ความเดิมตอนที่แล้ว
เพราะความบังเอิญหรือโชคชะตาที่นำพาหวงจิ้งเอินและอู๋ฉงฉงไปพบกับความลับเื้ัหมู่บ้านหัวทำให้เขาทั้งสองคนไม่อาจทำใจนิ่งเฉยอยู่ได้ เพราะท่ามกลางผู้คนที่ใช้ชีวิตธรรมดาและเรียบง่ายแต่เื้ักลับกลายเป็ผู้ต้องสงสัยในโศกนาฏกรรมชุมชนกลางป่าเขาที่แสนสงบสุขแห่งนี้อาจเคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความสูญเสียครั้งใหญ่ของหนานจิ้งด้วยหวงจิ้งเอินและอู๋ฉงฉงค้นพบบันทึกเก่า ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มคนที่เรียกตนเองว่าชิงเฟิงถูกซุกซ่อนอยู่ภายในห้องลับใต้ดินค่ายชิงเฟิงที่อดีตเ้าเมืองเหอเพ่ยอวี้เคยเดินทางไปสยบจนสุดท้ายนางต้องจบชีวิตลงอย่างน่ากังขาและอีกดินแดนอันห่างไกลที่ตั้งอยู่บนเขาเลี่ยววั่ง ท่านผู้เฒ่าหลินได้รับข่าวจากหนานจิ้งว่าเ้าเมืองน้อยแห่งเยียนเป่ยเดินทางมาถึงจวนเ้าเมืองหลินเป็ที่เรียบร้อยแล้วนั่นก็หมายถึงว่าใกล้ถึงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในรอบทศวรรษของแผ่นดินเหนือใต้เขาและหลินเหิงอี้องค์ชายสี่แห่งหนานจิ้งจึงเตรียมตัวลงจากเขาเพื่อให้ทันงานเลี้ยงเฉลิมฉลองเนื่องในวันเกิดขององค์หญิง
ทางด้านซ่งจื่อรุ่ยผู้มีใจสกปรกเขายังคงบีบคั้นจูซือฉีให้สร้างความวุ่นวายปั่นป่วนภายในจวนเ้าเมืองหลิน และดูเหมือนว่าแผนการของเขาไม่รอดพ้นสายตาของเฉินเสวี่ยหยางในขณะที่เ้าเมืองน้อยเฉินกำลังขลุกอยู่ในเรือนเพาะชำกับองค์หญิง สองมือของเขาไร้ซึ่งถุงมือผ้าดั่งที่เคยสวมใส่อยู่เป็ประจำจึงทำให้ภาพองค์ชายผู้สูงศักดิ์ในชุดสีสะอาดตาซึ่งอยู่ท่ามกลางแปลงเพาะปลูก ช่างดูเป็ภาพที่ออกจะแปลกตาไปนิดแต่ทว่าหลินเพ่ยหนิงกลับมองดูด้วยความชื่นชม โดยมีองครักษ์อย่างเฟยฉียืนคุ้มกันอยู่ไม่ไกลจนกระทั่งเฟยิกลับเข้ามา
เฟยฉี : “ อาิ มาแล้วเหรอ? ”
เฟยิ : “ เ้าเมืองน้อยล่ะ? ”
เฟยฉี : “ โน่นแน่ะ.. ”
เฟยฉีตอบพลางเบนหน้าไปยังเรือนเพาะชำที่ห่างเพียงระยะสายตาสองพี่น้องเห็นผู้เป็นายง่วนอยู่กับการดูแลต้นไม้จนมือทั้งสองข้างเปรอะเปื้อนดินโคลนช่างเป็ภาพที่เขาสองคนแทบไม่อยากเชื่อสายตาและต่างมองหน้ากันด้วยความแปลกใจแกมอมยิ้มหลังจากนั้น ลั่วชีชีก็เดินกลับเข้ามาและยืนพูดคุยกับเขาทั้งสอง
