ย้อนไปยังห้วงเวลาที่ราชามันตราตกลงสู่น้ำเต้าทมิฬ แรงดึงมหาศาลได้ฉุดร่างของเขาตกลงสู่ความมืดมิด เขาเร่งพลังปราณหมุนวนรอบกาย เพื่อป้องกันมิให้ร่างตกลงไปกระแทกกับพื้นเบื้องล่างจนได้รับบาดเจ็บ แต่แล้วฉับพลันเขากลับมีอาการวูบ ความรู้สึกดับหาย
เมื่อสติกลับคืนมา เขาก็พบว่าตนเองกำลังยืนอยู่ในดินแดนพิศวงแห่งหนึ่ง เบื้องหน้าเป็นแอ่งลานอันกว้างใหญ่ภายใต้หุบเหวที่เป็นดังหลุมลึก รอบด้านเต็มไปด้วยหมอกดำที่อำพรางยอดเขาอันสูงตระหง่านเอาไว้
เถาวัลย์รกทึบพันเกี่ยวห้อยระโยงระยางลงมาจากหน้าผาสูงชัน ต้นไม้โบราณสูงเสียดฟ้าแผ่กิ่งก้านปกคลุม จนแสงสว่างแทบมิอาจเล็ดลอดลงมา ทุกย่างก้าวที่เขาเคลื่อนกาย คล้ายๆถูกสายตาเร้นลับจับจ้องมองอยู่ตลอดเวลา
มันตรากางพลังออกแล้วทะยานบินขึ้นสำรวจ ยิ่งทะยานสูงขึ้นเท่าใดก็มิอาจไปถึงขอบเหว เขาจึงเปลี่ยนใจลองบินไปรอบๆแต่ไม่ว่าจะมุ่งตรงไปในทิศทางใด ก็พบเพียงเถาวัลย์และผนังหินสูงตระหง่านล้อมรอบเสมือนดังกรงขัง “ที่นี่น่าจะเป็นขอบเขตที่ถูกผนึกไว้… ” เขาพึมพำกับตนเอง
พลันสายตาของเขาก็สะดุดเข้ากับแสงวูบวาบบริเวณผนังหินด้านหนึ่ง แสงนั้นไม่ใช่แสงธรรมชาติ หากแต่เสมือนเป็นร่องรอยของพลังเวทย์อันเก่าแก่ เขาจึงเหาะเข้าไปใกล้อย่างระมัดระวัง แล้วลองเอื้อมมือสัมผัสม่านแสงที่วูบวาบอยู่เบื้องหน้า ทันทีที่สัมผัสพลังนั้นก็สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งฝ่ามือของเขา “เป็นผนึก…ใครผนึกสิ่งใดเอาไว้ ภายในสถานที่แห่งนี้?”
เพียงครู่เดียว มันตราก็รวบรวมพลังปราณแล้วซัดฝ่ามือออกไป เสียงดัง ปัง! ผนังถ้ำพลันสั่นสะเทือน ผนึกแตกกระจายราวกับเศษแก้ว แสงเรืองรองที่เคยทอประกายวับวาบก็พลันจางหายไป เผยให้เห็นปากถ้ำลึกลับอันกว้างใหญ่ในพริบตา
เขาก้าวเข้าสู่โพรงถ้ำนั้นอย่างไม่ประมาท สายตาจับจ้องสังเกตสิ่งต่างๆรอบกาย น่าแปลกที่ภายในโพรงถ้ำนี้มีความสว่างเพียงพอที่จะมองเห็นทุกสิ่งได้อย่างชัดเจน โดยไม่รู้ว่าต้นกำเนิดแสงมาจากที่ใด แสงนั้นไม่ใช่แสงจากเปลวไฟ แต่คล้ายเป็นประกายเร้นลับจากอักษรโบราณที่ปรากฏอยู่บนผนังหินภายในถ้ำแห่งนี้
“ประหลาดยิ่งนัก…ถ้ำลึกเพียงนี้ แต่กลับไม่มืดเลย” มันตราพึมพำ ดวงตาเต็มไปด้วยความระแวดระวัง เสียงหยดน้ำจากเพดานถ้ำตกกระทบพื้นดังก้องกังวาน เขาเดินลึกเข้าไปช้าๆ จนในที่สุดก็ถึงโถงกว้างใหญ่ที่เป็นด้านในสุดของถ้ำ
