“เสี่ยวหยูเป็ยังไงบ้าง?”
คนที่ถูกถามมีสีหน้าบูดบึ้ง เขากอดอกแล้วชูซองเปล่าของสิ่งที่คล้ายคลึงกับอาหารเหลวสังเคราะห์ที่พี่สาวให้มา
“ผมเดาว่าที่มันแพงก็เพราะทำจากส่วนผสมธรรมชาติหรือไม่ก็แต่งกลิ่นเพราะกลิ่นมันแรงมาก คนรวยเขาชอบกินอะไรแบบนี้เหรอ ผมล่ะไม่เข้าใจจริงๆ”
เซวียนซือซือตกตะลึง คำพูดที่เขาจะบอกเธอมีแค่นี้จริงดิ?
เสี่ยวหยูจะไปรู้ได้อย่างไรว่าพี่สาวอยากให้เขาเป็หนึ่งในผู้ประสบภัยไปกับหล่อนด้วย เขายังคงเอ่ยต่อไปว่า
“ขนมสีดำที่กินวันก่อนอร่อยกว่าเยอะ พี่แน่ใจเหรอว่ามันคือขนมน่ะ”
เซวียนซือซือไร้ซึ่งคำจะพูด เธอได้แต่มองและมอง ผู้ประสบภัยที่แท้จริงมีเพียงเธอสินะ
เฮ้อ น่าเศร้าจริงๆ
...
“โอ๊ย!” เสียงอุทานด้วยความเ็ปดังลั่น อู๋เหวินที่วันนี้มาเก็บส่วยประจำเดือนที่เขต C ชะงักฝีเท้า
การเก็บส่วยจะใช้เวลาเดือนละสามวัน วันแรกเปิดให้คนที่จ่ายเป็เหรียญดวงดาวมาชำระ วันที่สองเ้าหน้าที่จะไปรับส่วยจากพวกที่ชำระด้วยพืชพรรณธัญญาหาร เป็การอำนวยความสะดวกให้ทาสเพราะเมื่อคิดตามกำไรที่ทางการได้แล้ว การจ่ายด้วยพืชผักจะทำให้ได้กำไรมากกว่า และวันสุดท้ายเ้าหน้าที่จะตามเก็บจากพวกที่นิ่งหายไม่ยอมมาชำระค่าส่วย
บางคนลืม บางคนไม่มี สารพัดเหตุผลที่ไม่รู้ว่าจริงหรือไม่จริง ใครที่ไม่สามารถชำระได้ตรงเวลาจะถูกลงรายชื่อสีแดงเอาไว้ ถ้าเกิน 5 งวดจะถูกค่าปรับเพิ่ม ถ้าเกิน 10 งวดจะถูกดำเนินคดีเพิ่มโทษ คนที่เป็ทาสธรรมดาก็จะขยายเวลารับโทษยาวนานขึ้น คนที่ต้องโทษยาวอยู่แล้วแต่ยังคงมีที่ดินเดี่ยวจะถูกย้ายไปอยู่รวมในกลุ่มอาชญากรรมเพาะปลูกรวม คนที่เป็อาชญากรรมเพาะปลูกรวมเมื่อค้างชำระเกินเวลาจะถูกย้ายไปดาวอีกดวง
ดาวดวงนั้นคือหนึ่งในบริวารของโลก เป็ดาวเคราะห์ดวงเล็กๆ ที่โคจรรอบโลก อากาศที่นั่นย่ำแย่กว่ามากและยังมีไว้เพื่อทิ้งขยะ จึงเรียกมันว่า “ดาวขยะ”
ไม่ว่าจะเป็ขยะทั่วไป ขยะที่ทำให้เกิดมลพิษมากกว่าเดิมไม่สามารถย่อยสลายได้ก็จะถูกส่งมายังดาวขยะทั้งหลาย ผู้ที่ถูกเนรเทศมาจะมีชีวิตอยู่ก็เหมือนตาย อาหารสังเคราะห์มีให้แค่วันละมื้อเพราะรัฐบาลไม่คิดจะเลี้ยงดูคนที่ไม่มีประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง และการที่จะได้มาซึ่งอาหารสังเคราะห์วันละมื้อนั้น ผู้ที่ถูกเนรเทศจะต้องทำงานแยกขยะ จัดการขยะ ใครที่ไม่ทำงานก็จะถูกงดเว้นอาหาร
ส่วนเื่ที่ผู้ถูกเนรเทศไม่อิ่มท้อง ใครจะสนใจ พวกขยะสังคมก็เหมาะแล้วกับดาวขยะแบบนี้ หิวก็คุ้ยขยะกินเอาสิ แต่จะกินได้หรือไม่ได้ก็อีกเื่หนึ่ง