ลั่วชีชี : “ นี่พวกเ้าทำอะไรกันน่ะ แอบดูอยู่หรอเสียมารยาท ”
เฟยฉี : “ ลั่วลั่ว เ้าไปไหนมา? ”
ลั่วชีชี : “ ไปดูในครัวน่ะสิ ไม่รู้ว่าเสี่ยวจูหายไปไหน ข้าเลยไปเตรียมขนมและน้ำชาให้เ้าเมืองน้อยกับองค์หญิงแล้วพวกเ้าล่ะ ไม่มีอะไรทำกันหรือยังไง ยืนดูอยู่ได้ ”
เฟยฉี : “ มีสิ ก็นี่ไง ”
ลั่วชีชี : “ หือ! ”
เฟยฉี : “ งานของพวกข้าคือคอยอารักขาเ้าเมืองน้อยกับองค์หญิงข้าก็กำลังทำกันอยู่นี่ไง ”
เฟยิ : “ แล้วนั่นเ้าถืออะไรมา? ”
ลั่วชีชี : “ อ๋อ! นี่เป็สุราหอมหมื่นลี้เพราะที่นี่มีต้นหอมหมื่นลี้ปลูกอยู่ทั่ว องค์หญิงเลยนำมาทำชา ที่เหลือก็หมักและบ่มทิ้งไว้สุรานี้แรงมากเลยนะ เมื่อเช้าองค์หญิงบอกว่าน่าจะได้ที่แล้ว เลยให้ข้าเอาออกมาน่ะ ”
เฟยฉี : “ คงได้ที่แล้วจริง ๆ นั่นแหละ ยังไม่ทันเปิด กลิ่นโชยขนาดนี้หืม.. ”
ลั่วชีชี : “ พวกเ้าทำงานกันอยู่ไม่ใช่เหรอ เมื่ออยู่ในหน้าที่ฉะนั้นห้ามดื่ม ”
เฟยฉี : “ หมดกัน ”
ลั่วชีชี : “ แต่ก็นะ เห็นอย่างนี้แล้วข้าล่ะอยากมีคนรักสักคนบ้างจังดูสิ ทั้งสองท่านยังไม่ทันดื่มสุรามงคล ก็ตัวติดกันเสียแล้ว ”
เฟยิ : “ เ้าเมืองน้อยในตอนนี้ดูมีชีวิตชีวากว่าแต่ก่อนมาก”
เฟยิพูดด้วยสีหน้าอมยิ้มขณะมองไปยังผู้เป็นายกับองค์หญิงแต่เมื่อหันไปอีกครั้ง ลั่วชีชีก็มีสภาพเปลี่ยนไปจนเฟยิถึงกับเรียกผู้เป็น้อง
เฟยิ : “ อาฉี ”
เฟยฉี : “ หือ ”
ลั่วชีชี : “ เอิ๊ก อืม.. ”
เฟยฉี : “ เวรล่ะ! ดื่มไปตอนไหนเนี่ย”
เฟยฉีเข้าไปประคองลั่วชีชีที่มีใบหน้าแดงก่ำด้วยฤทธิ์สุรา
ลั่วชีชี : “ แฮะ ๆ.. ฮะ! แล้วพวกเ้าล่ะเป็ใครเข้ามาทำอะไรที่นี่? ”
เฟยฉี : “ เอ๊า! ”
เฟยิ : “ ผ่านไปไม่ถึงเค่อ จำกันไม่ได้เสียแล้ว ”
ลั่วชีชี : “ นี่อย่าบอกนะว่าพวกเ้าคิดปองร้ายองค์หญิงของข้าน่ะเ้าพวกคนเลว ”
เฟยฉี : “ เฮ้ย ๆ ๆ ”
ลั่วชีชียกมือขึ้นชี้หน้าทั้งยังยกชวดสุราขึ้นเหนือศีรษะในสภาพโซเซหวังทุบตีสององครักษ์เพราะเข้าใจผิดคิดว่าพวกเขาเป็คนที่ลอบเข้ามาทำร้ายองค์หญิง จนเฟยิต้องรีบแย่งขวดสุราออกจากมือของนาง
เฟยิ : “ ดูท่าคงไม่ได้การ ”
เฟยฉี : “ ลั่วลั่ว เ้าดูให้ดี ๆ สิ นี่ข้าไง ข้าเฟยฉีส่วนนี่อาิ ”
ลั่วชีชี : “ หือ.. อ๋อ! พวกเ้านั่นเองมาั้แ่เมื่อไหร่ มา ๆ ๆ ดื่ม ๆ ”
