หัวใจของชายหนุ่มเต้นรัวเป็เวลานาน ระหว่างซุกตัวเองไว้ภายในโพรงไม้ที่มิดชิดแ่า พลางตบหน้าดึงสติอยู่หลายครั้งเพื่อจะใช้ความคิดเรียงลำดับเื่ราวที่คล้ายหลุดโลกไปไกลนี้ให้ได้โดยเร็ว
ไทเทพวางเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงทั้งสองครั้งเป็สารตั้งต้นที่ทำให้เกิดเื่เหนือธรรมชาติขึ้นไปทั่ว
แต่ว่า…อีกาปีศาจเนี่ยนะ!
ยังมีเสียงลึกลับที่แทนตัวเองว่า ‘ระบบ’ อยู่อีก
และดูเหมือนชีวิตของเขาจะถูกพรากไปแล้วอย่างโเี้ครั้งหนึ่ง
ไทเทพส่ายหน้า ตัดสินใจคว้าจับไปที่เื่ของ ‘ระบบ’ กับ ‘แต้มสกิล’ ก่อน เพราะเขาคุ้นเคยสัญลักษณ์ของความเป็ ‘เกม’ แบบนี้ค่อนข้างดีอยู่มาก และมันก็จะง่ายขึ้นถ้าให้มองว่าสัตว์อย่างอีกาปีศาจก็คือ ‘มอนสเตอร์’ ซึ่งมีระดับสูงกว่า ย่อมไม่แปลกที่มันสามารถ ‘วันฮิต’ ใส่ทุกเป้าหมายได้
ถึงจะเหลือเชื่อและน่าตลกขนาดไหน แต่พอมีหลักให้ยึดเหนี่ยว จิตใจของชายหนุ่มกลับค่อย ๆ สงบลงบ้างแล้ว
ไทเทพรีบทดลองเรียกระบบของเกม ส่งผลให้อากาศข้างหน้าปรากฏจอแสงสี่เหลี่ยมผุดวาบขึ้นมา เป็ข้อมูลที่แสดงสถานะของเขาเองอย่างที่คิดไว้จริง ๆ
ชื่อ [ไทเทพ]
อายุ [28]
รูปแบบพลัง [เอกลักษณ์หนุมาน], แต้มสกิล [0]
[ชุดสกิลของวานรเทพ]
[วาตะนิรันดร์] ระดับ 1/5 [ติดตัว]
[ยุทธภัณฑ์เทวะ] ระดับ 0/5 [เรียกใช้]
[กลืนดาว] ระดับ 0/5 [เรียกใช้]
[ตรีเพชร] ระดับ 0/5 [เรียกใช้]
[มนตร์วานร] ระดับ 0/5 [เรียกใช้]
ระดับการหลอมรวมเข้ากับ ‘เมล็ดพันธุ์แห่งพลัง’ [15%]
รายละเอียดเกี่ยวกับการอุบัติของา…[เพิ่มเติม]
รายละเอียดเกี่ยวกับแต้มสกิล ไอเทม มอนสเตอร์…[เพิ่มเติม]
ไทเทพอึ้งอยู่สักพักก่อนจะสำรวจร่างกายตัวเองว่ากลายเป็ลิงเผือกไปแล้วหรือเปล่า เมื่อเห็นทุกอย่างยังคงปกติจึงค่อยรู้สึกผ่อนคลาย แต่เขาก็ยังไม่อยากจะเชื่อ นี่คือแจ็กพอตสำหรับวันสิ้นโลกหรือคำสาปกันแน่ล่ะ?
