บทที่ 4 มื้อใหญ่มาแล้ว
"ท่านอาจารย์น้อย ท่านทำนายออกมาได้ยังไงกันคะเนี่ย"
เสียงของฉิงเจี่ยสั่นเครือโดยที่เธอเองก็ไม่รู้ตัว
เพราะเื่ที่พ่อของเธอแต่งงานใหม่นั้น ถือเป็ความลับของตระกูล คนภายนอกไม่มีทางรู้ได้เลย
พ่อกับแม่ของเธอแต่งงานกันั้แ่อายุยังน้อย ซึ่งความสัมพันธ์ของทั้งสองดีมาก หลายปีมานี้ พ่อของเธอเป็โสดมาตลอด เธอเองก็รู้สึกสงสารอยู่เหมือนกัน คิดว่าพ่ออายุก็มากแล้ว แม้แต่คนที่จะคอยดูแลยามป่วยไข้ก็ไม่มี
ดังนั้น เมื่อรู้ว่าคุณย่าจัดหาคู่ให้พ่อ เธอจึงค่อนข้างสนับสนุน
เพียงแต่พ่อของเธอไม่ค่อยใส่ใจเท่าไรนัก
แต่เมื่อปีที่แล้ว ไม่รู้ว่าพ่อเป็อะไรไป จู่ ๆ ก็พาสาวที่รุ่นราวคราวเดียวกับลูกสาวอย่างเธอมาที่บ้าน แล้วยังบอกว่า ถ้าไม่ใช่เธอคนนี้ก็จะไม่แต่งงานกับใครเด็ดขาด
ในตอนนั้น ฉิงเจี่ยรู้สึกแย่มาก เพราะในสายตาของเธอ พ่อเป็ผู้ชายที่เป็ผู้ใหญ่และมั่นคงเสมอมา แต่ตอนนี้กลับจะแต่งงานกับสาวน้อยที่อายุพอจะเป็ลูกสาวได้แบบนั้น
นี่มันไม่เรียกว่า ‘ทำตัวไม่สมวัย’ หรอกเหรอ
ดูเหมือนว่าทุกคนในบ้านจะคิดว่านี่เป็เื่ที่น่าอับอาย ถ้าเื่แดงออกไปข้างนอก หุ้นของบริษัทต้องตกแน่ ๆ ดังนั้น เื่นี้จึงถูกปิดเป็ความลับมาตลอด
แต่ฉิงเจี่ยทนไม่ไหว เธอทะเลาะกับพ่ออย่างรุนแรง และโกรธพ่อมากจนต้องออกจากบ้านไปเลย
ส่วนแฟนของเธอก็รู้จักกันใน่นี้เอง อีกฝ่ายมีหน้าตาแบบที่เธอชอบ แต่ฐานะทางบ้านธรรมดามาก
ฉิงเจี่ยไม่ได้ปิดบังว่าตัวเองฐานะดี แฟนหนุ่มก็พูดอยู่บ่อย ๆ ว่าตัวเองไม่คู่ควรกับเธอ แต่เธอไม่ได้สนใจหรอก ขอแค่ตัวเองชอบก็พอแล้ว ยังไงเธอก็ไม่ได้ขัดสนเื่เงินอยู่แล้วนี่นา
แต่่ก่อนหน้านี้ เธอรู้สึกว่าแฟนหนุ่มดูแปลก ๆ ไป เหมือนจะมีผู้หญิงคนอื่น
สำหรับฉิงเจี่ยแล้ว ผู้ชายจะยากจนแค่ไหนก็ไม่สำคัญ แต่ต้องห้ามทำตัวสำส่อนอย่างเด็ดขาด
เธออยากรู้ความจริง จึงอ้างว่ามีธุระแล้วออกมา เพราะคิดจะหาคนไปสืบเื่แฟนหนุ่มให้รู้เื่เสียที
ใครจะรู้ว่าจะบังเอิญมาเจอหมอดูคนนี้เข้า ฟังจากน้ำเสียงของเขาแล้ว เธอก็เกิดความคิดที่จะให้เขาทำนายดวงให้
แต่ผลก็คือ หมอดูปากดีพูดจาเหลวไหล ทำให้เธอต้องอับอายแฟนหนุ่ม
แต่แฟนของเธอก็เสียใจที่เธอสงสัยเขา และขอเลิกกับเธอในที่สุด
ฉิงเจี่ยที่รักแฟนมาก ในเมื่อไม่มีปัญหาเื่นอกใจ เธอก็ยินดีจะง้อเขา
ในเมื่อง้อสำเร็จแล้ว แน่นอนว่าเธอต้องกลับมาคิดบัญชีกับหมอดูจอมหลอกลวงที่ทำให้เธอเกือบเสียแฟนไป
"พี่สาวคนสวย พี่ไม่รู้จักการดูโหงวเฮ้งเหรอ? ใบหน้าของพี่บอกหนูเื่พวกนี้เอง"
"บ้าน่า..."