เฟยฉี : “ หืม.. หัวจะปวดเมื่อครู่ยังบอกไม่ให้ข้าดื่มอยู่เลย ”
นางหลี่ตามองดูสองพี่น้องฉีิและพยายามยื่นมือออกไปคว้าขวดสุราในสภาพที่ยืนแทบไม่อยู่ทำให้เฟยิต้องรีบนำขวดสุราที่ถืออยู่ในมือออกห่างจากนาง
เฟยิ : “ แม่นางลั่ว ไม่คิดว่าเมาแล้วจะรั่วสมชื่อ สุราขององค์หญิงแรงขนาดนี้เชียวหรือ พานางไปนั่งตรงนั้นก่อนเถิด ”
เฟยฉีประคองลั่วชีชีไปนั่งที่ม้านั่งด้านข้าง แล้วพวกเขาก็พูดคุยกันแต่ดูท่าแล้ว สุราขวดนี้ช่างมาได้ถูกเวลา และสถานการณ์ในตอนนั้นช่างเหมาะแก่การหลอกล้อเพื่อสอบถามเื่ราวต่างๆ ภายในจวน
เฟยิ : “ เมื่อครู่เ้าพูดว่ามีคนปองร้ายองค์หญิงอย่างนั้นเหรอ? ”
ลั่วชีชี : “ ก็ใช่น่ะสิ ไม่อย่างนั้น น้าหูคงไม่ต้องคอยตามติดองค์หญิงอย่างนั้นหรอกเขาน่ะเป็คนที่ท่านเ้าเมืองแอบส่งมาคุ้มครององค์หญิงน่ะ ”
เฟยฉี : “ แล้วเ้าพอจะรู้หรือไม่ ว่าเป็ฝีมือใคร? ”
ลั่วชีชี : “ จะไปรู้ได้ไง หากรู้ข้าคงแพ่นกบาลมันไปนานแล้วบังอาจคิดร้ายต่อองค์หญิงของข้า เ้าพวกนั้นนะเล่นปิดหน้าปิดตาจนดูไม่ออกว่าใครเป็ใครแถมทุกครั้งที่พอจะจับตัวได้ กลับชิงฆ่าตัวตายไปก่อน แต่ถึงไม่ตายตอนนั้นก็ต้องตายภายหลังอยู่ดี”
เฟยิ : “ แล้วองค์หญิงสามล่ะ พักนี้ข้าไม่เห็นนางเลย ”
เฟยฉี : “ ใช่ เมื่อตอนที่ไปเยี่ยมชายารองข้าก็ไม่เห็นนะนางไปไหนงั้นเหรอ? ”
ลั่วชีชี : “ หากเป็เวลานี้ก็คงจะอยู่ที่ลานฝึกยุทธ์ ไม่ก็ลานยิงธนูนั่นแหละ”
เฟยฉี : “ หือ.. ”
เฟยิ : “ นางฝึกเป็ประจำอย่างนั้นเหรอ? ”
ลั่วชีชี : “ เอิ่ม.. ก็ไม่เชิงหรอก ส่วนใหญ่จะเป็ตอนที่นางหงุดหงิดอารมณ์เสียจากอะไรสักอย่างแต่รวม ๆ แล้วก็ไปเกือบทุกวันน่ะแหละ ”
เฟยฉี : “ นี่อารมณ์เสียทุกวันเลยหรอเนี่ย คือ.. ข้ารู้สึกว่านางไม่ค่อยสนิทกับองค์ชายและองค์หญิงสักเท่าไหร่เป็เพราะอะไรกันเหรอ? หรือว่าตอนเด็ก ๆ พวกเขาเกลียดกันมาก ”
ลั่วชีชี : “ ตรงข้ามเลยต่างหาก ”
เฟยิ : “ หมายความว่ายังไงที่ว่าตรงข้าม? ”
ลั่วชีชี : “ ก็หมายความว่าพวกเขาสนิทกันไง สนิทกันมาก จนเรียกได้ว่าเหมือนดั่งพี่น้องแท้ๆ เลยล่ะ แต่เพราะเหตุการณ์นั้น องค์หญิงสามนางถึงได้เปลี่ยนไปน่ะ ”
เฟยฉี : “ คงต้องเป็เื่ใหญ่มากแน่ ๆ ว่าแต่มันเื่อะไรเหรอ?”
