้กับบุตรแห่งโชคชะตาไต่ขึ้นไป
และการทำตามคำแนะนำของระบบรับนางมาเป็ฮูหยินหรือสนมก็ดูเหมือนจะเป็เื่ที่แปลกประหลาดอยู่บ้าง
เพราะอย่างไรเสียนางก็มีนามสกุลซูเช่นเดียวกัน
“ช่างเถอะเอาไว้ค่อยว่าเื่ของนางทีหลัง จัดการเื่ของกู้ชิงเกอก่อนดีกว่า!”
ในขณะเดียวกัน กองทัพและผู้าุโของตระกูลซูภายใต้การนำของผู้าุโหลายท่านก็ใช้พลังของวงเวทเคลื่อนย้ายเพื่อไปยังจื่อเสวี่ยนเทียนซึ่งอยู่ห่างออกไปหลายหมื่นลี้เช่นกัน
เมื่อเห็นเช่นนี้ซูฉางเซิงก็ไม่ลังเลอีกต่อไป ก้าวออกไป และเดินตามพวกเขาไป
ก่อนที่จะออกเดินทางเขากล่าวเสียงแ่ซึ่งดังก้องอยู่ในโสตประสาทของผู้าุโหลายคนในเมืองเทียนหยวน
พลังอันศักดิ์สิทธิ์สะท้านอยู่ภายในใจของผู้าุโหลายคนราวกับฟ้าร้องกึกก้องฉีกผ่าน์ชั้นเก้า ทำให้จิตใจของพวกเขาว่างเปล่าแก้วหูของพวกเขาสั่นสะท้านจนแทบกระอักเื
ตระกูลซูมีเซียนนักบุญแล้วรึ!
ในขณะนี้เองผู้าุโจากสำนักกองกำลังต่างๆ เต็มไปด้วยความใ หลังของพวกเขาก็เย็นเยียบ
......
อีกฝากหนึ่ง หลายหมื่นลี้ห่างออกไปในดินแดนโบราณที่เป็ความลับยิ่งแห่งหนึ่ง การต่อสู้ที่น่ากลัวได้ปะทุขึ้น
ที่นี่ปรากฏแสงศักดิ์สิทธิ์เต็มท้องฟ้าความสามารถศักดิ์สิทธิ์ และสมบัติวิเศษต่างๆ ส่องประกายระยิบระยับหลายร่างต่อสู้กัน จนเกือบทำลาย์และพิภพ
ท้ายสุดของเขตดินแดนโบราณโลกใบเล็กปรากฏขึ้นอย่างเลือนราง แสงศักดิ์สิทธิ์ส่องประกาย แสงสว่างสุกสกาวไหลรินหมอกแห่งปราณิญญาพวยพุ่งเสมือนดินแดนะที่น่าหลงใหลอย่างไรอย่างนั้น
จื่อเสวี่ยนเทียนเป็เขตแดนโลกใบเล็กแห่งหนึ่งหรือเรียกอีกอย่างว่าแนวราบระนาบ
โลกใบเล็กเช่นนี้ถูกสร้างขึ้นโดยเซียนนักบุญมีประสิทธิภาพมากพอก่อตัวเป็วัฏจักรปริวรรตของตัวเอง พลังปราณจิติญญาที่เข้มข้นเป็คุณสมบัติมาตรฐานของสำนักกองกำลังชั้นยอด
โดยทั่วไปแล้วสำนักกองกำลังชั้นหนึ่งจะไม่มีเขตแดนโลกใบเล็ก
จื่อเสวี่ยนเทียนของตระกูลซูนี้ดินแดนลับหลังจากที่เขาสังหารผู้มีาุโหมื่นยุคสมัยจำนวนมากและยังคงถูกยึดครองโดยซูฉางเซิง
โลกใบเล็กแห่งนี้ยังเป็หลักประกันของตระกูลซูแม้ว่าตระกูลหลักจะถูกทำลายล้าง ตราบใดที่สมาชิกตระกูลประจำการอยู่ในจื่อเสวี่ยนเทียนก็สามารถพาโลกใบเล็กแห่งนี้หนีไป และตระกูลซูก็ยังผงาดขึ้นมาได้อีกครั้ง
ทว่าสิ่งที่ตระกูลกู้ทำลงไปในครั้งนี้กลับมีจุดประสงค์เพื่อทำลายหลักประกันของตระกูลซู
นี่เป็หนึ่งในเหตุผลที่ผู้าุโของตระกูลโกรธแค้นและเต็มใจที่จะต่อสู้จนตัวตายเลยทีเดียว
ครั้นจื่อเสวี่ยนเทียนสูญสิ้นไปตระกูลซูก็จะกลายเป็ลูกไก่ในกำมือ หลบหนีหรือต่อสู้ก็ไม่ได้ทำได้เพียงปล่อยให้ตระกูลกู้ปิดล้อม และในที่สุดก็ถูกทำลายล้างลง
“ฆ่ามัน!”
