ไป๋อวี้หลงหลับตาแน่น ทุกส่วนของร่างกายสั่นระริกด้วยความเ็ปและอ่อนล้า พลังปราณในร่างแทบเหือดแห้ง การโจมตีครั้งสุดท้ายของเย่เจียงเฉินนั้นรุนแรงเกินกว่าที่เขาจะทานทนได้ เขาเตรียมใจน้อมรับความพ่ายแพ้ที่กำลังจะมาถึง ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เงาร่างหนึ่งก็พุ่งเข้ามาด้วยความเร็วราวสายฟ้า เขาฟาดมือออกไปปะทะกับการโจมตีอันทรงพลังนั้นได้อย่างง่ายดาย
พลังอัศนีอันน่าสะพรึงกลัวถูกเบี่ยงเบนทิศทางราวกับถูกกระแสลมพัดพา มันพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าเหนือสนามประลอง ทิ้งไว้เพียงคลื่นพลังที่แหวกอากาศออกเป็วงกว้าง ผู้ชมเบิกตากว้าง มองตามคลื่นพลังนั้นด้วยหัวใจที่สั่นระรัว
คนที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเย่เจียงเฉินคือชายวัยกลางคน สวมชุดคลุมสีดำสนิท เนื้อผ้าหนาทึบปกปิดรูปร่างมิดชิด บนใบหน้าคมคายที่ดูเคร่งขรึมมีรอยแผลเป็พาดผ่านบริเวณตาซ้าย ดวงตาของเขาคมกริบดุจเหยี่ยว จ้องมองไปยังผู้ตัดสินที่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่ข้างเวที เนื่องจากชายผู้นี้คือ จางลู่เหยิน ผู้าุโจากสำนักโยวิ เขาจึงค่อนข้างประหม่าพอสมควร
"มัวทำอะไรอยู่ รีบประกาศผลสักทีสิ!" น้ำเสียงของจางลู่เหยินแฝงไว้ด้วยอำนาจที่ไม่อาจมองข้ามได้
ผู้ตัดสินสะดุ้งเฮือก พยักหน้าถี่รัวด้วยความหวาดหวั่น รีบก้มลงหยิบแท็บเล็ตแล้วเริ่มอ่านประกาศ เสียงของเขาตะกุกตะกักเล็กน้อยด้วยความประหม่า ดวงตาเหลือกลานมองไปยังชายชุดดำเป็ระยะ ผู้ชมทั้งสนามยังคงอยู่ในอาการตกตะลึง ราวกับภาพที่เห็นเมื่อครู่เป็เพียงภาพลวงตา
"ผู้… ผู้ชนะในการประลองครั้งนี้คือเย่เจียงเฉิน จากสถาบันซินหยวน"
เสียงโห่ร้องยินดีดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งสนามประลอง ทุกคนต่างเปล่งเสียงเรียกชื่อผู้ชนะด้วยความตื่นเต้นยินดี
ชื่อเสียงของเย่เจียงเฉินแพร่กระจายไปทั่วเมืองบูรพา ราวกับดอกไม้ไฟที่สว่างในยามค่ำคืน เื่ราวของนักสู้หนุ่มผู้พลิกสถานการณ์จากผู้แพ้กลายเป็ผู้ชนะด้วยพลังอัศนีที่ทรงพลัง กลายเป็หัวข้อสนทนาไปทั่วทุกหัวระแหง ผู้คนต่างร่ำลือถึงความสามารถอันน่าทึ่งของเขา
พิธีมอบรางวัลถูกจัดขึ้นสมกับตำแหน่งอันดับหนึ่งของงานประลอง ท่ามกลางสักขีพยานมากมาย เย่เจียงเฉินเดินขึ้นสู่เวทีเขารับมอบเงินรางวัลมูลค่าหนึ่งแสนเครดิต ซึ่งเป็จำนวนเงินที่มากพอจะพลิกผันชีวิตของคนธรรมดาได้เลยทีเดียว แต่เย่เจียงเฉินดูไม่ค่อยตื่นเต้นมากนัก เพราะในบัญชีของเขาในตอนนี้มีถึงห้าแสนเครดิตจากการขายหินปราณ แสงแฟลชจากกล้องถ่ายรูปสาดส่องมาที่เขาอย่างต่อเนื่อง