ลั่วชีชี : “ ข้าก็ไม่รู้อะไรมากนักหรอก ตอนนั้นน่ะข้ายังเด็กมากแล้วข้าก็เพิ่งได้มาอยู่กับองค์หญิงหลังจากนั้น แต่ก็พอได้ยินมาบ้าง เื่ก็มีอยู่ว่าในตอนนั้นองค์ชายใหญ่ท่านเป็คนเก็บตัวไม่ค่อยชอบสุงสิงกับใครนอกจากอดีตเ้าเมืองกับองค์หญิง แม้แต่ชายารองที่เป็แม่แท้ ๆ ท่านยังไม่ค่อยเข้าใกล้แต่องค์ชายเป็คนจิตใจดี รักสัตว์และก็ชอบกระต่ายเอามาก ๆ ท่านอยากเลี้ยงมันแต่ว่าชายารองไม่อนุญาตองค์ชายท่านเลยไปขอกับอดีตเ้าเมือง มารดาขององค์หญิง อดีตเ้าเมืองท่านเลยช่วยพูดกับชายารองและท่านเ้าเมืองให้จนทั้งสองท่านยอมใจอ่อนเพราะเห็นว่านี่อาจช่วยให้องค์ชายร่าเริงสดใสขึ้น แต่ว่าหากจะขอให้แต่องค์ชายผู้เดียวก็ดูเป็การไม่เหมาะเพราะว่าองค์หญิงสามก็อยากเลี้ยงนก พอถึงงานเลี้ยงฉลองเนื่องในวันเกิดขององค์ชายทั้งองค์ชายใหญ่และองค์หญิงสามจึงต่างได้รับของขวัญที่อยากได้ เป็กระต่ายตัวน้อยกับนกหงส์หยกส่วนองค์หญิงของข้าได้รับของขวัญเป็กู่ฉิน ”
เฟยฉี : “ แล้วเื่เป็ยังไงต่อ? ”
ลั่วชีชี : “ ก็เป็อย่างที่คาด องค์ชายใหญ่ร่าเริงขึ้นสัมพันธ์พี่น้องของพวกเขาก็แน่นแฟ้น พวกเขาเล่นด้วยกันทุกวันจนอยู่มาวันนึง นกตัวนั้นมันหายไปองค์หญิงสามและองค์ชายออกตามหาจนทั่ว แล้วก็มาพบมันนอนตายอยู่ในห้ององค์หญิงของข้าองค์หญิงสามนางเสียใจมากและโทษว่าองค์หญิงของข้าเป็คนทำให้มันตาย แต่ว่าข้าไม่เชื่อหรอกองค์หญิงเป็คนจิตใจดี นางไม่มีทางทำเื่แบบนั้นแน่ ”
เมื่อมึนเมาด้วยฤทธิ์สุราความในใจของนางก็พรั่งพรูออกมาดั่งสายฝน เพราะสาวรับใช้อย่างนางทนอัดอั้นแทนผู้เป็นายมานานหลายปี
เฟยฉี : “ แต่ตอนนั้นเ้าไม่ได้อยู่ด้วยนี่ รู้ได้ยังไงว่านี่ไม่ใช่ฝีมือขององค์หญิง?”
เฟยิ : “ อะแฮ่ม! ”
เฟยฉี : “ อุ๊ย! โทษทีปากไม่มีหูรูด ข้าถามตรงไปหน่อย ”
ลั่วชีชี : “ ไม่เป็ไร ข้าเข้าใจใครที่ไม่ได้ใกล้ชิดกับนางก็อาจคิดได้ทั้งนั้นแต่ข้าเชื่อว่าองค์หญิงไม่ได้เป็คนทำ ”
เฟยิ : “ เพราะอะไรเหรอ? ”
ลั่วชีชี : “ เพราะข้าเห็นน่ะสิ หลังจากวันนั้นมันก็มีเหตุการณ์เกิดขึ้นและข้าก็ได้เห็นมันกับตา”
เฟยฉี : “ ยังมีเื่แบบนี้เกิดขึ้นอีกเหรอ?”
ลั่วชีชี : “ มีสิ ความจริงแล้วเื่เหล่านี้องค์หญิงกำชับข้าไม่ให้พูดออกไปยิ่งเป็ท่านเ้าเมืองด้วยแล้วก็ยิ่งแล้วใหญ่ หากท่านรู้ว่าเื่นี้ออกจากปากข้าละก็มีหวังข้าคงหัวขาดแน่ แต่ข้าถือว่าพวกเ้าเป็คนของเ้าเมืองน้อยเฉินหรอกนะข้าถึงได้เล่าน่ะ ช้าเร็วยังไงเื่ที่เกี่ยวข้องกับองค์หญิงจะเล็กน้อยแค่ไหน เ้าเมืองน้อยก็ต้องรู้อยู่ดีพวกเ้าคงไม่เอาเื่พวกนี้ไปบอกใครหรอกใช่ไหม? ”
เฟยฉี : “ ไม่บอก ๆ ข้าไม่บอกใครเด็ดขาด ขืนพูดไป ข้าก็คงหัวขาดเหมือนกันแต่ดูแล้วน่าจะเละกว่าเ้าด้วย ”
เฟยิ : “ อื้ม ”
สองพี่น้องยกมือขึ้นสาบานอย่างขึงขัง ในขณะที่ลั่วชีชียังคงเล่าผ่านน้ำเสียงยืดและท่าทางสะลึมสะลือดั่งคนไม่มีสติแต่ถ้อยคำที่หลุดออกมากลับดูน่าเชื่อถือ
เฟยฉี : “ เล่าต่อสิเล่าต่อ กำลังเข้าเื่เลยนี่ ”