ฉิงเจี่ยรู้สึกไม่ค่อยอยากเชื่อสักเท่าไร แค่ดูหน้าก็รู้เื่มากมายขนาดนี้เชียวเหรอ?
แต่ติดตรงที่เด็กน้อยทำนายได้แม่นยำเกินไป
"แล้วใครล่ะ ที่อาจารย์น้อยบอกว่าฉันก็รู้จัก?"
ในที่สุด ฉิงเจี่ยก็ทนไม่ไหว ถามคำถามที่กดดันอยู่ในใจออกมา ตอนนี้มือของเธอกำแน่น
ในเมื่อหมอดูเด็กคนนี้ไม่ได้โกหก งั้นคนที่โกหกก็มีแต่แฟนหนุ่มของเธอแล้ว
นึกถึงสีหน้าเศร้าสร้อยของแฟนหนุ่มก่อนหน้านี้ เธอก็โกรธจนตัวสั่น ผู้ชายสารเลว นี่แสดงเก่งจริง ๆ!
"อืม หนูคิดว่า! ตอนนี้เธออยู่ที่บ้านของพี่นะ… พี่สาวรีบไปกลับไปเถอะ ไม่แน่ว่าถ้ากลับไปตอนนี้ อาจจะเจอเธอก็ได้นะ!"
"ไอ้สารเลวนี่!"
ฉิงเจี่ยไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะไร้ยางอายขนาดนี้ เพิ่งจะสัญญากับเธอว่าจะมีใจให้เพียงคนเดียว แต่พอหันหลังจากกันก็พาผู้หญิงคนอื่นมาบ้าน
ไอ้หมอนี่มันเอาเธอมาไว้สูบเืชัด ๆ!
เธอไม่สนใจพวกหมอดูแล้ว ตอนนี้ในหัวของเธอมีแค่ความคิดเดียว นั่นก็คือจับคู่ชายหญิงไร้ยางอายนี้ให้ได้
พวกบอดีการ์ดเห็นเ้านายรีบเดินออกไป พวกเขาไม่กล้าอยู่ต่อ รีบตามไปในทันที คนกลุ่มใหญ่มาที่นี่กันอย่างเร่งรีบ แล้วก็จากไปอย่างรวดเร็วไม่แพ้กัน
"นี่… จะไปแล้วเหรอ!"
ตอนนี้ ชิงอวิ๋นรอดพ้นจากการพันธนาการแล้ว จึงรีบลุกขึ้นมา เขาปัดฝุ่นไปทั่วร่าง พบว่าแขนขายังอยู่ครบ ใบหน้าผอมแห้งของเขาก็ยิ้มร่าออกมาในทันที
และเมื่อลูบเสร็จ สายตาของเขาก็มองไปที่เด็กน้อยตรงหน้า รู้สึกคุ้นเคยไม่เบา แต่คิดอยู่นานกลับนึกไม่ออกเลยสักนิด
เขาจึงอดถามไม่ได้ "เธอเป็ใคร?"
เมื่อกี้เด็กคนนี้เรียกเขาว่า ‘อาจารย์ลุง’ จริง ๆ แล้วเขาก็สับสนอยู่ไม่น้อย เขาจำไม่ได้ว่าตัวเองมีศิษย์ั้แ่เมื่อไรกัน
เหยาเหยามองไปที่ชิงอวิ๋นที่ตอนนี้สภาพดูไม่จืด ตาที่กลมโตของเธอโค้งเป็รูปพระจันทร์เสี้ยว แล้วพูดเสียงใส "อาจารย์ชิงอวิ๋น หนูคือเหยาเหยา อาจารย์ชิงหานเป็อาจารย์ของหนูเอง"
"หืม?" ชิงอวิ๋นชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกออก "เธอคือศิษย์คนสุดท้ายที่ศิษย์น้องรับไว้เมื่อหลายปีก่อนใช่ไหม?"
"ใช่แล้ว!"
ชิงอวิ๋นใเป็อย่างมาก เด็กคนนี้เข้าเป็ศิษย์เพียงสองปี แต่กลับมีความสามารถขนาดนี้แล้วเหรอ?
ศิษย์น้องชิงหานช่างโชคดีจริง ๆ!
"แต่ทำไมเธอถึงลงมาจากูเาล่ะ? ศิษย์น้องยอมให้ลงมาได้ยังไง!"
พวกเขาสังกัดสำนักหั่วหยุน ซึ่งมีกฎเกณฑ์ในการออกสู่โลกภายนอก แน่นอนว่ายกเว้นเ้าสำนัก เพราะต้องดูแลสำนัก แต่นั่นก็ต้องเป็ลูกศิษย์ที่บรรลุนิพพานแล้ว หรือไม่ก็มีวัยวุฒิที่สามารถแยกแยะถูกผิดได้
ทำไมถึงต้องส่งเด็กน้อยอายุสามขวบกว่า ๆ ลงมาจากูเาด้วย?
ถ้าโชคร้าย ถูกคนอื่นล่อลวงด้วยของหวานแล้วพาตัวไป สายเืของสำนักหั่วหยุนก็จะถึงคราวจบสิ้นไม่ใช่เหรอ
ชิงอวิ๋นคิดถึงตรงนี้แล้วก็โมโหขึ้นมาทันที ถึงแม้เขาจะบำเพ็ญเพียรได้ไม่ดีนัก แต่เขาก็ถือว่าสำนักหั่วหยุนเป็เหมือนบ้านของตัวเอง
ใครไม่อยากให้ลูกหลานในบ้านประสบความสำเร็จ และทำให้สำนักเจริญรุ่งเรืองบ้างล่ะ
แต่สำนักหั่วหยุนกลับมีผู้คนเข้ามาน้อย ไม่สามารถดึงดูดผู้มีพร์ได้เลย ตลอดมาก็แค่รอดตายอยู่ได้แบบเส้นยางแดงผ่าแปดเท่านั้น
ตอนนี้ ในที่สุดน้องชายของเขาก็ได้เจอของล้ำค่า แต่กลับไม่รู้จักปกป้องให้ดี ยังจะส่งลงมาจากูเาอีก!
ช่างงี่เง่าจริง ๆ!
ถ้าไม่ใช่ว่ากลับไปที่นั่นลำบาก เขาต้องไปชี้หน้าด่าให้หนำใจแน่ ๆ
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้ระบายอารมณ์ ก็เห็นเด็กน้อยตัวเล็กตรงหน้าหุบปากลง พร้อมกับดวงตาแดงก่ำ
"อาจารย์ชิงอวิ๋น อาจารย์ของหนู… เขามรณภาพแล้ว!"
เหล่าผู้ฝึกตนทั้งศาสนาพุทธและลัทธิเต๋าเมื่อสิ้นชีพ มักไม่กล่าวว่า ‘ตาย’ แต่จะกล่าวว่ามรณภาพ หมายถึงิญญากลับคืนสู่์ ร่างกายคืนสู่แผ่นดิน
ชิงอวิ๋นซึ่งกำลังจะกล่าวอย่างฮึกเหิมกลับชะงักไปชั่วขณะ เขาหันหน้ากลับไปอย่างเกร็ง ๆ "มอ… มรณภาพแล้วเหรอ?"
"เป็ไปได้ยังไงกัน!"
ชิงอวิ๋นรู้ดีถึงความสามารถของศิษย์น้องในสำนัก แม้จะยังห่างไกลจากการเป็ผู้มีวิชาชั้นสูง แต่การซ่อนตัวอยู่ในสำนักพร้อมด้วยรูปปั้นเ้าสำนักคอยปกปัก แม้แต่ผีร้ายที่กำลังก่อตัว เขาก็สามารถกำจัดได้อย่างง่ายดาย
ทำไมถึงตายเร็วขนาดนี้?
เหยาเหยาส่ายหน้าพลางตอบว่า "อาจารย์ไม่ได้บอกสาเหตุ หนูรู้แค่ว่า มีครั้งหนึ่งอาจารย์ลงจากูเาไปทำพิธีกรรมแล้วกลับมา พร้อมกับร่างกายที่เต็มไปด้วยเื หลังจากนั้นสุขภาพของเขาก็ย่ำแย่ลงทุกวัน"
"สองวันก่อน อาจารย์สั่งเสียเสร็จแล้วก็จากไป เขาให้หนูนำจดหมายมาให้อาจารย์ลุงชิงอวิ๋น บอกว่าหากอาจารย์ลุงอ่านแล้วจะเข้าใจเอง"
เหยาเหยากล่าวพลางล้วงมือเข้าไปในห่อผ้าหยิบจดหมายออกมา ชิงอวิ๋นรับมาแล้วเริ่มอ่าน
สักพักใหญ่ คิ้วของเขาก็ค่อย ๆ คลายออก
ในจดหมาย ชิงหานไม่ได้บอกว่าตนเองได้รับาเ็อย่างไรกันแน่ จากต้นจนจบกล่าวถึงเื่เดียว นั่นก็คือขอให้ชิงอวิ๋นช่วยดูแลศิษย์ของเขาด้วย
เขาบอกว่า เด็กคนนี้กินเก่ง อย่าตามใจเธอเื่อาหารมากนัก
นอกจากนี้ยังมีคำสั่งเสียเล็ก ๆ น้อย ๆ เกี่ยวกับการดูแลเ้าตัวน้อยตรงหน้า ชิงอวิ๋นอ่านจบแล้วอดไม่ได้ที่หัวเราะด้วยความขำ
ก็แค่เด็กน้อยอายุสามขวบเอง
จะกินเก่งได้ขนาดไหนกันเชียว! ชิงหานศิษย์น้องของเขา่หลายปีมานี้ดูแลเื่อาหารภายในสำนัก ยิ่งนานวันยิ่งตระหนี่ขึ้นทุกที
ไม่ต้องให้เขาพูด เหยาเหยาในฐานะศิษย์เพียงคนเดียวของสำนักในตอนนี้ที่มีวิชา ต่อไป ความเจริญรุ่งเรืองของสำนักหั่วหยุนก็ต้องขึ้นอยู่กับเธอ เขาจะไม่ดูแลเธอให้ดีได้อย่างไร!
ไม่พูดถึงเงินก้อนใหญ่ เงินสำหรับกินดื่มเขายังมีอยู่บ้าง ถึงอย่างไรการหลอกลวง ไม่สิ… ดูดวงมาหลายปี ก็ทำให้พอจะมีเงินสำรองอยู่เล็กน้อย
ชิงอวิ๋นจัดเสื้อคลุมของตัวเอง ปัดฝุ่นออก และไม่พูดถึงความอับอายเมื่อครู่แม้แต่คำเดียว
เขาหันไปถามหนูน้อยว่า "หิวข้าวหรือยัง ให้อาจารย์ลุงไปเลี้ยงข้าวไหม"
เหยาเหยาใ ไม่คิดว่าอาจารย์ลุงจะใจดีขนาดนี้ เพิ่งมาถึงก็จะพาไปกินข้าวแล้ว ในทันใดนั้น ภาพลักษณ์ของอีกฝ่ายในใจเธอก็สูงส่งขึ้นในพริบตา
เธอพยักหน้าเบา ๆ ด้วยหัวเล็ก ๆ แล้วพูดว่า "หนูขอกินเนื้อได้ไหม"
ไม่กี่มาวันนี้ เธอต้องกัดขนมเปี๊ยะทุกวัน จนในปากเธอไม่รับรู้รสชาติอย่างอื่นเลย ซึ่งมันรู้สึกแย่มาก
ชิงอวิ๋นขมวดคิ้ว...
ศิษย์น้องร่วมสำนักนี่ไม่ไหวเลยจริง ๆ แม้แต่เนื้อยังซื้อไม่ไหวเลยเหรอ คนที่ดูแลเื่เสบียงอาหารนี่ทำได้แย่จริง ๆ สู้เขาที่ออกไปใช้ชีวิตข้างนอกไม่ได้เลย
"ได้สิ แต่เราต้องสั่งให้น้อยหน่อยนะ เพราะถ้าเราใช้เงินกับการกินหมดไปในครั้งเดียว เดี๋ยววันต่อไปจะอดตายกันได้"
เหยาเหยาพยักหน้าแล้วพูดว่า "เื่นี้เหยาเหยาเข้าใจ อาจารย์เคยบอกว่าชีวิตต้องค่อยเป็ค่อยไป เหยาเหยาจะไม่กินเยอะ"
เห็นเธอเป็เด็กที่เข้าใจอะไรง่ายแบบนี้ ชิงอวิ๋นจะไม่รู้สึกปลื้มใจเลยได้ยังไง นั่นทำให้เขาต้องให้ความสำคัญกับเด็กน้อยมากยิ่งขึ้น
อย่างน้อย ศิษย์น้องก็เลี้ยงดูเด็กคนนี้จนโตมาอย่างดีเลยทีเดียว!
นอกจากจะสอนให้เป็เด็กน่ารักเข้าใจเื่แล้ว ยังมีความสามารถอีกด้วย
ชิงอวิ๋นยิ่งมองก็ยิ่งชอบ จากนั้นก็โบกมือแล้วเดินไปที่ร้านอาหาร
ทั้งคนตัวใหญ่และตัวเล็กยังไม่รู้ตัวเลยว่า การกินข้าวด้วยกันครั้งนี้มีความสำคัญต่อทั้งสองคนมากแค่ไหน