ตอนที่ 114 คุณหมอขี้เกียจ ?
ตอนที่ 114 “นี่เขาขึ้นไปนอนแล้วจะทิ้งให้เราดูคลีนิคจริงดิ !!” ดนัยมองดูบันไดที่ขึ้นไปชั้นสองซึ่งคลีนิคนั้นถูกดัดแปลงมาจากบ้านของยานางีตะเองชั้นล่างเป็นคลีนิคส่วนชั้นที่สองเป็นที่พักส่วนตัวของยานางีตะ ตอนนั้นเองประตูคลินิกก็ถูกเปิดออกคนไข้คนแรกมาถึงแล้ว ครืด !! เสียงประตูคลินิกถูกเปิดออกเผยให้เห็นหญิงชราคนหนึ่ง “ขอโทษค่ะหมอยานางีตะพอดีฉันรู้สึกไม่ค่อ...” หญิงชราเปิดประตูเข้ามาพลางเรียกยานางีตะแต่ทว่าทันทีที่เธอนั้นเห็นดนัยเธอก็ชะงักไป “เอ่อคือหมอยานางีตะเขาติดธุระนิดหน่อยน่ะครับเขาฝากผมดูแลแทน” ดนัยเดินไปหาหญิงชราคนนั้น “พ่อหนุ่มเป็นหมอเหรอจ๊ะ !!” หญิงชราคนนั้นถามดนัยด้วยความสงสัยเพราะดนัยนั้นดูเด็กมาก “ใช่ครับผมเป็นหมอจากโรงพยาบาลทาเคนากะครับว่าแต่คุณยายเชิญด้านในสิครับเดี๋ยวผมดูให้เอง” ดนัยพูดก่อนจะเชิญเธอเข้ามาด้านใน “อ่าจ๊ะ” หญิงชราพยักหน้าและเดินเข้ามาด้านในคลีนิค ดนัยพาคนไข้เข้าไปที่ห้องตรวจและเริ่มสอบถามอาการทันที “ไม่ทราบว่าคุณยายชื่ออะไรครับแล้วก็เป็นอะไรมาครับ” ดนัยถามอาการพลางตรวจดูอาการเบื้องต้นของยายแกด้วยสายตาก่อน ดวงตาขาวใสเป็นปกติปากเองก็ไม่แห้งแต่หน้าดูแดงนิดหน่อยน่าจะเป็นไข้ ดนัยดูอาการเบื้องต้นด้วยสายตา “ฉันชื่อยามานากะ ยาจิโยะวันนี้ฉันรู้สึกไม่ค่อยสบายน่ะแล้วก็ปวดเอวด้วย” ยายแกบอกชื่อและอาการของตน “คุณยามานากะสินะครับไม่ค่อยสบายงั้นเหรอครับถ้าอย่างนั้นขอวัดไข้หน่อยนะครับ” ดนัยมองซ้ายมองขวาหาปรอทวัดไข้แต่เขาก็ไม่รู้มันอยู่ไหน “ปรอทอยู่ในลิ้นชักจ๊ะพ่อหนุ่ม” ยายแกดูเหมือนจะใช้บริการที่คลีนิคของยานางีตะบ่อยจึงรู้ว่าอะไรอยู่ตรงไหน “อ๊ะขอโทษครับพอดีผมพึ่งมาช่วยงานที่คลีนิควันแรกเลยยังไม่ค่อยจะรู้ว่าอะไรอยู่ตรงไหน” ดนัยรีบขอโทษพลางเปิดลิ้นชักออกมาและหยิบปรอทออกมาวัดไข้เธอระหว่างที่รอให้ปรอทวัดไข้ทำงานเขาก็หันซ้ายหันขวาหาประวัติคนไข้อีกครั้ง มีประวัติคนไข้อยู่ไหนนะอ๊ะเจอแล้ว ดนัยหาแฟ้มประวัติคนไข้ก่อนจะเจอมันอยู่ที่ชั้นวางใต้โต๊ะของเขา ดนัยกรีดเอกสารดูชื่ออยู่ไม่นานก็เจอประวัติคนไข้ของคุณยายคนนี้ “คุณยายเปิดร้านขายอาหารเหรอครับ” ดนัยอ่านประวัติคนไข้ดู “ใช่ยายเปิดร้านอาหารอยู่ถัดไปอีกสามซอยนี่เองเป็นร้านของยายเอง” ยายแกบอก “งั้นเหรอครับถ้าอย่างนั้นคุณยายก็ต้องยืนทำงานตลอดน่ะสิ” ดนัยที่ได้ยินว่ายายแกเปิดร้านอาหารและเป็นร้านของตัวเองจึงคาดว่ายายแกจะต้องทำงานที่ร้านทั้งหมดเองแน่ๆ “ใช่ทั้งรับลูกค้า ทั้งทำอาหารยายทำเองทั้งหมด” ยายแกบอก “งั้นเหรอครับถ้าอย่างนั้นที่คุณยายปวดเอวผมว่าน่าจะเกิดมาจากการที่คุณยายยืนทำงานนานน่ะครับ” ดนัยบอกสาเหตุที่ยายแกปวดเอว “งั้นเหรอถ้าอย่างนั้นยายจะทำยังไงดีล่ะยายเองก็ต้องยืนทำอาหารอยู่หน้าเตาด้วยสิ” ยายแกพูด “ลองหาเก้าอี้สูงๆมานั่งเวลาทำอาหารเป็นไงครับ” ดนัยลองแนะนำ “เก้าอี้งั้นเหรอแต่ยายต้องหมุนตัวไปหมุนตัวมานะ” ยายแกพูด “ก็หาเก้าอี้ที่มีล้อเข็นสิครับแล้วก็หมุนได้แบบพวกร้านทำผมอะไรแบบนั้นน่ะ” ดนัยบอกตอนนั้นเองปรอทวัดไข้ก็ดังแจ้งเตือนว่าวัดไข้เสร็จแล้วพอดี ติ๊ด !! ดนัยหยิบปรอทวัดไข้ออกมา “สามสิบแปดองศาดูเหมือนคุณยายจะเป็นไข้นะครับเดี๋ยวผมจะจัดยาให้แล้วก็ถ้าเป็นไปได้คุณยายหยุดงานสักสองวันดีกว่าส่วนเรื่องเอวนั่นเดี๋ยวผมจะลองให้ยาคลายกล้ามเนื้อไปลองทานดูก่อน” ดนัยเขียนใบสั่งยาลงไปในประวัติคนไข้ “เข้าใจแล้วเอาแบบที่พ่อหนุ่มว่าแล้วกัน” ยายแกพยักหน้าจากนั้นดนัยก็จัดยาให้และคิดเงินค่ารักษาและค่ายาดีนะที่มีรายละเอียดเรื่องค่ารักษาและค่ายากำกับเอาไว้ จากนั้นคุณยายแกก็ออกไปไม่นานคนไข้รายที่สอง สาม สี่ และห้าก็ตามเข้ามาเรื่อยๆดนัยนั้นทำหน้าที่ของอายุรแพทย์ไม่ขาดตกบกพร่องเลยจนกระทั่งช่วงเที่ยงซึ่งเป็นเวลาพักของคลีนิคยานางีตะก็เดินลงมาจากชั้นบน “ฮ้าว...ไงทำความสะอาดเรียบร้อยยัง” ยานางีตะเดินหาวลงมา “ทำความสะอาดอะไรของคุณเล่าหมอยานางีตะมีคนไข้เข้ามาทั้งเช้าเลยคุณน่ะเป็นเจ้าของคลีนิคนะหนีไปนอนแล้วทิ้งคลินิกให้ผมดูแลได้ไงเนี่ย !!” ดนัยโวยวายใส่ยานางีตะทันที “โทษทีๆก็ฉันง่วงนี่นา” ยานางีตะบอก “ถึงจะง่วงแค่ไหนก็ต้องทนสิครับคนไข้ที่มาหาหมอน่ะหวังพึ่งคุณอยู่นะถ้าคุณหนีไปนอนแบบนี้แล้วคนไข้จะทำไงล่ะ” ดนัยพูด “เอาน่านายก็อยู่นี่นาฉันเลยหนีไปนอนได้ยังไงล่ะว่าแต่โทรไปสั่งอาหารให้หน่อยสิฉันเลี้ยงเองเอาเป็นแกงกะหรี่แล้วกัน” ยานางีตะพูดก่อนจะบอกเบอร์ให้ดนัยโทรไปสั่งอาหาร “คุณนี่มัน !!” ดนัยกัดฟันกรอดก่อนจะเดินไปยกหูโทรศัพท์โทรไปสั่งอาหารเพราะเขาเองนั้นก็หิวเหมือนกัน ให้ตายเถอะคนขี้เกียจคนนี้เนี่ยนะเป็นหนึ่งในหมอที่ฮิคารินับถือ !! ดนัยคิดในใจ ไม่นานแกงกะหรี่ก็มาส่งดนัยและหมอยานางีตะจึงนั่งกินข้าวกลางวันกัน “นี่หมอยานางีตะครับ” ดนัยเอ่ยปากเรียก “ว่าไง” ยานางีตะสงสัยว่าดนัยนั้นเรียกตนทำไม “ได้ยินมาว่าหมอยานางีตะเคยเป็นหัวหน้าแผนกศัลยแพทย์ที่อเมริกาใช่มั้ยครับ” ดนัยถาม “ยัยเด็กนั่นเล่าให้เธอเหรอ ??” ยานางีตะเลิกคิ้วด้วยความฉงน “ใช่ครับฮิคาริเล่าให้ผมฟังแถมบอกด้วยว่าหมอยานางีตะเคยถูกทาบทามให้เป็นหัวหน้าแผนกอายุรแพทย์ด้วย” ดนัยพยักหน้า “ก็แค่อดีตน่าไม่ต้องมาสนใจเรื่องของฉันหรอกรีบๆกินข้าวแล้วไปทำความสะอาดซะ” ยานางีตะพูด “เฮ้อ...คุณนี่นะผมล่ะไม่เข้าใจเลยทำไมอดีตหัวหน้าแผนกอย่างคุณถึงเลิกจับมีดผ่าตัดแล้วกลับมาเปิดคลีนิคในที่แบบนี้” ดนัยถอนหายใจออกมา “ก็ฉันขี้เกียจไปทำงานโรงพยาบาลนี่นาเครียดจะตายแถมไม่ค่อยมีเวลาพักผ่อนด้วยสู้เปิดคลีนิคเองอย่างนี้ก็ไม่ได้ถึงเงินจะน้อยหน่อยแต่มันก็พอใช้แถมยังมีเวลาเหลือให้นอนเพียบ" ยานางีตะบอก “ไม่ใช่เพราะว่าเกิดเรื่องกับภรรยาคุณตอนอยู่อเมริกางั้นเหรอครับ !!” ดนัยเผลอพูดโพล่งออกมาทำเอายานางีตะที่กำลังกินแกงกะหรี่อยู่ชะงักไปทันที กึก !! ยานางีตะชะงักไปกับคำพูดของดนัย “อ๊ะขอโทษครับผมเผลอไป !!” ดนัยที่พึ่งจะรู้ตัวรีบขอโทษ “ยัยหนูนั่นปากสว่างจริงๆให้ตายเถอะ” ยานางีตะวางช้อนลงลุกขึ้นเดินถือจานไปล้างที่ห้องครัวทันที “ให้ตายสิปากเรานี่นะ” ดนัยพูดออกมาก่อนจะรีบกินข้าวให้เสร็จแล้วเอาจานไปล้าง พอตกบ่ายยานางีตะก็ทำงานตามปกติส่วนดนัยนั้นก็ไปทำความสะอาดคลีนิคให้ซึ่งตลอดบ่ายนั้นดนัยและยานางีตะแทบไม่พูดกันเลยช่างเป็นบรรยากาศที่กระอักกระอ่วมมาก และตอนนั้นก็มีคุณแม่คนหนึ่งอุ้มลูกสาววิ่งเข้ามาในคลินิก “หมอยานางีตะคะช่วยลูกฉันด้วยค่ะ !!” คุณแม่คนนั้นอุ้มลูกเข้ามา ฮือ !! ลูกสาวของเธอที่อยู่ในอ้อมกอดร้องไห้ออกมาตลอดเวลา “อ้าวคุณนายนัมบะ เกิดอะไรขึ้นครับ !!” ยานางีตะวิ่งออกมาดูก่อนจะเห็นว่าเป็นคนที่อยู่ในระแวกใกล้เคียงนี่เองซึ่งดนัยเองที่กำลังทำความสะอาดอยู่ก็ออกมาดูด้วยเช่นกัน “ไม่รู้เหมือนกันค่ะเมื่อครู่ฉันกำลังพาลูกไปเล่นที่สนามเด็กเล่นระหว่างทางแกเจอสุนัขแล้วจะวิ่งเข้าไปเล่นด้วยแต่นั่นเป็นสุนัขจรจัดฉันกลัวว่ามันจะกัดเลยดึงแขนแกเอาไว้แล้วก็ร้องออกไห้มาเลยค่ะตอนแรกนึกว่าร้องไห้เพราะฉันดึงห้ามเอาไว้ไม่ให้ไปเล่นกับสุนัขแต่พอเวลาผ่านไปสุนัขตัวนั้นหนีไปแล้วแต่แกก็ไม่ยอมหยุดร้องสักทีแถมยังดูเหมือนแกจะเจ็บที่ไหนสักที่แต่ถามอะไรก็ไม่ตอบเอาแต่ร้องไห้อย่างเดียวเลยฉันก็เลยรีบอุ้มมาหาหมอยานางีตะนี่แหละค่ะ” คุณนายนัมบะพูด ร้องไห้ตลอดเวลาหลังจากดึงรั้งแขนเอาไว้งั้นเหรอเด็กน่าจะอายุประมาณสามขวบอายุเท่านี้กระดูกคงยังไม่แข็งแรงแค่ออกแรงนิดหน่อยกระดูกก็หักได้ง่ายๆเลยแถมนั่นมือซ้ายยังจับที่ข้อศอกตลอดเวลาด้วยน่าจะหักบริเวณข้อศอกคงต้องเอ็กซเรย์ดูก่อนจะได้รู้อาการที่แน่ชัด ดนัยคิดในใจ “แขนหักหรือเปล่าครับดูสิเด็กคนนี้ใช้มือซ้ายจับที่ข้อศอกตลอดเวลาเลยเด็กเล็กวัยนี้นั้นกระดูกยังเปราะบางมากออกแรงดึงนิดหน่อยกระดูกก็หักได้ง่ายๆแล้วครับ” ดนัยลองสังเกตุอาการภายนอกของเด็กดูก่อนจะเห็นว่าเด็กนั้นใช้มือจับข้อศอกตลอดเวลา “หมอยานางีตะคะคนๆนี้ ??” คุณนายนัมบะมองหน้าดนัย “หมอศัลยแพทย์จากโรงพยาบาลทาเคนากะน่ะเขามาช่วยงานที่คลินิกผม” ยานางีตะพูด “เป็นศัลยแพทย์จากโรงพยาบาลงั้นเหรอคะถ้าอย่างนั้นก็เป็นหมอน่ะสินี่ลูกฉันแขนหักอย่างนั้นเหรอคะแถมยังเป็นเพราะที่ฉันดึงแกไว้ตอนที่แกพยายามจะวิ่งไปเล่นกับสุนัขอีกไม่นะนี่เป็นความผิดฉันเอง !!” คุณนายนัมบะตกใจมากเมื่อได้ยินว่าลูกเธอแขนหักแถมยังเป็นความผิดเธออีก “ยังไงส่งตัวไปเอ็กซ์เรย์ที่โรงพยาบาลทาเคนากะมั้ยครับเดี๋ยวผมจัดการให้” ดนัยบอก “ไปค่ะไปฉันจะพาลูกไปเอ็กซ์เร...” “ใจเย็นก่อนครับคุณนายนัมบะผมว่าไม่ใช่แขนหักหรอกนะไม่ต้องไปเอ็กซ์เรย์อะไรนั่นหรอก” ยานางีตะพูดเพื่อให้คุณนาย “แต่ว่าหมอจากโรงพยาบาลคนนั้นเขาบอก...” “เขาก็พูดเรื่องไร้สาระไปเรื่อยนั่นแหละคุณนายนัมบะอย่าไปฟังเรื่องไร้สาระให้มากเลยยังไงผมขอตรวจก่อนนะ” ยานางีตะพูดพลางเอื้อมมือไปจับบริเวณข้อศอกของเด็กและออกแรงกดลงไปเบาๆ เรื่องไร้สาระเรอะผมไม่ได้พูดเรื่องไร้สาระสักหน่อยแค่พูดตามความเป็นไปได้ ดนัยทักท้วงอยู่ในใจแต่ก็ไม่ได้พูดออกมา ยานางีตะลงมือตรวจเพียงไม่นานสุดท้ายเขาก็ถอนมือออกและยิ้มออกมา “เป็นไงบ้างคะหมอลูกฉันแขกหักหรือเปล่า” คุณนายนัมบะถาม “เปล่าครับไม่ได้แขนหัก” ยานางีตะส่ายหน้า “เอ๋...ไม่ใช่แขนหักเหรอครับ” ดนัยอุทานออกมานี่เขาสันนิษฐานผิดเหรอเนี่ย “ใช่แขนเด็กไม่ได้หักฉันลองกดดูที่แขนเพื่อดูปฏิกิริยาเด็กไม่ได้มีสีหน้าเจ็บปวดตอนฉันออกแรงกดลงไป” ยานางีตะบอก “ถ้าอย่างนั้นทำไมร้องไห้ตลอดเวลาล่ะครับ” ดนัยสงสัย “ที่ร้องเป็นเพราะอากาศปวดที่ระบบประสาทแบบเดียวกับเวลาไหล่หลุดน่ะ” ยานางีตะบอก “ปวดที่ระบบประสาทงั้นเหรอ....อย่าบอกนะว่าข้อต่อที่ข้อศอกหลุด !!” ดนัยได้ยินดังนั้นก็อุทานออกมา “ข้อต่อที่ข้อศอกหลุดเหรอคะ !!” คุณนายนัมบะที่ได้ยินอาการของลูกก็ทำหน้างงเพราะไม่เคยได้ยินอาการเช่นนี้มาก่อน “โฮ่...มีความรู้เหมือนกันนี่นา” ยานางีตะพูดก่อนจะให้คุณนายนัมบะจับลูกลงมายืนที่พื้นและลงมือรักษา “รอเดี๋ยวนะเดี๋ยวคุณหมอจะรักษาให้” ยานางีตะพูดก่อนจะลงมือรักษาทันที กร๊อบ !! ยานางีตะใช้เวลาเพียงชั่วพริบตาก็ดันข้อต่อที่หลุดออกมากลับไปที่เดิม “อ๊ะ...ไม่เจ็บแล้วคุณแม่ไม่เจ็บแล้วล่ะ !!” เด็กที่ได้รับการรักษาก็หยุดร้องทันทีก่อนจะหันไปบอกแม่ “ขอบคุณค่ะหมอยานางีตะขอบคุณมากค่ะ” คุณนายนัมบะรีบขอบคุณทันทีที่ยานางีตะรักษาลูกตัวเองให้ “ไม่เป็นไรครับแต่ระวังเรื่องการดึงรั้งแขนของเด็กไว้หน่อยเพราะเด็กวัยนี้น่ะข้อต่อยังไม่เข้าที่เพียงแค่ออกแรงเบาๆถ้าอยู่ในมุมที่พอดีพริบตาเดียวข้อต่อก็หลุดออกมาแล้ว” ยานางีตะเตือน “ขอบคุณค่ะฉันจะจำเอาไว้” คุณนายนัมบะพยักหน้าจากนั้นเธอก็พาลูกของเธอออกไป คนๆนี้เก่งมากแค่พริบตาเดียวก็หาสาเหตุของอาการได้ทันทีถ้าเป็นเราคงพาไปเอ็กซ์เรย์ก่อนกว่าจะรู้ว่าแขนไม่ได้หักคงเสียเวลาอีกพักนึงเลย ดนัยคิดในใจเขานั้นไม่ได้คิดถึงอาการอื่นเลยนอกจากแขนหัก จบ...