ลั่วชีชี : “ อ๋อ! เอ่อ.. หลังจากที่เกิดเื่วันนั้นองค์ชายใหญ่ก็พาเสี่ยวหลงกระต่ายตัวนั้นไปเยี่ยมเยียนองค์หญิงสามทุกวันเพื่อให้นางหายเศร้าโดยองค์หญิงของข้าก็ไปด้วย ผ่านไปหลายวันเข้า องค์หญิงสามก็เริ่มเข้าใจว่านี่อาจไม่ใช่ความผิดขององค์หญิงพวกเขาเลยกลับมาดีกัน แต่ว่าก็เกิดเื่ขึ้นอีก คราวนี้เป็เสี่ยวหลงที่หายไป ”
เฟยฉี : “ เฮอะ! ขยันหายจริง ๆ เลยแฮะ”
เฟยิ : “ มันจะบังเอิญไปหน่อยไหม ”
ลั่วชีชี : “ นั่นน่ะสิ ตอนนั้นน่ะทั้งองค์ชายและองค์หญิงทั้งสองช่วยกันออกตามหาจนมาพบมันเดินอยู่ที่ศาลาริมน้ำแต่เื่มันเกิดที่ตรงนี้นี่แหละ เพราะไม่รู้ไปทำอีท่าไหน องค์ชายใหญ่ถึงได้ตกลงไปในน้ำองค์หญิงของข้าจึงะโลงไปช่วย ”
เฟยิ : “ แล้วองค์หญิงสามล่ะ เหตุใดถึงไม่ลงไปช่วย? ”
ลั่วชีชี : “ ก็ทั้งสามท่าน มีเพียงองค์หญิงของข้าเท่านั้นที่ว่ายน้ำเป็ถึงนางจะช่วยองค์ชายใหญ่ไว้ได้แต่เพราะเหตุการณ์นั้น องค์ชายจึงป่วยเป็ไข้ลมหนาวมาจนถึงทุกวันนี้”
เฟยฉี: “ แล้วเ้าไม่เห็นหรือว่าตอนนั้นองค์ชายตกลงไปได้ยังไง?”
ลั่วชีชี : “ ข้าเห็นจากอีกมุมนึงน่ะ แต่ตรงที่องค์ชายยืนอยู่ข้าเห็นไม่ชัด ตอนนั้นมันเร็วมาก ข้าเห็นแต่องค์หญิง นางกำลังจะอุ้มเสี่ยวหลง แต่พริบตาเดียวองค์ชายใหญ่ก็ลงไปอยู่ในน้ำแล้วพวกเ้าก็รู้ข้าเป็แค่ลูกคนรับใช้ คำพูดของข้าใครล่ะจะฟัง ผลสุดท้าย องค์หญิงโดนทำโทษถูกกักบริเวณเพื่อสำนึกผิดถึงหนึ่งเดือนเต็มตอนนั้นอดีตเ้าเมืองไม่เห็นด้วยกับการตัดสินนี้ แต่เป็เพราะว่าองค์หญิงยอมรับว่าเป็คนไม่ระวังทำให้องค์ชายใหญ่ตกลงไปในน้ำและยินยอมรับโทษนับแต่นั้น องค์หญิงสามก็เปลี่ยนไป เวลาที่พบหน้ากัน นางไม่แม้แต่จะทักทายองค์หญิงของข้าด้วยซ้ำ”
เฟยิ : “ เป็อย่างนี้นี่เอง สงสารก็แต่องค์หญิง ”
เฟยฉี: “ แล้วเ้าล่ะ เข้ามาอยู่กับองค์หญิงได้ยังไง? ”
ลั่วชีชี : “ ข้าก็เป็อีกคนที่เกือบตายน่ะสิ ”
เฟยฉี: “ หา! ”
ลั่วชีชี : “ ข้าไม่อยากคิดในทางที่ไม่ดีหรอกนะแต่ว่าวันนั้นข้าจำได้ขึ้นใจเลยล่ะ แววตาที่องค์หญิงสามมองข้า หลังจากที่รู้ว่าข้าเห็นเหตุการณ์นั้นั้แ่ต้นนางดูน่ากลัวมาก หลายวันต่อมาก็มีเื่แปลก ๆ เกิดขึ้น ข้าถูกคนผลักตกน้ำและยังถูกขังไว้ในห้องเก็บฟืนแต่โชคดีที่องค์หญิงกับอดีตเ้าเมืองมาช่วยข้าไว้และเมตตาข้า พาข้ามาอยู่ในเรือนนี้ไม่อย่างนั้น ข้าก็ไม่อยากคิดเหมือนกันว่าจะต้องเจอกับอะไรอีกบ้าง ”
เื่ราวเ่าั้ทำเอาเฟยิและเฟยฉีรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลอยู่ไม่น้อยหลายสิ่งหลายอย่างช่างบังเอิญเกินไปและมีจุดที่น่าสงสัยอยู่เต็มไปหมด ทว่าเื่เล่าดั่งนิทานหาได้รอดพ้นโสตััของเฉินเสวี่ยหยางเขาได้ยินเื่ราวทั้งหมดและมองดูหลินเพ่ยหนิงด้วยความชื่นชม สตรีผู้แสนอ่อนโยนกลับมีหัวใจที่น่าเลื่อมใสเขามองออกว่านี่ไม่ใช่ความผิดของหลินเพ่ยหนิง แต่ที่นางยอมรับโทษนั่นก็เพราะไม่อยากทำลายสัมพันธ์อันดีระหว่างพี่น้อง
ส่วนสถานการณ์ภายในเรือนหน้าหลังจากที่องค์ชายใหญ่และเฉินเสวี่ยหยางปลีกตัวออกไปจากการชุมนุมภายในนั้นจึงเหลือเพียงเ้าเมืองหลินกับผู้นำทั้งสามฝ่ายรวมทั้งหลี่ซู่เหลยที่ยังคงหารือกัน
หลินหงชุน : “ คราวนี้เ้าจะบอกข้าได้รึยัง ว่าสิบปีที่แล้วมันเกิดอะไรขึ้น?”