ด้วยพลังของสกิล [วาตะนิรันดร์] ทำให้ชีวิตของไทเทพตกอยู่ในสถานะกึ่งะ ไม่มีวันตายถ้าสายลมยังสามารถพัดผ่านกระทบร่างตัวเองได้
แต่ประสบการณ์การตายครั้งแรกของเขาโคตรสยองขวัญ ความเ็ปที่เกิดขึ้นยังตราตรึงอยู่เลยด้วยซ้ำ ไทเทพเป็แค่นักอนุรักษ์สัตว์ป่าและสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่นักสู้ ยิ่งกับโลกใบใหม่ที่คงจะเต็มไปด้วยสัตว์ประหลาดดุร้ายแบบอีกาปีศาจแล้ว เขาจะรักษาชีวิตให้รอดปลอดภัยไปตลอดได้จนถึงเมื่อไรกัน
เพียงแค่คิดว่าตัวเองอาจต้องตายแล้วตายอีก ไทเทพก็หน้ามืดอยากจะอาเจียน รีบหันไปพึ่งข้อมูลในส่วน ‘การอุบัติของา’ เพื่อให้ลืมภาพความคิด ‘ลูปนรก’ เ่าั้
[ข้อมูลที่ฝ่ายมนุษยชาติควรรู้เอาไว้]
การอุบัติของาที่เหนือธรรมชาตินี้มีต้นเหตุมาจาก ‘มนุษย์’ เอง กลุ่มผู้แสวงหาคำตอบในเื่การคงอยู่ของ ‘พหุภพ’ ได้กระตุ้นให้ ‘สสารมืด’ ะเิออก กลายเป็สะพานเชื่อมระหว่างสองภพที่ทับซ้อนกันอยู่ ภายหลังการะเิครั้งที่สอง พวกมันก็ได้กลายเป็โลกใบเดียวกันอย่างถาวร
ข้อเท็จจริงคือภพมนุษย์เคยล่มสลายไปแล้ว
แต่เพราะตัวตนของ ‘ระบบ’ ได้ทำการแทรกแซงและย้อนเวลากลับมาที่จุดเริ่มต้น เพื่อสร้างสมดุลให้แก่สองภพและเอกภพอื่น โดยการมอบพลังให้ทั้งสองฝ่ายเปิดฉากทำศึกาตัดสิน
ไม่เลิกราจนกว่าฝ่ายหนึ่งจะพ่ายแพ้สูญสิ้นไปทั้งหมด
บัดนี้โลกที่ทุกสิ่งมีชีวิตจากสองภพกำลังเหยียบย่ำอยู่ก็คือ ‘สมรภูมิแร็กนาร็อก’
ไทเทพไม่รู้จะใเื่ไหนก่อนแล้วจริง ๆ
แต่ทั้งหมดนี้มีต้นเหตุมาจากฝ่ายมนุษย์? เชี่ย! นักวิทยาศาสตร์บ้าพวกไหนมันเล่นพิเรนทร์กันวะ
“เพราะงี้ฉันถึงเลือกมาอยู่กับธรรมชาติ แต่ดันโดนธรรมชาติลงโทษซะงั้น” ชายหนุ่มเป่าปาก พยายามปรับตัวกับวิถีใหม่
จะอยู่รอดไปได้นานแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับความรู้ความเข้าใจ ฉะนั้นไทเทพจึงเปิดหัวข้อถัดไปมาอ่านต่อ
[แต้มสกิล ไอเทม และมอนสเตอร์]
กลุ่มผู้พลังเอกลักษณ์จะไม่มี ‘เลเวล’ แต่จะได้รับ ‘ชุดสกิล’ ของเอกลักษณ์นั้น ๆ ทำให้แต้มสกิลมีความสำคัญต่อพวกเขามากที่สุด ไม่ใช่ ‘ไอเทม’
วิธีการได้รับแต้มสกิลของผู้มีพลังเอกลักษณ์ ก็จำเป็ต้องสังหาร ‘มอนสเตอร์’ ให้ครบตามจำนวน ตามกฎของระบบดังนี้
สังหาร สัตว์ป่า 1,000 ตัว ได้รับ 1 แต้มสกิล [ระดับทั่วไป]
สังหาร สัตว์ร้าย 500 ตัว ได้รับ 1 แต้มสกิล [ระดับอันตราย]
สังหาร สัตว์ปีศาจ 10 ตัว ได้รับ 1 แต้มสกิล [ระดับทำลายล้าง]
สังหาร สัตว์ตำนาน 1 ตัว ได้รับ 1 แต้มสกิล และสุ่มรับสกิลของสัตว์ในตำนานตัวนั้น 1 สกิล [ระดับหายนะสิ้นโลก]
