ใน่เวลาที่ดวงอาทติย์สีแดงฉานส่องสว่างไปทั่วทั้ง NakarothDesert(ทะเลทรายนาคาร๊อท) ทะเลทรายที่ใหญ่ที่สุดในโลกซึ่งอยู่ในทวีปLifs(ลิฟส์) ทวีปแห่งทะเลทรายจากทั้งหมด 4 ทวีป ความแห้งแล้ง และา ผู้คนต่างใช้ชีวิตอย่างเต็มที่และใช้ทุกวิธีที่จะทำให้ตัวเองมีชีวิตรอดไปวันๆ
บึ่มมมม!
เสียงะเิดังก้องไปทั่วทั้งท้องฟ้า ไฟที่ไหม้เครื่องยนต์ด้านหน้าของเครื่องบินค่อยๆลุกลามจนเข้าใกล้ตัวคนขับมากขึ้น ก้อนควันดำที่ลอยอยู่กลางท้องฟ้าค่อยๆพุ่งลงมายังทะเลทรายที่อยู่เบื้องล่าง และสิ่งที่เคยถูกเรียกว่าเครื่องบินตอนนี้ชิ้นส่วน่ต่างๆได้กระจัดกระจายเป็เศษเหล็กน้อยใหญ่ มองดูแทบจะไม่เหลือเค้าโครงเดิมอยู่เลย
“บ้าเอ้ย....แค๊ก! แค๊ก! นึกว่าจะไม่รอดซะแล้ว โอ้ย ทำไมซวยแบบนี้วะเนี่ยยย หรือว่า ไอ้ช่างเครื่องบินนั่นมันต้องวางยาเอาไว้แน่ๆเลย ไอ้แก่ตัวแสบ!!”
ชายหนุ่มผมสีขาวหยักศกดูยุ่งเหยิงราวกับไม่เคยผ่านการหวีมาก่อน ในตาสีเขียวอ่อนที่อยู่บนใบหน้าขาวซีดของเขานั้นยิ่งทำให้มันดูโดดเด่นคลานออกมาจากซากเครื่องบินด้วยใบหน้าที่หงุดหงิดในที บ่นพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะลุกขึ้นยืน ปัดฝุ่นทรายที่ติดอยู่กับตัวออก
“เอาไงต่อดีทีนี้ กว่าจะไปถึง ‘Merchester City‘(เมืองเมอร์เชสเตอร์) ถ้าเดินเท้าคงใช้เวลาอย่างน้อย 4-5 วัน ถ้าโชคดีคงเจอนักเดินทางผ่านมาทางนี้” ชายหนุ่มมองไปรอบๆที่มีแต่ทรายกับทรายและก็ทราย “ล่ะมั้ง ถ้าไม่แห้งตายไปซะก่อนล่ะก็นะ”
เขาเงยหน้ามองท้องฟ้าพร้อมถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะเริ่มออกเดินหากระเป๋าสัมภาระและไม่นานเขาก็พบมันอยู่ใต้ซากปีกเครื่องบิน
“ฟิ้วว...ยังดีที่แกไม่เป็อะไรแม่หนูน้อยของฉัน”
เขาเปิดกระเป๋าออก และล้วงมือเข้าไปด้านในหยิบกล่องสีดำขึ้นมาอย่างเบามือ เป็กล่องที่มีขนาดเท่าฝ่ามือและตัวกล่องถูกแปะไว้ด้วยกระดาษที่ดูคล้ายภาษาโบราณตัวเขาเองก็ไม่แน่ใจนักว่ามันเป็ภาษาอะไรกันแน่