คำถามที่ทำเอาบรรยากาศตึงเครียดไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเมื่อครู่และยังทำให้ผู้ถูกถามอย่างหลี่ซู่เหลยต้องหยุดชะงัก จนต้องวางถ้วยชาที่เพิ่งยกขึ้นดื่มแววตาของเขาแสดงถึงความลำบากใจอย่างเห็นได้ชัด แต่เมื่อถูกถามตรง ๆ มีหรือที่เขาจะกล้าเบี่ยงเบนประเด็น
หลี่ซู่เหลย : “ เกรงว่ายามนี้ข้าคงมิอาจพูดได้เต็มปาก แต่ท่านเ้าเมืองได้โปรดขอเวลาข้าอีกสักหน่อย ถึงยามนั้นข้าจะต้องมีคำอธิบายให้กับท่านแน่ ”
แม้หลี่ซู่เหลยไม่ปฏิเสธที่จะตอบคำถาม แต่เขาก็ไม่อาจพูดอะไรได้มากกว่านี้เขาทำได้เพียงยืดเวลาออกไปเพื่อรอให้หลายสิ่งชัดเจนโดยเฉพาะหลักฐานที่มัดตัวคนจนดิ้นไม่หลุด
หม่าจิ่นเทา : “ ท่านหลี่ ในที่นี้ล้วนแต่คนกันเองทั้งนั้นมีเื่ใดท่านก็เล่ามาเถิด พวกเราจะได้ช่วยกันหาทางแก้ไข ”
เหลียงจิ่งเสียน : “ ดูท่าเื่นี้คงไม่ธรรมดา หรือว่าที่นี่มีใครที่อยู่ฟังไม่ได้งั้นหรือ?”
ซ่งเผิงจิ่น : “ นั่นสิ ”
หลี่ซู่เหลย : “ มิได้ ๆ ขอบคุณทุกท่านที่เป็ห่วงข้า อย่างที่เ้าเมืองน้อยเฉินกล่าวไว้คนบางคนเก่งแต่ใช้วิธีเยี่ยงสุนัข มิกล้าสู้กันซึ่งหน้า และคนคนนั้นยังคงหลบซ่อนตัวอยู่หากบุ่มบ่ามกระทำการใดเกรงว่าอาจเป็เราที่ต้องเป็ฝ่ายเสียเปรียบ ”
หลินหงชุน : “ นี่หมายความว่าเ้ารู้ แต่มีเหตุผลที่บอกไม่ได้แถมยังให้ข้าทนดูอยู่เฉย ๆ อย่างนั้นหรือ? ”
หลี่ซู่เหลย : “ ท่านเ้าเมือง ข้าไม่ได้หมายความอย่างนั้นเพียงแต่ว่านั่นจะเป็การแหวกหญ้าให้งูตื่น ”
หลินหงชุน : “ แปลว่าเ้ามีแผนรับมือแล้วสินะ ”
หลี่ซู่เหลย : “ กล่าวเช่นนั้นก็มิผิด ”
หม่าจิ่นเทา : “ แม่ทัพเหลียง เื่นี้ไม่ธรรมดาอย่างที่ท่านพูดแล้วล่ะเป็ไปได้มากกว่าจะเกี่ยวพันหลายฝ่าย รวมไปถึงเยียนเป่ยด้วย ”
เหลียงจิ่งเสียน : “ เพราะอย่างนี้เ้าเมืองน้อยเฉินถึงได้เข้ามามีส่วนเกี่ยว ”
หลินหงชุน : “ ถึงอย่างนั้นก็อย่าได้ประมาท แม่ทัพเหลียง ท่านคอยดูเื่นี้อยู่ห่างๆ ไม่ว่าเขาจะทำการใดก็อย่าได้เข้าไปขวาง หากมีเื่ไม่ชอบมาพากลให้รีบมารายงานข้า”
เหลียงจิ่งเสียน : “ รับทราบ ”
ซ่งเผิงจิ่น : “ หากมีสิ่งใดให้ช่วยเหลือ ท่านหลี่อย่าได้เกรงใจขอเพียงเอ่ยปาก สกุลซ่งยินดีช่วยเหลือท่านอย่างเต็มที่ ”