มอนสเตอร์ทุกระดับชั้นข้างต้นจะมีโอกาสดรอป ‘ไอเทม’ เมื่อพวกมันตาย และให้ ‘ค่าประสบการณ์’ กับเหล่า ‘เพลเยอร์’ ผู้มีพลังทั่วไปที่ต้องอาศัย ‘เลเวล’ เพิ่มความแข็งแกร่งของตัวเองโดยเฉพาะ
ไอเทมแบ่งออกเป็ 4 ระดับ
ระดับทั่วไป [สีขาว]
ระดับอันตราย [สีฟ้า]
ระดับทำลายล้าง [สีทอง]
ระดับหายนะ [สีแดง]
ความรู้คือพลังที่แท้จริง พออ่านทุกอย่างจบไทเทพก็บรรลุแล้วว่าอะไรเป็อะไร อีกาปีศาจตัวนั้นอยู่ในระดับไหน และสิ่งสำคัญที่สุดคือตัวเขาควรจะทำอย่างไรต่อเพื่อฝ่าสมรภูมิแร็กนาร็อกบ้า ๆ นี้ไปให้ได้…แบบตายน้อยอย่างที่เขาหวัง
“ก่อนอื่น ฉันต้องรีบกลับไปกวาดไอเทมขึ้นมาจากแม่น้ำเืนั่น” ไทเทพกัดฟันข่มอาการสั่นกลัว จากนั้นรีบพุ่งตัวย้อนกลับไปเผชิญหน้าฝันร้ายอย่างตรงไปตรงมา
ป่าแถบนี้วิเวกวังเวงอย่างที่สุด แต่มันอาจเป็ผลดีต่อชายหนุ่มที่ยังกึ่งเปลือยไร้การป้องกันอยู่ก็ได้
ใช้เวลาสักพักเลยกว่าไทเทพจะกลับมาถึงจุดเริ่มต้นของตัวเอง ซึ่งทำให้เขาพบกับกองไอเทมเกลื่อนกลาด ยังมีเหรียญทองที่สมควรจะมีค่ามากในสมรภูมิแร็กนาร็อกแห่งนี้ รวมไปถึงวัตถุดิบมากมายจากทั้งสัตว์ป่าสัตว์ร้าย
ครั้งแรกที่ไทเทพหยิบไอเทมขึ้นมา ระบบได้แนะนำเขาเกี่ยวกับ ‘กระเป๋ามิติ’ ส่วนตัว แน่นอนว่ามาถึงขั้นนี้แล้วย่อมไม่มีอะไรสร้างความประหลาดใจให้ชายหนุ่มคนนี้ได้อีก
ในเมื่อระบบมอบความสะดวกสบายเหมือนเกมที่คุ้นเคยให้ฝ่ายมนุษย์แบบนี้ก็นับเป็เื่ที่ดี
ไทเทพนำทุกอย่างใส่กระเป๋ามิติของระบบ และรีบหันหัววิ่งออกห่างจากสุสาน ระหว่างทางก็พยายามค้นหาแม่น้ำลำธารเพื่อจะใช้ล้างคราบสกปรกไปด้วย ยิ่งเวลาผ่านไปนานประสาทััและการตอบสนองของเขาเหมือนจะเฉียบคมขึ้นั้แ่กินอาหารทิพย์ กระทั่งกำลังวังชายังค่อย ๆ เพิ่มพูนอยู่ตลอดอย่างเงียบเชียบ
ไทเทพรู้ตัวดีแต่เขาแกล้งทำเป็ปฏิเสธความจริงข้อนี้ เพราะกลัวว่าร่างกายจะเปลี่ยนเป็ลิงเผือกในท้ายที่สุด
การเดินทางในป่าแบบนี้กลับไม่สร้างความลำบากให้เขาเลย ไทเทพเคลื่อนไหวคล่องแคล่วว่องไว สายตาคมชัด สองมือสองเท้ามั่นคง ดูเหมือนน่าจะเป็ศักยภาพแฝงจากพลังเอกลักษณ์ของหนุมานแล้ว
โลกที่ถูกขยายจนกว้างใหญ่ไพศาลนี้อาจจะยังไม่เพียงพอให้รองรับตัวตนในตำนานทั้งหลายอยู่ดี
ไทเทพทิ้งตัวลงในลำธารตื้น ๆ แห่งหนึ่ง พลันนึกไปถึงเหล่าเอกลักษณ์จากทั่วโลกที่ล้มตายไปก่อนใน่แรก หากคิดดูให้ละเอียดกว่านี้ พวกเขาทั้งหมดล้วนเป็ ‘คีย์สำคัญ’ ในสถานการณ์พิเศษบางอย่าง
สำหรับโซนของไทย ตัวคีย์หลักครอบจักรวาลอย่าง ‘พิเภก’ ก็ถูกกำจัดไปแล้ว นี่นับเป็เื่ร้ายแรงมากนะ!