“ตระกูลกู้ที่สมควรตายเ้ากล้าทำเช่นนี้ได้อย่างไร พวกเ้ารนหาที่ตาย ริอ่านสู้กับตระกูลซูหรือ”
“หรือเ้าไม่กลัวการลงโทษจากบรรพบุรุษฉางเซิงของพวกเราสินะ”
“ตระกูลกู้พวกเ้ากลั่นแกล้งกันมากเกินไปแล้ว!”
ในขณะนี้เองที่ทางเข้าสู่โลกใบเล็กของจื่อเสวี่ยนเทียนผู้าุโของตระกูลซูกำลังต่อสู้อย่างหนักหน่วง เสื้อผ้าเปื้อนโลหิตท่วมกายเสียงคำรามดังไม่หยุด
นอกจากนี้ยังมีผู้าุโที่สวมชุดคลุมสีม่วงสองคนซึ่งเป็ผู้มีาุโหมื่นยุคสมัยที่ประจำการอยู่ในโลกใบเล็กพวกเขากำลังใช้พลังของวงเวทเพื่อต่อสู้กับผู้มีาุโหมื่นยุคสมัยห้าคนจากตระกูลกู้
ชั่วขณะหนึ่ง แสงศักดิ์สิทธิ์ที่น่าสะพรึงกลัวต่างทอประกายทำให้์และพิภพสั่นะเื พื้นที่แตกสลายเป็เสี่ยงๆรอยแยกขนาดมหึมาที่น่ากลัวปรากฏขึ้นทีละรอย
“กู้ฉิงตาเฒ่านี่ พวกเ้ากล้าทำเช่นนี้ได้อย่างไรตระกูลกู้ไม่กลัวบรรพบุรุษฉางเซิงจะทำลายล้างตระกูลของเ้าหรือ”ผู้าุโในชุดคลุมสีม่วงคนหนึ่งคำรามด้วยความโกรธ
ในมือของเขาถือง้าวทองแดงั์งึมงำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ ตามมาด้วยกฎและระเบียบนับพัน แกว่งมันออกไปอย่างต่อเนื่องด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์ที่พลุ่งพล่าน ต่อสู้กับผู้มีาุโหมื่นยุคสมัยสองคน
“ซูเหอเ้าช่างไร้เดียงสา คิดจริงหรือว่าบรรพบุรุษฉางเซิงของตระกูลเ้าจะไม่มีผู้สู้ได้หึๆ ตระกูลซูควรสูญสลายไปตระกูลกู้เท่านั้นที่เป็ผู้ครองนครแห่งนี้อย่างแท้จริง!”
และผู้าุโหมื่นยุคสมัยท่านหนึ่งกำลังต่อสู้กับเขานามว่า กู้ฉิง เป็ผู้าุโสูงสุดของตระกูลกู้ในตอนนี้เองรอยยิ้มมุมปากปรากฏบนใบหน้าของเขา สงบเยือกเย็นไม่สะทกสะท้านร่วมมือกับผู้าุโหมื่นยุคสมัยอีกผู้หนึ่งเพื่อปราบซูเหอ
“หึไม่ต้องพูดถึงว่าตาเฒ่าซูฉางเซิงอาจออกมาจากการปิดด่านบำเพ็ญได้อย่างปลอดภัยเลยแม้ว่าเขาจะออกมาจากการปิดด่านแล้วจะอย่างไรบรรพบุรุษตระกูลกู้ของข้าทำลายเขาได้ด้วยการดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว!”
ผู้าุโหมื่นยุคสมัยอีกคนหัวเราะเยาะ
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ซูเหอก็ใขึ้นมาเขาไม่ใช่คนโง่ คิดปะติดปะต่อถึงการกำเริบเสิบสานของตระกูลกู้เมื่อไม่นานมานี้...
หรือว่าบรรพบุรุษของตระกูลกู้ได้ฝ่าทะลุไปยังระดับเซียนนักบุญแล้ว
ตูม!
อีกฝั่งผู้าุโหมื่นยุคสมัยสองคนจากตระกูลกู้ลงมือ พวกเขามีแสงศักดิ์สิทธิ์ที่สว่างไสวแผ่ออกมาจากร่างของพวกเขาเช่นเดียวกับดวงอาทิตย์สองดวงที่กำลังส่องแสงลงมาด้วยแสงศักดิ์สิทธิ์ที่ทอดยาวออกไปนับหมื่นจั้ง ด้วยการโบกมือเพียงครั้งเดียวพวกเขาก็บดขยี้ผู้าุโของตระกูลซูให้กลายเป็ผงธุลีได้ทีละคน
แม้แต่ผู้าุโระดับระดับอนัตตาขั้นสูงสุดก็มิอาจต้านทานการโจมตีง่ายๆของพวกเขาได้
ชั่วขณะหนึ่งที่ทางเข้าสู่จื่อเสวี่ยนเทียน แผ่นดิน์และพิภพถูกย้อมด้วยทะเลเืเต็มไปด้วยร่างไร้ิญญาของผู้าุโของตระกูลซู
“อ๊าาา!”