หลังจากเสร็จสิ้นพิธีอันยาวนาน
เย่เจียงเฉินขอตัวเพื่อไปเปลี่ยนชุดในห้องพักที่จัดเตรียมไว้ให้ เมื่อเขาเปิดประตูออกมา ภาพที่ปรากฏตรงหน้ากลับทำให้เขาต้องประหลาดใจ ภาพตรงหน้าคือร่างของสตรีในชุดเดรสยาวสีม่วงสง่า ยืนรออยู่หน้าห้องด้วยท่าทีเยือกเย็นราวกับน้ำแข็ง ดวงตาคมกริบจับจ้องมาที่เขาอย่างไม่ละสายตา
"ตามฉันมา…" มู่หานซวงกล่าวด้วยสีหน้าดูไร้อารมณ์
เย่เจียงเฉินยอมรับในใจว่าเขาไม่เคยเจอผู้หญิงที่สวยขนาดนี้มาก่อน แม้แต่สุ่ยเยวี่ยจะเป็สาวงามล่มเมือง ทว่าความสวยนั้นออกไปทางน่ารักสดใส เปรียบดั่งดอกไม้แรกแย้ม ผิดกับผู้หญิงตรงหน้าที่มีเสน่ห์เย้ายวนใจในแบบของผู้ใหญ่ ราวกับบุปผาที่เบ่งบานเต็มที่ ส่งผลให้ผู้ที่ได้เข้าใกล้ต้องหลงใหล
"คุณเป็ใคร แล้วทำไมผมต้องตามคุณไปด้วย" เย่เจียงเฉินเอ่ยถามด้วยความระแวง
มู่หานซวงหยุดเท้า ก่อนจะหันมาเผชิญหน้ากับเขาโดยตรง
"ฉันจะไม่พูดเป็ครั้งที่สองหรอกนะ" น้ำเสียงของเธอยังคงราบเรียบ แต่กลับกดดันจนเย่เจียงเฉินรู้สึกอึดอัด ราวกับมีพลังงานบางอย่างแผ่ออกมาจากร่างของเธออย่างเงียบงัน
[แจ้งเตือน ตรวจพบพลังปราณมหาศาล เป้าหมายที่อยู่ด้านหน้า มีความแข็งแกร่งอยู่ในระดับราชันขั้นต้น]
หยาดเหงื่อเย็นเยียบไหลซึมออกมาตามไรผมของเย่เจียงเฉิน แม้ผู้หญิงคนนี้จะมีอายุประมาณยี่สิบต้นๆ เท่านั้น แต่พลังปราณที่แผ่ออกมาจากร่างของเธอกลับแข็งแกร่งยิ่งกว่าอสูรระดับภัยพิบัติที่เขาเคยเผชิญหน้าเสียอีก
เย่เจียงเฉินได้แต่กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก แล้วตัดสินใจเดินตามหญิงสาวไปแต่โดยดี โดยที่ไม่กล้าแม้แต่จะตั้งคำถามใดๆ อีก ความรู้สึกหวาดหวั่นและสงสัยตีกันอยู่ในอก เขาไม่รู้ว่าหญิงสาวผู้นี้้าอะไรจากเขา แต่สัญชาตญาณบอกว่าการขัดขืนคงไม่ใช่ทางเลือกที่ดี
ในลานจอดรถส่วนตัวที่เงียบสงบ มีเพียงแสงจากโคมไฟที่ส่องสว่างลงบนพื้นคอนกรีต รถสปอร์ตสีม่วงเมทัลลิกเงาวับจอดเด่นเป็สง่า รูปทรงปราดเปรียวและเส้นสายที่โฉบเฉี่ยวของมันสะท้อนแสงไฟเป็ประกาย เย่เจียงเฉินยืนอยู่ข้างรถ มองมันด้วยความรู้สึกเก้อเขิน เขาไม่เคยใกล้ชิดรถหรูหราราคาแพงแบบนี้มาก่อน
ในขณะที่รถกำลังเคลื่อนตัวไปตามถนน ความคิดต่างๆ นานาถาโถมเข้ามาในหัวของเย่เจียงเฉิน ตอนนี้เขาสับสนและไม่เข้าใจเลยว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น
"เรากำลังจะไปไหนกัน" ในที่สุดเย่เจียงเฉินก็ตัดสินใจถามออกมา ทำลายความเงียบที่อึดอัดภายในห้องโดยสาร เขาจ้องมองไปยังถนนเบื้องหน้าที่ไม่คุ้นเคย
"สำนักเล่ยถิง" มู่หานซวงตอบสั้นๆ
"คุณเป็คนจากสำนักเล่ยถิง?"