หลี่ซู่เหลย : “ เช่นนั้นก็ดี ข้าจะจดจำความหวังดีของท่านไว้หากว่ามีเื่ใดข้าจะบอกแก่ท่านแน่ ถึงยามนั้นคงต้องรบกวนท่านแล้ว ผู้นำซ่ง ”
หลี่ซู่เหลยเน้นย้ำคำพูดของตนทั้งยังใช้สายตาเป็นัยจนทำให้ซ่งเผิงจิ่นต้องเก็บคำพูดของอีกฝ่ายไปคิดดูเหมือนลางสังหรณ์ของเขาจะไม่ดีเท่าใดนักและเริ่มมีความกังวลซ่อนอยู่ลึก ๆ เขาแอบคิดในใจว่าเื่นี้อาจไม่พ้นคนในสกุลซ่งเข้าไปมีส่วนเกี่ยวและเป็ไปได้มากว่าคงเป็บุตรชายผู้ไม่รักดีของตน ยิ่งไปกว่านั้น ดูเหมือนว่าเหลียงจิ่งเสียนก็รู้เื่นี้อยู่ไม่น้อยเช่นกันแม้แต่เ้าเมืองหลินก็สังเกตเห็นบรรยากาศอันอึมครึมในที่ประชุมแห่งนี้
หลินหงชุน : “ จะอย่างไรก็พักอยู่ในที่ที่ข้าจัดไว้ให้ก่อน จนกว่าจะมีความกระจ่างแล้วค่อยหาทางแก้ไขค่ายสรรพาวุธมีทหารเกราะเหล็กคุ้มกันแ่า ทั้งยังอยู่ติดกับค่ายทหารของแม่ทัพเหลียงอยู่ที่นั่น เ้าและครอบครัวก็จะปลอดภัย ”
หลี่ซู่เหลย : “ ขอบคุณท่านเ้าเมือง ”
หม่าจิ่นเทา : “ ได้ข่าวว่าเ้าเมืองน้อยเฉินส่งหน่วยทหารม้าอาชาเงามาคุ้มครองท่านอีกแรงลือกันว่าพวกเขาถูกฝึกมาให้แพ้ไม่เป็ ทั้งแข็งแกร่งว่องไวเคลื่อนไหวประดุจเงา ไม่ทราบว่าจริงหรือไม่?”
หลี่ซู่เหลย : “ คำเลื่องลือนั้นมิผิด แต่ข้าคิดว่าการไม่มีเหตุให้ต้องเรียกรวมกำลังทหารย่อมดีกว่ามิใช่หรือ ว่าง ๆ ท่านหม่าก็แวะไปเยี่ยมเยียนข้าได้ทุกเมื่อ จะได้เห็นเหล่าทหารอาชาเงากับตา ข้าเองก็มีเื่ที่อยากปรึกษาท่านอยู่เหมือนกันส่วนเ้าเมืองน้อยเฉิน ข้าและฮูหยินนับว่าติดค้างเขาอยู่ไม่น้อยเกรงว่าชาตินี้มิอาจชดใช้ได้หมด ”
เหลียงจิ่งเสียน : “ ข้าว่าเ้าเมืองน้อยผู้นี้คงไม่ชอบให้ท่านเอ่ยถึงหนี้บุญคุณหรอกนะท่านหลี่ ”
หลี่ซู่เหลย : “ หึ! ก็จริงของท่านหากข้าอยากตอบแทนเขา คงต้องหาวิธีอื่นแล้ว วันใดท่านหม่าอยากไปเยี่ยมข้าก็เชิญผู้นำซ่งไปด้วยกันเลยสิพูดคุยหลายคนคงสนุกกว่า จะได้รำลึกความหลังกันด้วย ”
ซ่งเผิงจิ่น : “ เป็ความคิดที่ไม่เลว ไว้โอกาสหน้าข้าต้องไปแน่”
หลี่ซู่เหลย : “ ยินดี ๆ ”