“ตระกูลกู้พวกเ้าสมควรตาย!”
เมื่อเห็นฉากนี้ ดวงตาของผู้าุโหมื่นยุคสมัยของตระกูลซูก็แดงก่ำและพวกเขาก็คำรามด้วยความโกรธเกรี้ยวอย่างไม่ลดละ
ทว่าพวกเขาทั้งหมดถูกคู่ต่อสู้ขัดขวางสองคนสู้กับห้าคน นี่เกินขีดจำกัดของพวกเขาแล้ว แม้ว่าพวกเขาจะใช้พลังของวงเวทพวกเขาก็ยังเสียเปรียบอยู่ดี
“อัก!”
“แค่กๆๆ...”
ผู้าุโทั้งห้าเยือกเย็นไร้ความปรานีภายใต้การโจมตีของความสามารถศักดิ์สิทธิ์พวกเขาทำให้ผู้าุโสองคนของตระกูลซูกระอักเืออกมา
ทางเข้าสู่จื่อเสวี่ยนเทียนถูกปกคลุมไปด้วยวงเวทที่ไม่มีผู้ใดเทียบได้ซึ่งสามารถต้านทานกึ่งเซียนนักบุญได้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง
ทว่าในขณะนี้เอง ภายใต้การโจมตีอย่างต่อเนื่องของผู้าุโของตระกูลกู้มันกำลังจะพังทลายลง
เมื่อเห็นฉากนี้ผู้าุโของตระกูลซูที่ยังคงต่อต้านอย่างดื้อรั้นอยู่ต่างก็สิ้นหวัง
ในความมืดของผู้าุโของตระกูลกู้มีร่างสองร่างซ่อนตัวอยู่ในความว่างเปล่า หนึ่งในนั้นมีหมอกแห่งความอลเวงล้อมรอบ แสงศักดิ์สิทธิ์หมุนเวียนและแผ่รัศมีอันน่าสะพรึงกลัวออกมา
อีกร่างหนึ่งเป็ชายวัยกลางคนที่มีใบหน้าสง่างามท่าทางเคร่งขรึม ยืนอยู่ข้าง ก้มหัวด้วยความเคารพ
เขาคือผู้นำตระกูลกู้ ‘กู้ชาง’
“บรรพบุรุษสายลับในเมืองเทียนหยวนรายงานมาว่า ผู้าุโของตระกูลซูได้ออกมาทั้งหมดแล้วเตรียมที่จะต่อสู้กับเราเอาเป็เอาตาย!”
ในขณะนี้ กู้ชางขมวดคิ้วรู้สึกประหลาดใจกับข่าวที่สายลับรายงานมาทว่าก็ยังรายงานต่อร่างที่ห้อมล้อบด้วยหมอกแห่งความโกลาหล
“มีข่าวอะไรเกี่ยวกับซูฉางเซิงบ้างหรือไม่”
บรรพบุรุษของตระกูลกู้ถามขึ้นเสียงเบา
“บรรพบุรุษไม่มีเลยขอรับ คนผู้นั้นน่าจะยังคงแยกตัวออกไป และพยายามจะฝ่าทะลุยังระดับเซียนนักบุญ”
กู้ชางส่ายหัว
ซูฉางเซิงแยกตัวไปหลายร้อยปีแล้วในฐานะคู่ปรับเก่า ตระกูลกู้จะไม่ตรวจสอบเขาได้อย่างไร
โดยปกติแล้วสามารถคาดเดาแผนการของเขาได้
“หึๆดูเหมือนว่าข้าจะเป็ผู้อยู่เหนือสุด” เมื่อได้ยินเช่นนี้บรรพบุรุษของตระกูลกู้ก็หัวเราะเยาะ
“ในเมื่อเ้าหนูซูฉางเซิงไม่เต็มใจที่จะปรากฏตัวเช่นนั้นก็ทำลายตระกูลซูซะ!”
“ในเมื่อพวกมันเลือกที่จะออกไปทั้งหมดเช่นนั้นก็ทิ้งพวกมันทั้งหมดไว้ที่นี่เสีย!”
บรรพบุรุษของตระกูลกู้กล่าวอย่างไม่แยแส
“ดีเสียอีกดินแดนแห่งนี้ไม่จำเป็ต้องมีตระกูลซู เพียงตระกูลกู้ก็พอแล้ว!”