“อย่างน้อยก็สี่ถึงห้าล้านยูลล่ะมั้ง ไอเท็มในวิหารโบราณ แถมถูกผนึกไว้ด้วยภาษาโบราณ ของชอบพวกนักสะสมทั้งหลายเลยล่ะแต่ก็ต้องไปให้นักประเมิณราคาก่อนละนะ” แววตาเป็ประกายวิบวับเมื่อเขาคิดถึงเม็ดเงินที่จะได้จากการขายไอเท็มชิ้นนี้ ภาพเขานอนกลิ้งเกลือกบนกองธนบัตรลอยผ่านเข้ามาในหัว แค่คิดถึงสิ่งที่จะตามมาหลังจากขายไอเท็มชิ้นนี้ได้ก็ทำให้เขามีความสุขมากมายพอดู
ชายหนุ่มอมยิ้มเล็กน้อยพร้อมหมุนกล่องดูรอบๆ เพื่อตรวจดูให้แน่ใจว่าไม่มีตรงไหนบุบหรือเป็รอยเพราะเขาไม่อยากให้เ้าสิ่งนี้ราคาลดลง เขาจึงหยิบผ้าออกมาจากเป้สัมภาระเพื่อห่อกล่องนั้นไว้ ก่อนจะเก็บมันกลับไปในเป้ตามเดิมและสะพายขึ้นบ่า กระชับเชือกรองเท้าหนังให้แน่นขึ้นและดึงแว่นGoggle(ก๊อกเกิ้ล) ที่เขาสวมอยู่บนศีรษะลงมาครอบไว้ที่ตา ป้องกันจากทรายถูกกระแสลมพัดลอยฟุ้งอยู่ในกาศ
“เอาล่ะ ตะวันตกสินะ”
เขาเริ่มต้นออกเดินทางอีกครั้ง เป้าหมายคือ ‘Merchester City’ (เมอเชสเตอร์ ซิตี้) เมืองแห่งการค้า เมืองไร้กฏ เมืองที่มีั้แ่ของจิบาถุที่ใช้ในการยังชีพไปจนถึงสิ่งของผิดกฏหมายแทบทุกอย่างบนโลก ทาส ยาเสพติด สิ่งของที่ถูกขโมยมา หรือแม้แต่อาวุธระดับสมบัติแห่งชาติ ก็สามารถหาได้จากเมืองแห่งนี้ กฏข้อเดียวของเมืองเมอร์เชสเตอร์คือ เงิน ผู้ใดที่มีเงิน ผู้ในคือความถูกต้องของเมืองเมอเชสเตอร์
แต่ยังไม่ทันได้เหนื่อยหอบจากการเดินเท้า ชายหนุ่มได้ยินเสียงเครื่องยนต์คล้ายเรือเหาะทะเลทรายดังมาจากด้านหลัง
“ครอสสสสสสส ไอ้ลูกหมา!!!” เสียงะโเรียกชื่อตนดังมาจากเรือเหาะทะเลทรายขนาดมหึมาและปืนใหญ่รอบลำ ซึ่งมาพร้อมกับผ้าใบสีดำและสัญลักษ์กะโหลกไขว้สีขาวสวมมงกุฏ 1 ลำ บวกกับ Airbike (ยานพาหนะที่ดูคล้ายกับจักรยานต่างกันตรงที่ มันขับเคลื่อนโดยอุปกรณ์ต้านแรงโน้มถ่วงไว้ด้านข้างของเครื่องยนต์ทำให้มันสามารถลอยอยู่กลางอากาศได้)3 คันไล่ตามครอสมาด้านหลัง เขาหันยังทิศทางของเสียงนั้น ก่อนใช้มือหมุนปุ่มที่ด้านขวาของแว่นทำให้ครอสสามารถมองเห็นสิ่งที่อยู่ไกลออกไปได้
“โดนตามทันจนได้ ให้ตายเถอะ!!” ครอสตั้งท่าเริ่มออกวิ่งทันทีที่พูดจบ ชายหนุ่มผู้ได้ฉายา ‘แมวขาวแห่ง Lifs’ จิกปลายเท้าลงกับผืนทราย หดเกร็งกล้ามเนื้อทุกมัดบนร่างกาย พร้อมออกแรงถีบยันผืนทรายเพื่ออกตัววิ่งอย่างสุดแรง
ฟุบ!!?