ดาวขยะเปรียบเสมือนโรงเรียนดัดสันดาน ทาสหลายคนเมื่อได้มาอยู่ที่นี่จะได้เรียนรู้การเอาตัวรอด ระยะเวลาที่ถูกส่งมาของแต่ละคนคือ 1 ปี
ภายในหนึ่งปีนี้ถ้ายังมีชีวิตรอดก็จะได้กลับมายังเขต C และเริ่มต้นในสถานะทาสอาชญากร หากยังมีการค้างชำระเหมือนเดิมก็จะถูกส่งไปใหม่ เป็เช่นนี้วนเวียนไปเรื่อย
สายตาของอู๋เหวินมองไปยังที่มาของเสียง ใบหน้าสีนวลดูน่าัั แม้จะมองเห็นแค่ด้านข้างเพราะมีปอยผมสีดำสนิทปรกลงมา เส้นผมสลวยยาวจนถึงกลางหลัง สายตาของเขาไล่ต่ำลงไปเรื่อยๆ ั้แ่บนลงล่าง
ดูเหมือนเ้าของเสียงจะข้อเท้าพลิกและขาของเธอถูกต้นหนามข้างทางเกี่ยวและกำลังพยายามแกะมันออก แต่ยิ่งแกะก็ยิ่งติดสาละวนอยู่แบบนั้น จนมันเริ่มเกี่ยวเสื้อผ้าบางส่วนจนขาดมองเห็นทะลุผิวสีนวลนั่น สถานการณ์ดูค่อนข้างยุ่งเหยิง
แต่อู๋เหวินกลับมองอย่างเผลอไผล จิตใต้สำนึกอันชั่วร้ายกระซิบบอกเขาว่าห้ามแสดงตัวให้รอไปก่อน เดี๋ยวต้องมีของดีให้ดู คิดถึงตรงนั้นใบหน้าก็แดงเห่อมากขึ้นเรื่อยๆ
แต่เขายังไม่เห็นหน้าเธอเลยนี่นา ดูจากลักษณะทางกายภาพแล้วใครกันจะไม่อยากเห็นหน้า
“คุณเป็อะไรหรือเปล่า มีอะไรให้ช่วยไหม?”
“อ๊ะ!” เมื่อถูกคนพบเข้าตอนที่เธอกำลังอยู่ในสภาพน่าอาย หญิงสาวก็หน้าแดงก่ำ เธอก้มหน้างุดพลางพูดเสียงต่ำไล่เขาออกไป
แต่มีหรือที่อู๋เหวินจะฟัง เขาเห็นหน้าเธอแวบหนึ่งตอนที่เงยหน้าขึ้น แม้จะเป็เพียงชั่วขณะหนึ่งแต่ใบหน้าก็ทำให้เขาใจเต้นแรง
อู๋เหวินถือวิสาสะเดินดุ่มเข้าไปช่วยคนตรงหน้าแกะหนามที่เกี่ยวกับเสื้อผ้าของเธอ จากนั้นก็เอื้อมไปจับที่ข้อเท้าเนียนนุ่มนั่นแล้วช่วยพยุงสาวเ้าขึ้นมา สรีระบางอย่างัักันโดยไม่ตั้งใจ
“ขอโทษทีถ้าผมไม่โอบเอวคุณ คุณจะลุกขึ้นไม่ได้”
“อื้ม ฉันเข้าใจค่ะ”
“บ้านคุณอยู่ที่นี่?” อู๋เหวินถามขึ้นแม้จะรู้อยู่แล้ว คงไม่มีคนเขตอื่นมาเดินเล่นแถวนี้หรอก
หญิงสาวพยักหน้า “ฉันเพิ่งมาใหม่ก็เลยยังไม่รู้ทิศทาง แม่ให้ฉันไปที่ศูนย์ส่วนกลางเพื่อสอบถามเื่การจ่ายส่วย แต่เมื่อกี้ฉันใเสียงยานบินที่กำลังจะลงจอดเลยล้มลงน่ะค่ะ คุณอยู่มานานแล้วใช่ไหมคะ”
อู๋เหวินที่ถูกเข้าใจผิดว่าเป็พลเมืองในเขต C ไม่ได้แก้ไขความเข้าใจผิดแต่อย่างใด เขารู้สึกสนุกเล็กน้อยที่ได้ปิดบังเื่นี้เอาไว้ ในเมื่อคนในอ้อมแขนเพิ่งมาอยู่ใหม่ อีกทั้งวันนี้เขายังแต่งตัวนอกเครื่องแบบ คงไม่แปลกที่หล่อนจะไม่รู้ว่าเขาเป็ใคร
“ก็หลายปีแล้ว” เขาทำงานที่นี่มาหลายปีแล้ว
“ถ้าอย่างนั้นคุณจะต้องรู้ว่าศูนย์ส่วนกลางไปทางไหน ช่วยบอกทางฉันได้หรือเปล่า”