หลี่ซู่เหลยยังคงไว้หน้าซ่งเผิงจิ่นอยู่บ้างเพราะเขาแตกต่างจากบุตรชายราวฟ้ากับเหว หากผู้ดูแลฝ่ายการคลังประพฤติมิชอบและทุจริตฉ้อฉลหนานจิ้งคงไม่รุ่งเรืองดั่งเช่นที่เป็อยู่หากแต่สิ่งที่เขาผิดก็คงมีอยู่เื่เดียวคือการอบรมสั่งสอนบุตรธิดาให้ตั้งอยู่ในทำนองคลองธรรม
เขาเลี่ยววั่ง
“ ท่านอาจารย์ จะไปจริงหรือขอรับ? ”
เสียงศิษย์เอกของหลินเจิ้นชงนามว่า กัวจงเหยี่ยนเอ่ยถามอาจารย์ด้วยสีหน้ากังวล เขาพยายามทัดทานด้วยรู้ในคำทำนายโชคชะตาและไม่อยากที่จะสูญเสีย
หลินเจิ้นชง : “ ทุกอย่างถูกกำหนดไว้แล้ว ”
กัวจงเหยี่ยน : “ แต่ท่านอาจารย์ ท่านลงจากเขาไม่ได้ท่านก็รู้นี่ขอรับ ”
หลินเจิ้นชง : “ ใต้หล้านี้ยังมีสิ่งที่ต้องหวงแหนรักษาที่แม้แต่ไม้ใกล้ฝั่งอย่างข้าก็หาได้คู่ควรเปรียบหากว่าชีวิตหนึ่งของข้าได้ใช้มันให้เกิดประโยชน์ต่อแผ่นดินแม้สักเล็กน้อยก็นับว่าคุ้มแล้ว”
กัวจงเหยี่ยน : “ แต่พวกเขาเป็สาเหตุให้ดวงตาของท่านเป็เช่นนี้ทั้งยังทอดทิ้งท่านให้เผชิญกับความทุกข์ยากแสนสาหัสเหตุใดต้องทำเพื่อพวกเขาด้วยเล่าขอรับ? ”
หลินเจิ้นชง : “ จงเหยี่ยนเอ้ย ฟังข้าให้ดีนะ ในโลกนี้น่ะไม่มีสิ่งใดคงอยู่ตลอดไปไม่เว้นแม้แต่ข้าจะยึดติดกับเื่ที่ผ่านมาไปทำไมกัน เมื่อหนึ่งชีวิตของเ้าสุดท้ายก็กลายเป็ซากกระดูกใต้ผืนดินที่กลบฝังนานวันเข้าก็เหลือเพียงป้ายชื่อที่ปรักหักพังไปตามกาลเวลา สิ่งเดียวที่มีค่าคือยามมีชีวิตอยู่เ้าได้ทำอะไรไว้ให้กับคนรุ่นหลัง ข้ายินดีเสียอีกที่บัดนี้ชีวิตของข้ามิได้สูญเปล่า ”
กัวจงเหยี่ยน : “ โธ่.. ท่านอาจารย์ ”
หลินเจิ้นชง : “ อีกไม่กี่วันข้ากับศิษย์น้องของเ้าก็ต้องเดินทางกันแล้ว ทางนี้ก็ขอฝากเ้าด้วยนะ ”
กัวจงเหยี่ยน : “ ศิษย์น้อมรับคำสั่งขอรับ ”
เมื่อรู้ว่าสุดท้ายแล้วมิอาจทัดทาน กัวจงเหยี่ยนจึงคุกเข่าลงคำนับอาจารย์ด้วยน้ำตาที่ไหลอาบแก้มคำพูดที่ได้ฟังไม่ต่างจากคำสั่งเสียที่บีบหัวใจศิษย์เอกอย่างเขา แม้ที่นี่จะเป็เพียงสำนักศึกษาที่ห่างไกลผู้คนและมีศิษย์ร่วมสำนักอยู่ไม่กี่ร้อยคนแต่ทว่าสำหรับกัวจงเหยี่ยน ที่นี่เป็ดั่งบ้านและอาจารย์เปรียบเสมือนบิดาสำหรับผู้ที่เคยเป็เด็กกำพร้าเช่นเขาจึงเป็ไปไม่ได้เลยที่เขาจะไม่เสียใจกับการเดินทางจากไปที่ไร้หนทางหวนหลับของท่านโหร
ติดตามตอนต่อไป