ทรายกองใหญ่กระจายสูงขึ้นมายังอากาศ แต่ทว่าตัวของเขาั้แ่เอวขึ้นไปนั้นกลับทิ่มปักลงไปในทราย ขาอันทรงพลังทั้งสองข้างชี้ขึ้นฟ้าอย่างสวยงาม ทรายช่างเป็ปรปักษ์ต่อความความเร็วของเขายิ่งนัก
แต่ก่อนที่ครอสจะตะเกียกตะกายขึ้นจากทรายที่เขาพลาดมุดลงไปอย่างไม่ได้ตั้งใจนั้น ขาของเขาก็ถูกจับและกระชากขึ้น้าจนสามารถหายใจได้ถนัด และหลังจากปัดทรายที่บริเวณแว่นตาออก เผยให้เห็นชายวัยกลางคนร่างใหญ่ผมสีดำหนวดเคราดกครึ้ม รอยแผลเป็ที่ดวงตาขวาเป็ทางยาวลงมาจนถึงแก้ม ร่างกายท่อนบนไม่สวมใส่เครื่องป้องกันเลยแม้แต่ชิ้นเดียว โอ้อวดแผลเป็ทั่วร่างที่บ่งบอกถึงประสบการณ์การต่อสู้ที่ผ่านกาของเ้าของมือนั้น มาพร้อมกับเสียงเกรี้ยวกราดของเครื่องยนต์ดังกระหึ่มไปทั่วทั้งบริเวณ
“แหม่...มากันเยอะเชียว คิดถึงผมกันหรอครับหัวหน้า”
“ของอยู่ไหน” มองก้าเข้าประเด็นในทันที
“หล่นหายไปตอนเครื่องบินตก เพราะไอ้แก่ตัวแสบวางยานั่นแหละ”
“คิคิคิ” เสียงหัวเราะแหบพร่าของ ฮอล์ลาด ชายแก่ร่างเล็กที่มีหลังค่อมเล็กน้อยและรอยเหี่ยวย้นบนใบหน้า ซึ่งพอจะบอกได้ว่าเขาใช้ชีวิตมาอย่างยาวนานเพียงใด และแป็นเขานี่เองที่อยู่เื้ัความพังพินาศของเครื่องบินลำนั้น
“....” ครอสเงียบไปหนึ่งอึดใจก่อนจะพยายามยื่นข้อเสนอให้มองก้าที่ยังคงจับครอสห้อยหัวอยู่“หัวหน้า ผมมีข้อเสนอ”
มองก้าไม่ฟังสิ่งที่ครอสกำลังจะพูด เขาใช้มือข้างที่เหลือดึงกระเป๋าสัมภาระออกและส่งมันให้สมุนของตนก่อนจะสั่งให้เทของในกระเป๋าออกจนห่อผ้าหล่นออกมาจากเป้สัมภาระ ตาของครอสเบิกโตขึ้นเล็กน้อย นั่นจึงคล้ายเป็สัญญาณบอกใบ้ว่าของในห่อผ้านั้นคือสิ่งที่ทำให้มองก้าต้องตามครอสมาถึงที่ทะเลทรายนาคาร๊อท
“ไม่ใช่อันหรอก” ครอสพยายามเบียงเบนให้ลูกน้องของมองก้าเปลี่ยนเป้าหมายแต่ไม่เป็ผล
ลูกน้องของมองก้าใช้มีดตัดห่อผ้าออก จนเห็นสิ่งที่อยู่ด้านใน
“ฉันเตือนแล้วนะ”
“นี่มัน...อะไร” มองก้าละสายตาจากครอสหันไปมองลูกกลมๆที่อยู่ในมือลูกน้องของตน
ครอสที่รอจังหวะนี้อยู่สูดลมเข้าจนเต็มปอดเป่ากรวดที่ยังอยุ่ในปากของเขาเมื่อตอนที่พลาดท่าจนตัวเองต้องจมลงไปในทราย หินนั้นพุ่งเข้าหาสวิทช์ะเิอย่างแม่นยำ
ตูม!!!! ะเิควันทำงาน ควันสีขาวลอยคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ในขณะเดียวกันกับที่ะเิควันทำงานนั้นมองก้าเผลอผ่อนแรงที่จับขาของครอสไว้ และเขาไม่พลาดโอกาสทองนี้แน่นอน เขาเหวี่ยงหมัดขวาเข้าที่ข้อมือของมองก้าเต็มแรง สำเร็จ! ขาของเขาเป็อิสระอีกครั้ง
“พูดไม่รู้ฟัง ฮ่าๆ” ครอสกรนเยาะเย้ยเบาๆ แล้วแฝงตัวเข้าไปกับม่านควันลบตัวตนออกไปจนหมดสิ้น
“คิคิคิ ดิ้นรนไปก็เปล่าประโยชน์หน่า เ้าหนู เปล่าประโยชน์”
มองก้ารวบรวมพลังไว้ที่มือ ยกมันขึ้นเหนือหัวและเหวี่ยงมันลงทุบไปที่ผืนทราย เกิดเป็คลื่นอากาศ พัดพาควันสีขาวออกไปจากบริเวณนั้นทันที