เย่เจียงเฉินยิ่งสับสนหนักกว่าเดิม
"แต่ผมยังไม่ได้ตัดสินใจเลยนะว่าจะเข้าสำนักไหน" เขาจำได้ว่าก่อนการประลองจะมีตัวแทนจากสำนักต่างๆ มาทาบทาม แต่เขายังไม่ได้ให้คำตอบใครไป
มู่หานซวงเหยียดยิ้มเล็กน้อย มุมปากยกขึ้นอย่างเ็า แววตาของเธอมองตรงไปยังถนนเบื้องหน้าอย่างไม่ใส่ใจ
"พวกตัวแทนจากสำนักอื่นยกนายให้ฉันแล้ว ดังนั้นนายจึงไม่มีสิทธิ์เลือกอะไรทั้งนั้น" น้ำเสียงของเธอเด็ดขาด ราวกับกำลังบอกว่าชะตากรรมของเย่เจียงเฉินได้ถูกกำหนดไว้เรียบร้อยแล้ว โดยที่เขาไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะออกเสียงคัดค้าน
"หมายความว่ายังไงที่คุณบอกว่าตัวแทนจากสำนักอื่นยกผมให้คุณแล้ว?" เย่เจียงเฉินถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสงสัยและความไม่เข้าใจ เขามองไปยังใบหน้าเรียบเฉยของมู่หานซวง พยายามอ่านความหมายจากแววตาคู่นั้น แต่กลับพบเพียงความเ็า
หลังจากขับรถมาได้สักพัก รถสปอร์ตก็ชะลอความเร็วและจอดสนิทลงหน้าประตูรั้วขนาดใหญ่ที่ดูแข็งแกร่งและทันสมัย การจะเข้าสู่พื้นที่เขตชั้นในนี้ดูเหมือนจะไม่ง่ายนัก เ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยยืนเฝ้าอยู่สองนาย พวกเขาแต่งกายด้วยชุดเครื่องแบบสีดำทะมึนถืออาวุธครบมือ ดูเพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์
มู่หานซวงลดกระจกลงเล็กน้อย ยื่นบัตรสีทองให้กับเ้าหน้าที่คนหนึ่ง เ้าหน้าที่รับบัตรไปอย่างนอบน้อม ก่อนจะนำไปสแกนกับเครื่องที่ติดตั้งอยู่ด้านข้างประตู ทันใดนั้นเอง ประตูเหล็กกล้าขนาดมหึมาก็ค่อยๆ แง้มเปิดออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นทัศนียภาพภายในที่แตกต่างราวกับคนละโลก
เื้ัประตูนั้นคือวิวทิวทัศน์อันน่าตื่นตาตื่นใจ คฤหาสน์หรูหราหลายหลังตั้งเรียงรายอยู่ท่ามกลางสวนหย่อมที่ได้รับการตกแต่งอย่างสวยงาม มีสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ และสนามหญ้าเขียวขจีที่ตัดแต่งอย่างพิถีพิถัน ผู้คนสวมใส่เสื้อผ้าแบรนด์เนมเดินขวักไขว่ ที่นี่ยังมีอาคารที่ดูโอ่อ่าสง่างาม คาดว่าน่าจะเป็สถานที่พบปะสังสรรค์ของเหล่าคนร่ำรวย นอกจากนี้ เย่เจียงเฉินยังสังเกตเห็นหน่วยรักษาความปลอดภัยที่เดินตรวจตราอย่างเข้มงวด ราวกับที่นี่เป็โลกอีกใบที่ถูกแยกออกจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง พื้นที่ส่วนกลางตรงนี้เป็เขตที่พักอาศัยของพวกเศรษฐี ส่วนเขตที่ติดกับกำแพงเมืองรอบนอก จะเป็ที่ตั้งของสำนักทั้งห้า