ยังมีพระรามกับคันศรวิเศษซึ่งนำมาใช้แก้ปัญหาได้ร้อยแปดที่ฝ่ายมนุษยชาติได้สูญเสียไปอีก
เพียงแค่ขาดสองท่านนี้ไป ตอนจบอาจจะไม่แฮปปี้แล้วก็ได้
ไทเทพแทบจะมองเห็นถึงความบรรลัยป่วงที่จะตามมาในอนาคตได้อย่างเลือนรางเลย เขาที่บังเอิญตกหลุมกลายมาเป็อวตารของหนุมานยังต้องคิดหนัก
แถมยังมีความเป็ไปได้สูงว่าทั้งหมดคือผลลัพธ์จากแผนการที่ฝ่ายศัตรูวางดักเอาไว้
เกรงว่าศึกนี้จะไม่ง่ายเหมือนในนิทานปรัมปราที่เล่าสืบต่อกันมาอีกแล้วอย่างสิ้นเชิง
ปัจจุบัน หลังจากกองทัพของผู้มีพลังเอกลักษณ์ถูกลอบโจมตี ดินแดนของมนุษยชาติจากทั่วโลกก็หดเล็กลงมาอีกครั้ง แต่เหล่า ‘เพลเยอร์’ ไม่ยอมแพ้ จึงก่อตั้งสมาคม จัดตั้งปาร์ตี้ และค่อย ๆ ตีมอนสเตอร์เก็บข้อมูล พากัน ‘ฟาร์ม’ ทั้งไอเทมกับค่าประสบการณ์เพื่อยกระดับความแข็งแกร่ง
นี่ก็คือพลังแห่งการปรับตัวขั้นสูงสุดของฝ่ายมนุษยชาติ บวกกับความคุ้นเคยในระบบเกมกันดีอยู่บ้างไม่มากก็น้อย
เกิดเป็ยุคใหม่ที่วัตถุดิบและไอเทมจากมอนสเตอร์มีค่ามหาศาล บุคคลที่เก่งกล้าสามารถได้รับการยกย่องเชิดชูยิ่งกว่าดารานักแสดง ถึงขั้นได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลในทุกด้านไม่ว่าจะเป็เงินตรา การกินอยู่ และเกียรติยศ
สามเดือนผ่านไป
ภายในเขตป่าลพบุรีชั้นนอกสุด ไทเทพฝ่านรกสัตว์ร้ายออกมาสู่สังคมคนเมืองได้อีกครั้งแล้ว น้ำตาของเขาแทบจะไหลพรากเมื่อสังเกตเห็นกลุ่มคนมากมายยืนออกันอยู่ใกล้ ๆ กับดันเจี้ยนอีกาเหล็ก
ระยะเวลาสามเดือนเศษนี้ ไทเทพฆ่าสัตว์ร้ายไปเป็พันตัว สัตว์ป่าอีกเกือบสองพันตัวทำให้ได้รับแต้มสกิลรวมทั้งหมดสี่แต้ม และจ่ายลงในชุดสกิลของเอกลักษณ์หนุมานดังนี้
[ชุดสกิลของวานรเทพ]
[วาตะนิรันดร์] ระดับ 2/5 [ติดตัว]
[ยุทธภัณฑ์เทวะ] ระดับ 1/5 [เรียกใช้]
[กลืนดาว] ระดับ 0/5 [เรียกใช้]
[ตรีเพชร] ระดับ 1/5 [เรียกใช้]
่แรกไทเทพลำบากเกินบรรยาย ถูกสัตว์ร้ายในป่าลพบุรีกลุ้มรุมตายแล้วตายอีก ตายจนความกลัวค่อย ๆ ถูกเปลี่ยนไปเป็ความโกรธ สุดท้ายเขาเลือกสู้เยี่ยงสัตว์ร้าย ถูกมันกัดก็กัดตอบ ใช้ชีวิตอันไร้ขีดจำกัดของตัวเองเข้าแลกเพื่อให้ได้ฆ่าสัตว์ร้ายสักตัว
แต่ความตายครั้งที่เท่าไรไม่ทราบ ไทเทพไม่อาจฟื้นขึ้นมาได้ทันทีเพราะบริเวณนั้นลมไม่พัดผ่าน ซากของเขากองอยู่อย่างนั้นนานหลายวันถึงค่อยมีสัตว์มาฉุดลากออกไปโดนสายลมโชยใส่
สาเหตุนี้เองที่ทำให้ไทเทพทดลองอัปสกิล [วาตะนิรันดร์] ขึ้นเป็ระดับ 2 และมันก็ไม่ทำให้เขาผิดหวังเลยจริง ๆ
ความสามารถของสกิลในระดับสองนี้ทำให้สามารถ ‘กักเก็บสายลม’ เอาไว้ตามขนทั่วทั้งร่างได้!
เป็ตัวการันตีเลยว่าไทเทพจะไม่ตายแน่ ๆ ต่อให้ร่วงลงสู่กับดักหรือพื้นที่ที่สายลมไม่อาจเข้าถึงได้ก็ตาม
ส่วนสกิล [ยุทธภัณฑ์เทวะ] นั้นก็เหมือนกับการติดอาวุธ ระดับที่ 1 คือการปลดล็อก ‘หาง’ วานร ขั้นถัดไปคงไม่พ้นเป็ ‘กุณฑล’ ‘ขนเพชร’ และ ‘เขี้ยวแก้ว’
มาถึงสกิล [ตรีเพชร] ซึ่งเป็การเรียกใช้อาวุธประจำกายของหนุมานตามชื่อตรง ๆ โดยที่ขั้นแรกของศัสตราเทพนี้คือระดับอันตรายที่ข้อมูลแสดงเป็สีฟ้า
ขณะนี้ไทเทพยังคงเป็ไทเทพ สามเดือนมานี้เขาไม่ได้มีทักษะการต่อสู้เก่งขึ้นมากนัก แต่ทีเด็ดของเขาคือ “กูไม่ตาย มึงตาย”