อู๋เหวินสบตากับคนตัวนุ่มนิ่ม ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงขรึม “ดูเท้าคุณสิ อยู่ในสภาพนี้ยังจะไปอีก ผมจะพาคุณกลับบ้านก่อนดีกว่า ส่วนเื่ส่วยที่คุณอยากรู้ ผมเองก็อยู่มานานแล้วมีอะไรก็ถามผมได้”
หญิงสาวเม้มริมฝีปาก “ถ้าอย่างนั้นก็ได้ค่ะ ขอบคุณที่ช่วยนะคะ ฉันหนิงเิค่ะ”
“ผมอู๋เหวิน คุณหนิงอยู่ที่ที่ดินหมายเลขเท่าไหร่ครับ”
“200 ค่ะ”
“โอ้ ค่อนข้างไกล ไปไหนมาไหนดูท่าจะไม่สะดวกเท่าไรนะครับ” ชายหนุ่มกำลังคิดว่าจะเปิดเผยสถานะของเขาดีหรือเปล่า เพราะการพยุงหนิงเิจากตรงนี้ไปถึงที่ดินชายขอบนั่นมันต้องใช้เวลานาน เขามียานของทางการอยู่ ใช้เวลาเดี๋ยวเดียวก็ถึงแล้ว แต่ก็นะ...ความรู้สึกที่มีสิ่งนุ่มนิ่มััตัวมันดีจริงๆ
“ทำอย่างไรได้ล่ะคะ ฉันเลือกไม่ได้นี่ ทางการเป็คนจัดสรรให้”
อู๋เหวินหัวเราะแห้งและตัดสินใจปกปิดสถานะตัวเองต่อไป
“เื่ที่คุณจะไปถามเ้าหน้าที่คุณจะถามอะไรเหรอครับ”
“ครอบครัวฉันย้ายมากลางเดือนที่ผ่านมา ฉันสงสัยว่าจะต้องส่งผลผลิตเท่ากับคนอื่นเลยรึเปล่า ผักฉันยังไม่ทันโตเลยด้วยซ้ำจะเอาเงินที่ไหนไปจ่าย” น้ำเสียงของหนิงเิดูเศร้าอย่างเห็นได้ชัด
“เอ่อ...” เื่การเก็บส่วนมีผลประโยชน์ของหลายฝ่ายมาเกี่ยวข้อง ข้อกำหนดเดิมจริงๆ ก็คือถ้าทาสเข้ามากลางเดือน พอถึงวันส่งส่วยของเดือนต่อไปจะถูกงดเว้นและยกยอดไปทบกับอีกเดือน โดยจะคำนวณตามจำนวนวันของการมาอยู่
จากเดิมทุกเดือนทาสจะต้องจ่ายส่วยคิดเป็เงิน 1,000 เหรียญดวงดาว ถ้าคิดตามผลผลิตก็คือจ่ายเป็ธัญพืชเกรด C 50 จิน (100 กรัม/ 4 เหรียญหรือจินละ 20 เหรียญ) หรือเป็ผักผลไม้เกรด C 25 จิน (100 กรัม/ 8 เหรียญหรือจินละ 40) สมมุติว่าผู้มาใหม่เข้ามาในวันที่ 15 เขาก็จะจ่ายส่วยแค่ 500 เหรียญดวงดาวเท่านั้น
ในเขตที่เขารับผิดชอบอู๋เหวินจะแจ้งทาสที่เขาดูแลให้รู้ั้แ่มาอยู่ แต่ที่ดินเขต 200 ไม่ได้อยู่ในการดูแลของเขา เื่นี้ดูไม่ชอบมาพากลและมีผลประโยชน์แอบแฝง
ความจริงแล้วนอกจากอู๋เหวิน เื่แบบนี้ไม่มีใครเขาพูดกันหรอก ทาสที่มาใหม่ในกลางเดือนก็ถือซะว่าเป็ผู้โชคร้ายแบบเดียวกับที่หนิงเิกำลังเผชิญ
ที่ผ่านมาไม่มีทาสเอะใจ หรืออาจสงสัยแต่ไม่กล้ามาถามเ้าหน้าที่ แต่ละคนก็ได้แต่ก้มหน้าก้มตารับสภาพกับความไม่ยุติธรรมที่เกิดขึ้น มีเพียงหญิงสาวในอ้อมแขนเนี่ยแหละที่กล้าตั้งคำถาม เขารู้สึกประทับใจในความกล้าหาญของเธอมากหรือจะเรียกว่าความไร้เดียงสาดีล่ะ แต่หากเธอเดินดุ่มเข้าไปในศูนย์และเจอกับพนักงานคนอื่น อู๋เหวินเกรงว่าเธอจะถูกหมายหัวเอาน่ะสิ