รถสปอร์ตสีม่วงเลี้ยวเข้าไปในถนนอีกสายหนึ่ง ขับตรงไปยังบริเวณที่อยู่ติดกับกำแพงเมือง เย่เจียงเฉินมองเห็นกลุ่มอาคารขนาดใหญ่ที่ดูแข็งแรงและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวตั้งเรียงรายอยู่ ในที่สุด รถก็เลี้ยวเข้าไปในพื้นที่กว้างขวางแห่งหนึ่ง ป้ายขนาดใหญ่สีดำสนิทสลักตัวอักษรสีทองอร่ามว่า ‘สำนักเล่ยถิง’ ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า เย่เจียงเฉินมองเข้าไปด้านในด้วยความสนใจ สำนักเล่ยถิงมีพื้นที่กว้างขวางมาก มันประกอบด้วยอาคารหลายหลังที่เชื่อมต่อกันด้วยทางเดิน มีลานฝึกฝีมือขนาดใหญ่ และสนามประลองที่ดูแข็งแรง นอกจากนี้ เขายังเห็นคนหนุ่มสาวที่ดูมีอายุไล่เลี่ยกับเขาหลายร้อยชีวิต กำลังฝึกฝนอย่างขะมักเขม้น บ้างเดินพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ราวกับที่นี่เป็ชุมชนขนาดย่อมๆ
เย่เจียงเฉินถูกมู่หานซวงนำเข้าไปในห้องรับแขกที่ตกแต่งอย่างเรียบหรูแต่ดูมีระดับ โซฟาหนังสีดำเงาวับถูกจัดวางอย่างเป็ระเบียบ ตรงกลางมีโต๊ะกระจกใสวางอยู่ มู่หานซวงนั่งลงบนโซฟาตัวยาว ไขว้ห้างอย่างสง่างาม พร้อมกับทอดสายตามายังเย่เจียงเฉินราวกับกำลังสำรวจอะไรบางอย่าง
"เอ่อ... ผมยังไม่รู้ชื่อคุณเลย"
"มู่หานซวง ฉันมีตำแหน่งเป็หัวหน้าผู้ฝึกสอนในสำนัก ต่อจากนี้นายต้องเรียยกฉันว่าอาจารย์มู่ เข้าใจไหม"
เย่เจียงเฉินค่อนข้างแปลกใจ เมื่อได้รู้ว่าเธอมีตำแหน่งเป็ถึงหัวหน้าผู้ฝึกสอน
"ผมไม่เข้าใจ ทำไมคุณถึง้าให้ผมเข้าร่วมสำนักเล่ยถิงมากขนาดนี้ด้วย"
มู่หานซวงยกถ้วยชาสีขาวขึ้นจิบอย่างช้าๆ ดวงตาคู่งามยังคงจับจ้องอยู่ที่เย่เจียงเฉิน
"รู้ไหมว่าในบรรดานักสู้ มีคนจำนวนน้อยมากที่สามารถใช้ปราณธาตุได้ อีกทั้งการจะเค้นปราณออกมาในรูปแบบพลังงานที่จับต้องได้ สำหรับคนที่อยู่ในระดับนักสู้ฝึกหัด จำเป็ต้องใช้อาวุธชนิดพิเศษเป็ตัวช่วย ยกตัวอย่างเช่นหอกของซุนเสียงเป็ต้น"
เธาวางถ้วยชาลงบนโต๊ะเบาๆ ก่อนจะกล่าวต่อ "นั่นเป็สิ่งที่นักสู้ส่วนใหญ่รู้กันดี แต่นายกลับใช้ปราณธาตุอัสนีหลอมรวมเข้ากับการเคลื่อนไหวได้อย่างเป็ธรรมชาติ คนที่จะทำแบบนั้นได้ โดยทั่วไปแล้ว อย่างน้อยก็ต้องอยู่ในระดับก่อเกิด เพราะฉะนั้นฉันเลยสนใจในตัวนายเป็พิเศษ"
เย่เจียงเฉินรู้สึกประหลาดใจกับข้อมูลที่ได้รับ เขาไม่เคยรู้เื่ข้อจำกัดในการใช้ปราณธาตุมาก่อน เขาเพียงแค่ฝึกฝนตามคำแนะนำของเจ็นเท่านั้น ไม่เคยคาดคิดว่าการกระทำของตนเองจะดึงดูดความสนใจจากมู่หานซวง
"ปราณธาตุอัสนีที่นายใช้ออกมานั้นเบาบางมาก จนตัวแทนจากสำนักอื่นไม่ทันสังเกตถึงความพิเศษนั้น แต่สำหรับฉัน... มันชัดเจนมากเลยล่ะ" ดวงตาของเธอมองลึกลงไปในดวงตาของเย่เจียงเฉิน ราวกับจะอ่านความคิดของเขา
"นั่นคือเหตุผลที่คุณ้าให้ผมเข้าสำนักเล่ยถิงงั้นเหรอครับ" เย่เจียงเฉินถามด้วยความสงสัย
"ก็ประมาณนั้นแหละ" มู่หลานซวงตอบอย่างไม่ปิดบัง
"แม้ว่านายจะคว้าตำแหน่งอันดับหนึ่งในการประลองมาได้ แต่นั่นก็ยังไม่เพียงพอ นายยังต้องพิสูจน์ให้ฉันเห็นว่านายมีพร์ที่แท้จริง และเหนือกว่านักสู้คนอื่นๆ ในรุ่นเดียวกัน"
"แล้วคุณ้าให้ผมพิสูจน์ยังไง"
"ในอีกสามเดือนข้างหน้า นายจะต้องติดอันดับหนึ่งในร้อยของนักสู้ในสำนักของเรา" มู่หานซวงกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง