พุทธศักราช 2310
วันที่ 4 เมษายน
กรุงศรีอยุธยา
ในพระราชวังหลวง
ในห้องโถงใหญ่ถูกประดับประดาด้วยของมีค่ามากมายทั้งหมดนั้นทำด้วยทองเเท้ๆเเละเป็ทองคำตันทั้งเเท่งไม่ใช่ทองคำเปลวเเต่อย่างใด มีรูปปั้นกินนรีที่มีลวดลายสลักเเบบไทยลายกนกสะท้อนเเสงอาทิตย์งดงาม บริเวณข้างหน้าประตูนั้นมีเเผ่นทองคำขนาดกว้าง5เมตรสูง2เมตรกั้นไว้ตรงประตูเพื่อกันสิ่งชั่วร้ายออกไปตามลักษณะหวงจุ้ย เเละเหล่าขุนนางเเม่ทัพน้อยใหญ่กำลังรวมตัวก้มหัวคำนับผมอยู่
เเละกลางห้องโถงมีพระราชอาสน์ขนาดใหญ่อยู่ ซึ่งคนที่นั่งอยู่กลางห้องนั้นก็คือพระเ้าเอกทัศนั้นเอง เเละพระเ้าเอกทัศตอนนี้ก็ไม่ใช่ใครอีกต่อไปเเต่คือผม ขาม พลอยชาติตระกูล เเละที่เหตุผลผมมาอยู่ ณ บัลลังค์ของเ้าเเห่งกรุงศรีอยุธยาอันยิ่งใหญ่นั้นยังหาคำตอบไม่ได้ เเต่เมื่อ2ชั่วโมงที่ผ่านมาหลังจากผมมาอยู่ในร่างนี้ ก็ชัดเจนเเล้วว่านี้ไม่ใช่ความฝันเเต่คือความจริง เท่าที่จำได้ก็คือเรากำลังจะสอบวิชาประวัติศาสตร์ในห้องเรียนเื่กรุงเเตกครั้งที่2พอดีเเละก็เผลอหลับไป
เเละประเด็นตอนนี้คือการไล่ทหารกองทัพพม่าที่ล้อมกรุงศรีไว้ออกไปให้หมด ไม่งั้นความอ่อนเเอของพระเ้าเอกทัศตัวจริงจะทำให้เมืองเเตกผู้คนล่มตายกันเป็จำนวนมาก เเละเราก็จะพลอยโดนจับฆ่าไปด้วย
"มะเดือ จันขาว ไม้เลี้ยว ปืนใหญ่ภายในคลังมีทั้งหมดกี่กระบอกขอจำนวนที่เเน่ชัด รวมถึงจำนวนทหารทั้งหมด!"ขามพูดออกมาอย่างหนักเเน่น เเม่ทัพทั้งหลายต่างเเสดงท่าทางประหลาดใจกันเป็อันมาก ถึงน้ำเสียงท่าทางคำพูดที่เปลี่ยนไป
"พระที่นั่งสุริยาอมรินทร์ เกรงว่าจำนวนปืนใหญ่ทั้งหมดนั้นมีเหลือไม่ถึง1ร้อยกระบอกพะยะค่ะ จำนวนทหารทั้งหมดมี106100นาย เเม่ทัพอีก406นายพระยะค่ะ สถานการ์ณตอนนี้ย่ำเเย่มากพะย่ะค่ะ ฝ่ายพม่าเริ่มทำการก่อดินสร้างป้อมปราการให้สูงกว่ากำเเพงเเละยิ่งปืนใหญ่เข้ามาถึงพระราชวังพะย่ะค่ะ เสบียงของพวกเรายังอยู่ได้อีกหลายเดือนคาดว่าพวกเราจะต้านทานได้เป็มั่นคง"
ตูมมมม!!! โครมมม
ทั้งห้องโถงที่ผมอยู่สั่นคล่อนใหญ่ มีเศษดินผงเเตกละเอียดตกลงมาเล็กน้อย
ตามประวัติศาสตร์เเล้วพระเ้าเอกทัศน์นั้นไม่สั่งให้นายทัพนายกองใช้ปืนใหญ่ เพราะนางสนมไม่ชอบเสียงปืน กับพระมเหสีก็ใกลัวเสียงปืนใหญ่ เเต่ดูเหมือนจะไม่ใช่ พระเ้าเอกทัศน์เป็เเค่เเพะรับบาปปืนทั้งหมดที่มีในท้องพระคลังมีไม่ถึง1ร้อยกระบอกเท่านั้น ทั้งๆที่ในประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่ามีกว่า1หมื่นกระบอก
ตูมมมม!!โครมมม!
"มะเดื่อ จันขาว ไม้เลี้ยว หนวดเขี้ยว พวกเ้าไปเกณฑ์ทหารมาทิศละ1หมื่นคนเเละปิดประตูเมืองไว้ให้เเน่น เตรียมขุดอุโมงค์ไปอ้อมหลังทัพศัตรูเเละโผล่ขึ้นจากอุโมงค์ในวันนี้ครั้นยามที3 เเละเอาเพลิงไปจุดเผ่าทัพให้เกลี้ยงรวมถึงทำลายป้อมปราการที่สร้างจากดินสูงกว่ากำเเพงด้วย"
"ซึ่งในเวลายาม3นั้น ประทีป สิน กรมหมื่นเทพพิพิธ เรือง พวกเกณฑ์ทหารคนละ1พันนายไปร้องรำทำเพลงเต้นเเละดื่มสุราให้เมากันเรียกร้องความสนใจของทัพฝ่ายพม่า เพื่อที่จะได้ไม่ระวังอุโมงค์ที่ทหารกว่าหมื่นนายขุดไปเเละจัดงานเลี้ยงฉลองกันให้เต็มที่ในพรุ่งนี้ตอนเช้า ทหารของพวกเรานั้นขาดความมั่นใจ พรุ่งนี้ตอน10นาฬิกา ข้าจะมีเื่ที่จะคุยกับประชาชนทุกคน"
เหล่าเเม่ทัพนายกองทุกคนขนลุกสู่ขึ้นมาเเละมีความมั่นอกมั่นใจกันมาก โดยเฉพาะสิน ก็น่ะไม่คิดว่าจะมาเจอท่านพระยาตากสินมาเป็ทหารของเราได้ช่างดูน่าเกรงขามกว่าในรูปภาพซะอีก ท่าทีของคนสมัยก่อนนั้นดูง่ายซะจนน่ากลัวเพราะสมัยนี้ยังไม่รู้จิตวิทยาท่าทาง ซึ่งผมศึกษามันมาเป็อย่างดี
ยาม3...
เหล่าทหารของผมขึ้นไปบนเชิงเทียนกำเเพงกันเป็จำนวนมากเเละร้องเล่นเต้นระบำกันท่วนหน้า
"เนเหมียวสีหบดีอีเอยอีคนคดช่างประชดประชันน่าหมั่นไส้!!!"
"เนเหมียวสีหบดีอีเอยอีคนคดช่างประชดประชันน่าหมั่นไส้!!!"
"เนเหมียวสีหบดีอีเอยอีคนคดช่างประชดประชันน่าหมั่นไส้!!!"
"เนเมียวสีหบดี เเกมันไอ้จังไร!ไอ้เคอะ!!!"