ตรงกลางโถงมีแท่นหินสูงราวสามเมตร ตั้งตระหง่านอยู่กลางห้องราวกับบัลลังก์แห่งจักรพรรดิ์ บนแท่นนั้นมีร่างชายชราผมขาวหนวดเครารุงรัง แต่งกายหรูหราโอ่อ่า ลักษณะสง่างามดุจกษัตริย์ผู้เคยครอบครองแผ่นดินมาก่อน
ทว่าบัดนี้ เขานั่งขัดสมาธิหลับตาบำเพ็ญอยู่ในท่วงท่ามั่นคงคล้ายรูปปั้น ม่านพลังหมุนวนรอบกายเป็นประกายสีม่วง ดูเผินๆก็นับว่าสวยดี หากแต่พลังนี้ไม่ต่างจากเทพผู้บำเพ็ญมานับพันปี
หัวใจของมันตราเต้นแรงขึ้น “บุคคลผู้นี้…คือใครกันแน่? ดูๆแล้วอาจถูกผู้ใดผนึกเอาไว้ หรือไม่แน่… คนผู้นี้อาจจะลงมือผนึกสถานที่นี้ไว้เองก็เป็นได้?”
ทันทีที่มันตราก้าวเข้าไปยังแท่นหิน เสียงทุ้มแหบพร่าก็ดังสะท้อนก้องทั่วทั้งโถงถ้ำ “ผู้ใด…บังอาจเข้ามารบกวนการบำเพ็ญของข้า!”
ยังไม่ทันที่มันตราจะตอบ ชายชราก็ลืมตาขึ้น ดวงตาสีเงินสว่างวาบราวกับฟ้าแลบ พลังปราณแผ่ซ่านทั่วโถงถ้ำจนพื้นหินสั่นสะเทือน เถาวัลย์ที่ห้อยอยู่ขาดสะบั้นลอยเคว้งคว้างกลางอากาศ ชายชราเพียงสะบัดแขน คลื่นพลังหนักอึ้งก็กระแทกใส่มันตราทันที!
“!?”
มันตรารีบประคองปราณสะท้อนกลับ พื้นถ้ำระเบิดเสียงดัง บึ้ม! ก้อนหินแตกกระจาย เขาถูกแรงอัดผลักถอยหลังไปหลายก้าวแต่ยังคงยืนนิ่งได้โดยไม่ล้ม “เล่นงานข้าโดยไม่บอกกล่าวเช่นนี้หรือ… ดี! เช่นนั้นข้าก็จะไม่เกรงใจละนะ!” เขาเริ่มขู่ชายชรา
ชายชราพลันร่ายเวทย์ ในขณะที่มือขวาก็วาดอักษรยันต์เพลิงลุกไหม้กลางอากาศ เปลวไฟสีแดงฉานสว่างทั่วทั้งโพรงถ้ำ ฉับพลันก็แปรเปลี่ยนเป็นอสรพิษเพลิงพุ่งเข้าหามันตรา
มันตรากำหนดจิตรวบรวมพลังปราณของตนเอง แล้วซัดออกไปอย่างแรง พลังปราณปะทะเข้ากับงูเพลิง เสียงดัง ซ่าาา! แตกกระจายเป็นสะเก็ดไฟระยิบระยับ
“นี่มันพลังปฐมวิญญาณนี่” ชายชราคิดในใจ แต่ส่งเสียงหัวเราะกลบเกลื่อน “ไม่เลว! งั้นเอานี่ไปอีกกระบวนท่า!” เขาตบฝ่ามือลงบนพื้น พลันบังเกิดผนังหินทั้งสี่ด้านล้อมมันตราเอาไว้ จากนั้นเขาก็สั่งให้มันบีบอัดเข้ามาพร้อมๆกัน ราวกับจะบดขยี้มันตราให้แหลกเป็นผุยผง
มันตรากระโดดลอยตัวสูงขึ้นไปในอากาศ ขณะที่ผนังหินทั้งสี่ด้านพุ่งมากระแทกกันจนแตกละเอียด เสียงดังสนั่น ครืนนน! โถงถ้ำสั่นสะเทือน ฝุ่นหินตลบอบอวล
เมื่อควันจางลง ชายชราผู้ยืนอย่างสงบนิ่งก็กล่าวขึ้นด้วยใบหน้าเรียบเฉย “เจ้ามีพลังเกินกว่าที่ข้าคาดคิดไว้… แต่ยังห่างชั้นกับข้านัก หากไร้อาจารย์นำทาง เจ้าก็มิพ้นทางตัน” เสียงเขาสงบ แต่กลับเต็มไปด้วยแรงกดดัน มันตราแค่นหัวเราะ “หนอย… จะบังคับข้าให้คารวะท่านเป็นอาจารย์น่ะหรือ ไม่มีวันเสียหรอก!”
ดวงตาชายชราสว่างขึ้นอีกครั้ง “หึ…เจ้ารู้หรือไม่ ที่นี่มิใช่โลกภายนอก เวลาที่นี่ล้วนถูกบิดเบือน เวลาในโลกภายนอกน้ำเต้าหนึ่งชั่วยาม เท่ากับยี่สิบปีในที่แห่งนี้ หากเจ้าอยู่ที่นี่โดยไร้ผู้นำทาง เวลาทั้งหมดก็จะสูญเปล่า”
“ข้ามีอาจารย์ของข้าแล้ว ไม่ต้องหาเพิ่ม อีกอย่างข้ามาถึงขั้นเทพครึ่งก้าวแล้ว ถือว่าฝึกด้วยตนเองได้แล้ว ไม่ขอรบกวนผู้อาวุโสให้ลำบาก” เขากล่าวด้วยแววตาเย่อหยิ่ง
“เอางี้… เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าคือใคร” ชายชราเริ่มหว่านล้อม
“ไม่รู้… และก็ไม่ได้อยากจะรู้ด้วย” เขาตอบแบบกวนๆ
“ข้าคือเทพปีศาจน้ำเต้า ถ้าเจ้าคำนับข้าเป็นอาจารย์ละก็ เจ้าจะสามารถออกจากที่นี่ได้อย่างง่ายดายและไร้รอยข่วน” ชายชรายกประโยชน์ขึ้นมาล่อใจ
“ข้าไม่เคยคิดจะคำนับปีศาจเป็นอาจารย์” มันตรายังยืนยันคำเดิม
“เอางี้นะ… ข้าขอร้องเจ้า” ชายชรากล่าวด้วยสีหน้ากังวลเล็กน้อย “ช่วยข้าด้วยเถิดเจ้าหมอนั่นโยนทุกสิ่งลงมาหวังให้ข้าย่อยสลายแล้วแปรเปลี่ยนเป็นพลังปีศาจส่งให้เขาดูดกลืน แต่เจ้านั่นมันดันโยนคัมภีร์ปฐมวิญญาณมาตั้งหลายบท และยังมีปกคัมภีร์ด้วย หากคัมภีร์นี้ยังอยู่ในน้ำเต้าข้า ทั้งข้าทั้งน้ำเต้าต้องโดนกัดเซาะค่อยๆสลายไปในที่สุดอย่างแน่นอน”
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับข้าด้วย” มันตรากล่าวด้วยใบหน้านิ่งสงบ
“หากเจ้ายอมเป็นศิษย์ข้า เจ้าจะได้รู้วิธีการใช้คัมภีร์ปฐมวิญญาณ เพื่อบรรลุขั้นเทพ เมื่อนั้นคัมภีรืจะถูกหลอมเข้ากับตัวเจ้า ข้าก็จะปลอดภัยด้วยเช่นกัน” ชายชรากล่าวอย่างมั่นใจ
“ถ้ามันดีเช่นนั้นจริงใยท่านถึงไม่ใช้เองเล่า” มันตราหันมาถามชายชรา
“ก็เพราะข้าไม่มีพลังปฐมวิญญาณเช่นเจ้าน่ะสิ” ชายชราตอบอย่างจริงใจ
มันตราชะงัก สีหน้าหนักแน่นแต่แฝงความลังเล “ถ้าจะให้ข้าช่วยท่านก็ลองเสนอมาว่า ข้าจะได้อะไรเป็นการตอบแทนบ้าง”