ลูกน้องของมองก้าต่างพากันหันมองรอบตัว เพื่อค้นหาเ้าคนที่กล้าหักหลังหัวหน้าของเขา แต่ก็ไม่พบ
“อยู่ไหนหนอออ เ้าหนูครอสตัวน้อย”
“มันหายไปไหนของมัน”
“ออกมาซะดีๆ”
“ยอมแพ้เถอะครอสจะได้ไม่เจ็บตัวมาก”
กลุ่มลูกน้องของมองก้าส่งเสียงเรียกตัวปัญหาให้ยอมออกมา แต่ก็ไม่เป็ผล ครอสหายไปอย่างไร้ร่องรอยเช่นเดียวกับกระเป๋าสัมภาระของเขาที่หายไปด้วยเช่นกัน
“มันอาจแฝงตัวอยู่ในกลุ่ม ดูให้ทั่ว ตรวจสอบพี่น้องเราให้แน่ใจ ว่าไม่ใช่มันปลอมตัวปะปนมา”มองก้ากล่าวก่อนจะเดินหันหลังกลับไปยังเรือเหาะของเขา
‘
มันมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตก...Merchester City สินะ’
“จงแยกย้ายกันตามหา ไอ้ลูกหมานั่นมันยังไปไหนไม่ไกลหรอก ดูจากทิศทางที่มันมุ่งไปคงเป็MerchesterCity เราจะไปดักรอมันที่นั่น”
เมื่อได้ยินหัวหน้าออกคำสั่ง ลูกน้องส่วนหนึ่งพากันเอา Airbike ออกจากเรือหลัก กระจายตัวกันออกตามหา ส่วนมองก้ากับลูกน้องที่เหลือออกเดินทางทันที
ครอส แอบหัวเราะเยาะในใจเพราะเขาไม่ได้หนีไป เขามุดอยู่ใต้ผืนทรายข้างใต้จุดที่เรือเหาะจอดอยู่รอจังหวะที่ทุกคนแยกย้ายกัน และขณะที่เรือเหาะกำลังจะอออกตัวครอสแอบได้ะโขึ้นไปยังด้านท้ายเรือโดยใช้ประโยชน์จากเสียงเครืองยนต์กรบเสียงที่อาจจะเกิดขึ้นจากแรงะโของตน
‘ดีเหมือนกัน ทิ้งเ้าดรู๊คให้อยู่ตัวเดียวคงเหงาแย่ รอให้ถึงกลางคืนก่อนแล้วค่อยเคลื่อนไหวน่าจะดีกว่าเพราะเ้าพวกนั้นก็ตื่นตอนฟ้ามืดนี่เนอะ ตอนนี้งีบเอาแรงสักนิดและกัน’
แต่ก่อนที่ครอสจะได้หลับตาลงเขารู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่บินผ่านไปอย่างรวดเร็ว เป็ความรู้สึกที่อธิบายออกมาเป็คำพูดไม่ได้ แต่สัญชาตญาณของเขากลับรู้สึกถึงบางอย่าง เป็ความรู้สึกที่อธิบายออกมาเป็คำพูดที่จัดเจนไม่ได้แต่บอกได้แค่ว่า ‘ไม่ใช่เื่ดี’ แน่นอน
‘คิดไปเองมั้ง’ ก่อนจะหลับตาลงและเข้าสู่ภวังค์แห่งความฝันไปในที่สุด
‘
ตื่น เราต้องไปกันต่อ่’
‘ระวัง FlameGuardian(ผู้พิทักษ์แห่งไฟ) ไว้’
‘ข้าบอกให้ตั้งสมาธิไง’
‘เธอคืออีกครึ่งหนึ่งของเ้า’
‘ก่อนอื่นเ้าต้องได้สิทธิ์ในการบัญชาน้ำก่อน’
‘ถ้าไม่อยากตาย ฟังที่ข้าสั่งซะ’
‘ครอส ข้าขอโทษ’
ครอสสะดุ้งตื่นขึ้นมาพร้อมเอามือกุมที่หน้าใบหน้าของตนเองไว้
‘เสียงนี้อีกแล้ว แกเป็ใครกันแน่’ ครอสคิดในใจก่อนจะเงยหน้ามองฟ้าที่มืดมิดชื่นชมแสงดาวที่ส่องเป็ประกายบนท้องฟ้า และดาวตกที่พึ่งผ่านไปก็เป็ดั่งคำอวยพรให้กับเขา เพียงแต่ทะเลทรายยามค่ำคืนช่างหนาวเหน็บจับเข้าไปในหัวใจ มันทำให้เขารู้สึกเหงาลึกๆในใจเช่นกัน และอดหวนคิดถึงอดีตที่หายไปของตนไม่ได้ ว่าความจริงแล้วนั้นครอบครัวที่แท้จริงของเป็ใคร
‘เอาล่ะ เรามาเริ่มกันดีกว่า’