เเละเเน่นอนว่าคำด่าเหล่านี้เป็คำด่าที่ถูกเรียงมาตามหลักจิตวิทยาเเล้ว ยิ่งคำด่าคำหลังว่าไอ้เคอะที่เเปลว่าคนเขลาจะทำให้ระบบปราสาทส่วนประมวลผลซีรีบรัมส่วนหน้าถูกคำด่าทอหลอก ยิ่งในการาการดึกทำให้สมองได้รับการพักผ่อนไม่เพียงพอจะทำให้มันยิ่งเเย่
ทหารของผมเต้นระบำะโด่าเนเมียวสีหบดีต่างๆเป็หยาบช้านัก พรางดื่มสุรา พระเ้าเอกทัศน์ขึ้นไปอยู่เเฝงตัวไปพร้อมกับทหารบนเชิงเทียนเเละหาทหารมาคอยคุ้มกันเป็อันมากเพราะอาจจะเป็อันตรายได้ ฝ่ายเนเมียวสีหบดีได้ยินคำด่าก็โกรธเรียกทหารทุกคนให้เข้าประจำกองเเละขึ้นไปบนค่ายเนินดินที่สร้างขึ้นสูงกว่ากำเเพงเมืองอยุธยาเพื่อเตรียมบรรจุลูกะุปืนใหญ่ยิงเข้ามาในเมืองเเละตีเมืองให้เเตก
เมื่อผมเห็นได้ที ผมก็สั่งให้จันขาว มะเดือ ไม้เลี้ยว หนวดเขี้ยวส่งสัญญาณให้ทหารออกมาจากรูอุโมงเป็อันมากเเละใช้น้ำมันราดใส่กองทัพพม่าบนกองดินจุดไฟเผาเเละรีบกลับเข้ามาในอุโมงค์เเละกลบหลุมอุโมงค์ ฝ่ายพม่าที่ไม่ได้ระวังข้างหลังมั่วเเต่สนใจกลุ่มทหารกรุงศรีอยุธยาที่เต้นบนเชิงเทียนก็ไม่ได้ตจั้งตัว ถูกไฟครอกตาย รวมถูกะเิที่บรรจุในปืนใหญ่ก็ะเิโดนพวกกองทัพพม่ากันเองจนตายไปหลายพันคนทั้งสี่ทิศ
ฝ่ายกองทัพพม่าใกลัวก็วิ่งหนีกันพาดับไฟกันอลหม่าน ฝ่ายเนเมียวสีหบดียั้งคิดได้สติก็ใเห็นทหารของตนพ่ายเเพ้ราบคาบจึงสั่งถอยทัพกลับ ซึ่งเวลานั้นผมก็ไม่ปล่อยเวลาเสียเปล่า
"ทหารทุกนาย ควักคว*ออกมาเยี่ยวหน้าเชิงเทียน เเล้วะโว่าพวกกูใช้เเค่คว*พวกมึงก็ขี้ขลาดตาขาวหนีตายกันไปหมด ไอ้เคอะเนเมียวว!"ทหารเห็นพระเ้าเอกทัศน์ยิ้มอย่างมีความมั่นใจในรอบ9ปี เเละน้ำเสียงที่ดุดันพวกเขาก็ต่างยิ้มระรื่นทำตามที่สั่ง
"พวกกูเเค่ควักควยออกมาพวกมึงก็ขี้ขลาดตาขาวกันไปหมดเเล้ว ไอ้กากเนเมียว!!!"ทหารทุกคนะโสุดเสียงพร้อมกับหัวเราะอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน พวกชาวบ้านที่ตื่นขึ้นมากลางดึกเห็นพระเ้าเอกทัศใช้เเค่กลอุบายฆ่าทหารพม่าเป็พันคนพร้อมกับทำลายจุดยุทธศาสตร์ศัตรูโดยไม่เสียทหารสักนาย ก็โฮ่ร้องสรรเสริญความคิดของพระเ้าเอกทัศกันทั่วเมือง ในเวลานั้นไม่มีใครหลับใครนอน
คนในเมืองต่างมองพระเ้าเอกทัศราวกับเทพยดาลงมาจุติในร่างของเขานับร้อยองค์
"ถ้าเป็พระเ้าเอกทัศน์หล่ะก็?...พวกเราจะไม่มีวันพ่ายในศึกไหนๆ"
ความรู้สึกอันปลื้มปิติเอื้อล้นอย่างที่ขามไม่เคยมีมาก่อน เขารู้สึกชอบเเละเสพติดความรู้สึกที่ชนะา ขนของเขาลุกสู่ไปทั่วร่างกาย ใบหน้าที่เเสยะยิ้มความโรคจิตที่กระหายชัยชนะเเบบสะใจเเบบนี้หาที่ใดมาเปรียบไม่ได้อีกเเล้ว
"เเฮ่กกๆๆๆ!!!" ผู้สังเกตุการ์ณรีบวิ่งเอาข่าวมาเเจ้งกับผมบนเชิงเทียนด้วยความรีบร้อน
"ถวายบังคม ตอนนี้กองทัพจักวรรดิ์ชิงได้ส่งทหารจำนวน2หมื่น2พันนายเศษล่วงมาบริเวณทิศอุดรพะย่ะค่ะ ไม่ทราบว่าทางจักวรรดิ์ชิงจะทำประการใด? เเละหนึ่งในนั้นคือทหารเอกของจีน เเม่ทัพเเห่งกองธงเหลืองลิโป้พะย่ะค่ะ!"